หลายสิบปีที่ผ่านมานี้ มีเรื่องน่าห่วงเกิดขึ้นในแวดวงนักโภชนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั่วโลก นั่นคือ คุณค่าสารอาหารในผักและผลไม้ที่เรากินกันอยู่ทุกวัน มันลดน้อยลงเรื่อยๆ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า สารอาหารสำคัญๆ อย่างไรโบฟลาวิน แคลเซียม และธาตุเหล็กในผักผลไม้หายไปเยอะมาก แนวโน้มแบบนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมากว่า 70 ปีแล้ว ทำให้เห็นภาพชัดว่า ผักผลไม้ที่เรากินทุกวันนี้อาจจะไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากเท่ากับสมัยก่อน สำหรับประเทศไทย ที่การเกษตรและวัฒนธรรมอาหารผูกพันกันแน่นแฟ้น การทำความเข้าใจและรับมือกับปัญหาสารอาหารที่ลดลงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งต่อสุขภาพของคนไทยและมรดกทางวัฒนธรรมของเรา
สาเหตุที่ทำให้สารอาหารในพืชผักผลไม้ลดลงนั้นซับซ้อน มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ปัจจัยหลักอย่างหนึ่งคือ คุณภาพดินที่แย่ลง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการทำเกษตรแบบเน้นปริมาณมากๆ เช่น การปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำๆ ในพื้นที่เดิม และการอัดปุ๋ยเคมีมากเกินไป วิธีการเหล่านี้ทำให้แร่ธาตุที่จำเป็นในดินหมดไป พืชก็เลยได้รับสารอาหารน้อยลง ผักผลไม้ที่โตมาในดินแบบนี้จึงมีคุณค่าทางโภชนาการไม่เต็มที่ แถมการเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นให้ได้ผลผลิตเยอะๆ โตเร็วๆ ก็มักจะไปปรับปรุงสายพันธุ์พืช จนทำให้ความเข้มข้นของสารอาหารลดลงไปโดยปริยาย
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ภาวะสารอาหารเจือจาง” (nutrient dilution) ซึ่งกำลังเป็นความท้าทายในการกินอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วน อย่างที่ นิโคล อาเวนา ผู้เชี่ยวชาญจาก Mount Sinai School of Medicine บอกไว้ คำแนะนำของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association) ที่ให้กินผักผลไม้วันละ 5 ส่วน อาจจะไม่พออีกต่อไปแล้ว นั่นหมายความว่า เราอาจจะต้องกินเพิ่มเป็นวันละ 7 ถึง 10 ส่วน เพื่อชดเชยสารอาหารที่หายไป
สำหรับประเทศไทย ที่มีวัฒนธรรมการกินผักผลไม้อย่างหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ การที่สารอาหารในผักผลไม้ลดลงถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างแท้จริง อาหารไทยส่วนใหญ่มักมีผักผลไม้สดเป็นส่วนประกอบหลัก หากคุณค่าทางโภชนาการลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยในวงกว้างได้ ซ้ำร้าย ปัญหานี้ยังซับซ้อนขึ้นไปอีกจากการที่ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในบรรยากาศโลกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแม้จะทำให้พืชมีคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น แต่ก็ไปเจือจางสารอาหารสำคัญอื่นๆ อย่างธาตุเหล็กและสังกะสีด้วย
แม้สถานการณ์จะน่ากังวล แต่ก็ยังมีแนวทางที่คนไทยและผู้กำหนดนโยบายสามารถนำไปปรับใช้เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาสารอาหารในพืชผักลดลงได้ การหันมาให้ความสำคัญกับพืชผักออร์แกนิกและพันธุ์พื้นบ้านเป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะพืชกลุ่มนี้มักจะมีสารอาหารหนาแน่นกว่า และปลูกด้วยวิธีเกษตรยั่งยืนที่ช่วยบำรุงดิน การสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่นและเลือกกินผลผลิตตามฤดูกาลก็ช่วยได้มาก เพราะผลผลิตจะสดใหม่กว่า ใช้เวลาขนส่งน้อยลง ซึ่งช่วยลดการสูญเสียวิตามินบางชนิดไประหว่างทาง
นอกจากนี้ เพื่อให้เราได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ การนำเทคนิคอย่างการปลูกพืชหมุนเวียนและการทำปุ๋ยหมักมาใช้ จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพดิน ทำให้พืชผลในรุ่นต่อไปมีสารอาหารสมบูรณ์ขึ้น การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีเก็บรักษาและเตรียมผักผลไม้ที่ดีที่สุด เช่น เลือกวิธีนึ่งแทนการต้มเพื่อรักษาวิตามิน ก็มีส่วนสำคัญในการรักษาคุณภาพของอาหารที่เรากินได้เช่นกัน
ในบริบทของประเทศไทย ข้อเสนอแนะเหล่านี้เรียกร้องให้เราต้องทบทวนแนวทางการทำเกษตรและพฤติกรรมการกินของเราอย่างเร่งด่วน การให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาเกษตรดั้งเดิมที่สอดคล้องกับหลักการฟื้นฟู ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ไทยรักษามรดกทางวัฒนธรรมอาหารอันรุ่มรวยไว้ได้ แต่ยังช่วยปกป้องสุขภาพของคนไทยจากผลกระทบของภาวะสารอาหารเจือจางในผลผลิตอีกด้วย
โดยสรุป แม้ว่าการลดลงของคุณค่าสารอาหารในผักและผลไม้จะเป็นความท้าทายที่น่ากังวล แต่มันก็เป็นโอกาสให้เราหันกลับมาใส่ใจแนวทางการเกษตรที่ยั่งยืนและความหลากหลายทางอาหารมากขึ้น ด้วยการเลือกอย่างรู้เท่าทันและสนับสนุนเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู ผู้บริโภคชาวไทยจะยังคงได้รับประโยชน์จากอาหารที่อุดมไปด้วยผักและผลไม้ได้ การวิจัยอย่างต่อเนื่องและการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าคนรุ่นหลังจะยังคงได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต