มะเร็งลำไส้ใหญ่กำลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก และประเทศไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น รายงานล่าสุดหลายชิ้น รวมถึงข้อมูลจาก Intermountain Health เผยว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (colorectal cancer) ครองอันดับสองของมะเร็งที่พบบ่อย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับสามในกลุ่มคนทั้งชายและหญิงที่อายุต่ำกว่า 50 ปี นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเฉพาะคนอายุเกิน 50 อีกต่อไป เพราะอัตราการเกิดโรคในกลุ่มคนหนุ่มสาวก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน ที่น่าตกใจคือ ในปี 2020 พบว่าถึง 11% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั้งหมด และ 15% ของผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักทั้งหมด คือคนไข้อายุไม่ถึง 50 ปี สถานการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำว่าเราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ และส่งเสริมการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อหยุดยั้งการลุกลามของมะเร็งชนิดนี้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่
ข้ามไปดูที่สหรัฐอเมริกา ข้อมูลจากสมาคมโรคมะเร็งแห่งอเมริกา (American Cancer Society) ระบุว่าในปี 2024 คาดว่าจะมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักรายใหม่ถึง 153,000 คน และเสียชีวิตกว่า 53,000 ราย ตัวเลขนี้น่าคิดไม่น้อย เมื่อมองแนวโน้มที่คล้ายกันในประเทศไทย ซึ่งไลฟ์สไตล์ที่รับอิทธิพลตะวันตกมากขึ้น—ทั้งเรื่องอาหารการกินและการไม่ค่อยขยับร่างกาย—อาจเป็นตัวเร่งให้อัตราการเกิดมะเร็งสูงขึ้น ดังนั้น การทำความเข้าใจความเสี่ยงและหมั่นไปตรวจคัดกรองจึงสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่ต้องรู้คือ มะเร็งลำไส้ใหญ่มีโอกาสรอดชีวิตสูงถึง 90% หากตรวจเจอตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเน้นให้เห็นว่าการใส่ใจดูแลสุขภาพเชิงรุกนั้นช่วยชีวิตได้จริงๆ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนเรามีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอายุ ประวัติคนในครอบครัวเคยป่วย ประวัติสุขภาพส่วนตัว (เช่น เคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ หรือเป็นโรคลำไส้อักเสบ) รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต อย่างการกินเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปเยอะๆ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด และไม่ค่อยออกกำลังกาย ดร. คริสติน ฮาเคม (Dr. Christine Hachem) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารชั้นนำ ย้ำเตือนว่าอย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยไปตรวจ เพราะถึงตอนนั้นอาจจะสายเกินแก้ การตรวจคัดกรองจะได้ผลดีที่สุดตอนที่คนนั้นยังไม่มีอาการและรู้สึกแข็งแรงดี
คนรุ่นใหม่มักเจอความท้าทายเฉพาะตัว เช่น ยังไม่ค่อยตระหนักว่าต้องตรวจคัดกรอง กังวลว่าจะเจ็บหรือไม่สบายตัวตอนตรวจ หรือรู้สึกว่าการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพมันยุ่งยาก ช่องว่างความรู้นี้อาจพบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งการเข้าถึงบริการสุขภาพอาจไม่เท่าเทียมกัน และความเชื่อบางอย่างก็อาจมีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ดร. ปรียันกา พาเทล (Dr. Priyanka Patel) เน้นว่าทุกคนควรทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงของตัวเอง และคุยเรื่องนี้กับหมอหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อวางแผนการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง
เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ปัจจุบันแนวทางระดับประเทศแนะนำให้คนทั่วไปเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นประจำตั้งแต่อายุ 45 ปี การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ยังถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุดในการตรวจหาและอาจช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เลย เพราะสามารถตัดติ่งเนื้อที่อาจกลายเป็นมะเร็งออกไปได้ หากประเทศไทยนำมาตรการนี้มาปรับใช้อย่างจริงจัง จะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นมาก โดยเฉพาะถ้ายิ่งโรงพยาบาลและคลินิกต่างๆ อำนวยความสะดวกให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น เช่น มีระบบนัดออนไลน์สำหรับการจองคิวตรวจ นอกจากนี้ ยังมีวิธีตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่ไม่ต้องส่องกล้องและทำได้เองที่บ้าน อย่างการตรวจหาเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระ (Fecal Immunochemical Test - FIT) และ Cologuard ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกและพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี แต่ถ้าผลตรวจออกมาเป็นบวก ก็จำเป็นต้องไปส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เพื่อยืนยันผลอีกที
ประเทศไทยมีโอกาสที่จะยกระดับผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขให้ดีขึ้นได้ ด้วยการนำกลยุทธ์ป้องกันเหล่านี้มาใช้ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ประชาชน กระทรวงสาธารณสุข องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพ และบุคลากรทางการแพทย์ ควรมองหาทางริเริ่มแคมเปญที่มุ่งเน้นทำให้การเข้าถึงการตรวจคัดกรองที่เชื่อถือได้และสม่ำเสมอเป็นเรื่องง่ายขึ้นทั่วประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น การทำความเข้าใจประวัติสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัวก็สามารถกระตุ้นให้เราหันมาใส่ใจดูแลป้องกันโรคกันมากขึ้น
เมื่อมองไปข้างหน้า การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขด้วยเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่ทันสมัย การให้ความรู้ที่เข้าถึงง่าย และแคมเปญสร้างความตระหนักที่เข้ากับวัฒนธรรมไทย จะสามารถพลิกโฉมวิธีที่สังคมไทยรับมือกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ การตัดสินใจอย่างรอบรู้เรื่องการตรวจคัดกรอง การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และการปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยลดผลกระทบของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างเห็นผล คำแนะนำง่ายๆ สำหรับคนไทยทุกคน คือ หมั่นไปตรวจสุขภาพกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำ กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น ลดการกินเนื้อแปรรูป เลิกสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และใช้ชีวิตให้กระฉับกระเฉง ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนสำคัญในการป้องกันมะเร็ง
สำหรับผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น คนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็ง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพเกี่ยวกับทางเลือกในการตรวจคัดกรอง และวางแผนป้องกันมะเร็งส่วนบุคคล การผสมผสานความรู้ระดับโลกเข้ากับความคิดริเริ่มในท้องถิ่น จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถต่อสู้กับการเพิ่มขึ้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น