งานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม (University of Notre Dame) พบความเชื่อมโยงที่น่าทึ่งระหว่างการจ้องมองให้นิ่ง (steady gaze) กับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในการทำกิจกรรมต่างๆ การศึกษานี้ นำโดยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา แมทธิว โรบินสัน (Matthew Robison) ได้รับแรงบันดาลใจจากข้อสังเกตของนักเขียน จอห์น แมคฟี (John McPhee) ที่มีต่อ บิล แบรดลีย์ (Bill Bradley) ตำนานนักบาสเกตบอล ซึ่งเชื่อว่าฟอร์มเทพในสนามของเขาเป็นผลมาจากสายตาอันเฉียบคม ไม่ใช่แค่พละกำลังทางร่างกาย งานวิจัยชิ้นนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ทั้งกับนักกีฬาและคนทั่วไปที่ต้องทำกิจกรรมซึ่งต้องใช้สมาธิสูง

แนวคิดเรื่อง “สายตาที่สงบนิ่ง” (quiet eye) ซึ่งบัญญัติขึ้นโดย โจน วิคเกอร์ส (Joan Vickers) นักจิตวิทยาการกีฬา หมายถึง ความสามารถในการจับจ้องสายตาอย่างมั่นคง ไม่เพียงแต่ช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้วอกแวกไปกับสิ่งรบกวนรอบข้าง นักจิตวิทยาการกีฬาใช้แนวคิดนี้กันมานานแล้ว โดยมักแนะนำให้นักกีฬารักษาระดับสายตาให้นิ่งก่อนลงมือทำจังหวะสำคัญ เช่น การพัตต์กอล์ฟ หรือการชู้ตลูกโทษบาสเกตบอล งานวิจัยของโรบินสัน ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพเรือสหรัฐฯ (US Naval Research Laboratory) และสถาบันวิจัยกองทัพบกสหรัฐฯ (Army Research Institute) มีจุดมุ่งหมายเพื่อพิสูจน์หลักการนี้ให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยวิเคราะห์กลไกเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้อย่างละเอียด

ห้องแล็บของโรบินสันใช้เทคโนโลยีติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตา (eye-tracking) สุดล้ำสมัย เพื่อจับการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยและการขยายของรูม่านตาด้วยความละเอียดสูงลิ่ว จากการทดลองกับอาสาสมัครเกือบ 400 คน ผลวิจัยสรุปว่าคนที่สามารถรักษาการจ้องมองให้นิ่งก่อนลงมือทำงาน จะทำงานได้เร็วกว่าและแม่นยำกว่า คุณลักษณะนี้ซึ่งสะท้อนถึงการควบคุมสมาธิที่เหนือชั้น ไม่เพียงแต่สำคัญในแวดวงกีฬาเท่านั้น แต่ยังบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในการแก้ปัญหาซับซ้อนและการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (multitasking) อีกด้วย

นักกีฬาและสถาบันการศึกษาในไทยน่าจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งจากผลวิจัยนี้ โดยอาจนำการฝึก ‘สายตาที่สงบนิ่ง’ มาประยุกต์ใช้ทั้งในวงการกีฬาและแวดวงวิชาการได้ เมื่อคำนึงถึงความนิยมในกีฬาอย่างมวยไทย และการแข่งขันด้านการศึกษาที่เข้มข้นขึ้นในบ้านเรา ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้สามารถปูทางไปสู่วิธีการฝึกฝนรูปแบบใหม่ๆ ได้ ศักยภาพในการนำเทคนิค ‘สายตาที่สงบนิ่ง’ มาใช้ ไม่เพียงช่วยพัฒนาความสำเร็จด้านกีฬา แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการคิดและการรับรู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานได้อีกด้วย

ในมุมมองทางวัฒนธรรม การฝึกจิตให้จดจ่อผ่านการเพ่งมองนั้นสอดคล้องกับแนวปฏิบัติแบบไทยแต่ดั้งเดิม ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเทคนิคการทำสมาธิในพุทธศาสนา การผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาโบราณกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เช่นนี้ อาจทำให้แนวคิดเรื่องการฝึก ‘สายตาที่สงบนิ่ง’ น่าสนใจและเข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี

ขณะนี้ งานวิจัยกำลังเข้าสู่ระยะใหม่โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยกองทัพเรือ (Office of Naval Research) โดยโรบินสันตั้งเป้าที่จะศึกษาเพิ่มเติมว่า การฝึกจ้องมองนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมในสถานการณ์ที่ท้าทายหรือกดดันได้จริงหรือไม่ หากผลการศึกษาเป็นไปได้ด้วยดี การฝึกนี้อาจนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายวงการ ทั้งด้านการทหารและวิชาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมสมาธิและยกระดับผลการปฏิบัติงาน

กล่าวโดยสรุป งานวิจัยชิ้นนี้มีความสำคัญในวงกว้าง และมีศักยภาพที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในแวดวงกีฬา การศึกษา และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจจะพัฒนาประสิทธิภาพของตนเองทั้งในเรื่องส่วนตัวและการทำงาน อาจลองนำกลยุทธ์การฝึกจ้องมองนี้ไปปรับใช้ เพื่อสร้างสภาวะจดจ่อตื่นตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ ในขณะที่การวิจัยยังคงดำเนินต่อไป การติดตามความคืบหน้าและแนวทางการนำผลวิจัยไปประยุกต์ใช้ในอนาคตอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม สามารถอ่านงานวิจัยและผลการค้นพบได้ ที่นี่