บทความล่าสุดในหนังสือพิมพ์ Star Tribune โดย Aaron Brown เหมือนเป็นเสียงกระซิบเตือนชาวมิลเลนเนียลรุ่นพี่ๆ ที่กำลังจะแตะหลักสี่กลางๆ หรืออายุ 45 ปี เพราะนี่คือวัยที่แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่กันได้แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญมาก เพราะข้อมูลล่าสุดชี้ว่าอัตราการป่วยด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในกลุ่มคนอายุน้อยกำลังเพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ ขณะที่การตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ กลับช่วยลดอัตราการป่วยในกลุ่มผู้สูงอายุลงได้ สำหรับที่อเมริกา เดือนมีนาคมถือเป็นเดือนรณรงค์เรื่องนี้พอดี ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าการตรวจให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้นสำคัญแค่ไหน เพื่อลดความเสี่ยงจากมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของประเทศ
เมื่อก่อน คำแนะนำในการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่มักจะแนะนำให้เริ่มตอนอายุ 50 ปี แต่ด้วยแนวโน้มที่เปลี่ยนไป สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) เลยปรับเกณฑ์อายุลงมาเหลือ 45 ปี คนไทยเองก็ควรรู้เรื่องนี้ไว้ เพราะการเปลี่ยนแปลงลักษณะประชากรที่คล้ายๆ กันก็อาจส่งผลต่อคำแนะนำด้านสุขภาพในบ้านเราได้เหมือนกัน ที่น่าสนใจคือ มีข้อมูลใหม่ๆ ออกมาว่าการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ครั้งแรกช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้อย่างชัดเจน ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการศึกษาเมื่อปี 2022 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine
แม้การส่องกล้องลำไส้ใหญ่อาจฟังดูน่ากลัว ที่ต้องใช้กล้องติดปลายท่อยาวเกือบ 5 ฟุต สอดเข้าไปตรวจข้างใน แต่จริงๆ แล้ว วิธีการตรวจคัดกรองก็มีหลายแบบ ยังมีทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องสอดใส่อะไรเข้าร่างกาย เช่น การตรวจคัดกรองจากอุจจาระ (อย่างชุดตรวจ Cologuard) ซึ่งสะดวกและเป็นส่วนตัวกว่า อย่างไรก็ดี บทความต้นฉบับก็เล่าประสบการณ์ขำๆ ของผู้เขียนเอง ที่ต้องไปรับส่งกล่องชุดตรวจ Cologuard กันในที่สาธารณะอย่างร้านขายของขวัญ ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความยุ่งยากในชีวิตจริง หรือความรู้สึกอายๆ ที่คนทั่วไปมีเกี่ยวกับเรื่องนี้
หมอๆ ผู้เชี่ยวชาญต่างก็ย้ำว่าความสำคัญของการตรวจคัดกรองเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่มองข้ามไม่ได้เลย จากผลการศึกษาปี 2024 ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Oncology พบว่าถ้าตรวจตอนอายุน้อยๆ แล้วผลปกติ ก็อาจเว้นช่วงการตรวจครั้งต่อไปให้นานขึ้นได้ ซึ่งนอกจากจะสบายใจขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนส่องกล้องนี่แหละ ที่หลายคนบ่นอุบว่าโหดสุด ไม่ว่าจะเป็นการต้องคุมอาหารเข้มงวด หรือขั้นตอนการเตรียมลำไส้ (หรือที่เรียกกันว่าการล้างท้อง) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทรหด ซึ่งคนที่เคยผ่านประสบการณ์นี้มามักบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
สำหรับบ้านเรา ที่ระบบสาธารณสุขกำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ การนำข้อมูลและผลการศึกษาจากต่างประเทศเหล่านี้มาปรับใช้ให้เข้ากับแนวทางปฏิบัติในไทย ก็น่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพคนไทยโดยรวมได้มาก ในมุมวัฒนธรรม การรณรงค์ให้คนตระหนักเรื่องสุขภาพลำไส้ การตรวจคัดกรอง และลดอคติหรือความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง แนวคิดที่ว่าการส่องกล้องช่วยชีวิตได้จริง โดยเฉพาะถ้าเจอระยะแรกๆ เป็นเรื่องสำคัญที่อยากให้สังคมไทยเปิดใจยอมรับกันมากขึ้น
ในอนาคต งานวิจัยใหม่ๆ ก็น่าจะช่วยปรับปรุงทั้งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจคัดกรองและวิธีการตรวจให้ละเอียดแม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้มีตารางการดูแลสุขภาพที่เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละคนมากขึ้นไปอีก สำหรับเมืองไทย นี่อาจหมายถึงการมีคำแนะนำด้านสุขภาพที่เจาะจงสำหรับแต่ละคนมากขึ้น โดยครอบคลุมทั้งปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ พันธุกรรม และปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในคนไทย
สำหรับตอนนี้ ชาวมิลเลนเนียลไทยที่ใกล้จะอายุ 45 ก็ถือซะว่าบทความนี้ช่วยสะกิดเตือนใจ ให้ลองคุยกับคุณหมอหรือบุคลากรสาธารณสุขเกี่ยวกับทางเลือกในการตรวจคัดกรองต่างๆ ที่มีอยู่ เรื่องง่ายๆ ที่ทำได้เลยก็คือ ลองคุยเรื่องประวัติสุขภาพครอบครัวกับคุณหมอ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจแต่ละแบบ และเปลี่ยนมุมมองเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันไว้ก่อน การหันมาใส่ใจป้องกันแต่เนิ่นๆ แบบนี้ จะช่วยให้สังคมไทยรับมือกับปัญหาสุขภาพที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ นี้ได้ดีขึ้น และสร้างหลักประกันสุขภาพที่ดีให้คนรุ่นหลังต่อไป