ปัญหาสุขภาพจิตที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ทั้งภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล กำลังกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงครั้งใหญ่ถึงต้นตอของวิกฤตนี้ บทความล่าสุดของ แพทริก เวสต์ ใน Spiked Online ที่ชื่อว่า “ยุคแห่งอารมณ์สร้างวิกฤตสุขภาพจิตได้อย่างไร” (How the age of emotion gave us the mental-health crisis) ได้ขุดคุ้ยปรากฏการณ์นี้ โดยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาได้พลิกโฉมวิธีที่เรามองและรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตไปอย่างสิ้นเชิง
เวสต์ชี้ให้เห็นสถิติที่น่าเป็นห่วงจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งรายงานว่าจำนวนการทำการุณยฆาตที่เกี่ยวเนื่องกับความทุกข์ทรมานทางจิตใจพุ่งสูงขึ้นถึง 60% ตัวเลขที่น่าสะเทือนใจนี้สะท้อนวิกฤตที่ใหญ่กว่า ซึ่งความเจ็บปวดทางใจกำลังผลักดันให้ผู้คนตัดสินใจเลือกทางออกสุดท้าย ในปี 2024 จากผู้ป่วยชาวดัตช์ 10,000 รายที่เลือกการการุณยฆาต มีถึง 10% ที่ตัดสินใจเช่นนั้นเพราะความทุกข์ทางจิตใจ สถิติดังกล่าวยิ่งตอกย้ำถึงสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่กำลังลุกลามและส่งผลกระทบไปทั่วโลก
แม้คนส่วนใหญ่มักโยงว่าการพุ่งทะยานของปัญหาสุขภาพจิตเกิดจากโรคระบาดโควิด-19 แต่เวสต์แย้งว่ารากเหง้าของวิกฤตนี้หยั่งลึกกว่านั้นนานแล้ว โดยย้อนไปถึงกระแสทางวัฒนธรรมที่ตีตราอารมณ์ความรู้สึกปกติอย่างความเศร้าและความกังวลว่าเป็น “อาการป่วย” (pathologizing) ตัวโรคระบาด โดยเฉพาะมาตรการล็อกดาวน์ในปี 2020 และ 2021 เป็นเพียงตัวเร่งให้สถานการณ์เลวร้ายลง แต่ไม่ใช่ตัวจุดชนวน การถูกกักตัวโดดเดี่ยวจากการล็อกดาวน์ทำให้ความรู้สึกหดหู่และวิตกกังวลรุนแรงขึ้น แต่ความรู้สึกเหล่านี้ก็เติบโตได้ดีอยู่แล้วในสังคมที่ยอมรับความเปราะบางทางอารมณ์และมองว่าเป็นเรื่องทางการแพทย์มานานหลายทศวรรษ
เมื่อมองย้อนกลับไป การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มเห็นเค้าลางเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ตอนที่ แฟรงก์ ฟูเรดี ตั้งข้อสังเกตในหนังสือ “Therapy Culture” (วัฒนธรรมการบำบัด) ว่าวัฒนธรรมตะวันตกมองความท้าทายทางอารมณ์ว่าเป็นภัยคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้ผู้คนรู้สึกอ่อนแอ ต้องคอยตั้งรับ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมนี้เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับความฉลาดทางอารมณ์ (emotional intelligence) และยกย่องความเปราะบางว่าเป็นจุดแข็ง สิ่งเหล่านี้ยิ่งถูกขยายผลในยุคดิจิทัล ที่โซเชียลมีเดียและความจริงเสมือนมักจะยิ่งตอกย้ำความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว และความตึงเครียดทางอารมณ์ให้หนักหนากว่าเดิม แทนที่จะช่วยบรรเทา
ผลกระทบต่อประเทศไทยนั้นน่าวิตกไม่น้อย เพราะคนไทยใช้โซเชียลมีเดียและมีส่วนร่วมในโลกดิจิทัลสูงมาก สังคมไทยก็ไม่ต่างจากสังคมอื่นที่กำลังเผชิญกับแนวโน้มที่มองว่าการปฏิสัมพันธ์ในโลกออนไลน์เทียบเท่ากับการเชื่อมต่อในชีวิตจริง ซึ่งอาจยิ่งทำให้รู้สึกแปลกแยกและทุกข์ใจมากขึ้น ในขณะที่เยาวชนไทยผูกติดกับพื้นที่ดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศก็เสี่ยงที่จะเจอกับปัญหาสุขภาพจิตที่พุ่งสูงขึ้นในลักษณะเดียวกัน ซ้ำเติมด้วยวัฒนธรรมที่เน้นการ “รักษาหน้า” และไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึก
มุมมองเชิงวัฒนธรรมที่เวสต์นำเสนอ ชี้ว่า “วัฒนธรรมการบำบัด” ที่แพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งสอนให้ผู้คนมองว่าตัวเองเปราะบางและต้องการการปกป้องนั้น มีส่วนสร้างวงจรของการไม่กล้าลงมือทำและต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่เสมอ มุมมองนี้เรียกร้องให้เราทบทวนวิธีปลูกฝังความเข้มแข็งทางใจ (resilience) และความแข็งแกร่งทางอารมณ์ในระบบการศึกษาและชุมชนกันใหม่
บทความสรุปโดยเสนอให้มีการประเมินวิธีที่สังคมมองและจัดการกับอารมณ์ หลักสูตรการศึกษาในประเทศไทยอาจนำแนวคิดเรื่องความเข้มแข็งทางใจและการจัดการอารมณ์มาปรับใช้ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมที่เผชิญหน้ากับความท้าทายทางอารมณ์ด้วยใจที่เข้มแข็ง แทนที่จะมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ แนวทางนี้สามารถนำมาปรับใช้ร่วมกับหลักพุทธศาสนาเรื่องสติและการยอมรับ ซึ่งเป็นกรอบคิดที่เข้ากับวัฒนธรรมในการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตได้เป็นอย่างดี
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้คือ การส่งเสริมการฝึกสติและการพูดคุยเรื่องอารมณ์ความรู้สึกอย่างเปิดอกในครอบครัวและโรงเรียน การยอมรับว่าประสบการณ์ทางอารมณ์เป็นเรื่องธรรมชาติ และการเน้นย้ำถึงกลยุทธ์การรับมือที่สร้างสรรค์ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตในแนวทางที่เคารพวิถีวัฒนธรรมและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของสังคมได้
มุมมองจากบทความของเวสต์เป็นเครื่องเตือนใจว่า การแก้ปัญหาสุขภาพจิตจำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าปัจจัยกระตุ้นเฉพาะหน้าอย่างโรคระบาด และหันมาให้ความสำคัญกับรากฐานทางวัฒนธรรมที่เป็นตัวกำหนดวิธีที่เราตอบสนองต่อสุขภาวะทางอารมณ์ของเราเอง