งานวิจัยใหม่แกะกล่องจากวารสาร International Journal of Psychophysiology เผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนิสัยหลงตัวเอง (narcissism) กับปฏิกิริยาทางร่างกายที่เกิดขึ้นขณะพูดคุยกัน งานวิจัยชิ้นนี้ นำโดย Emmi Koskinen และทีม พบว่าคนที่หลงตัวเองมากๆ ร่างกายจะตื่นตัวสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เล่าเรื่องที่ตัวเองได้รับคำชมจากคนอื่น การค้นพบที่น่าสนใจนี้ไม่เพียงช่วยให้เราเข้าใจอาการหลงตัวเองได้ดีขึ้น แต่ยังเผยให้เห็นความซับซ้อนของการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ซึ่งอาจจะตรงกับประสบการณ์ของคนไทยที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมการเข้าสังคมที่แตกต่างกัน

อาการหลงตัวเอง คือลักษณะนิสัยที่รู้สึกว่าตัวเองสำคัญเหนือใคร ต้องการให้คนอื่นชื่นชมมากๆ แบ่งได้เป็น 2 แบบหลักๆ คือ แบบยิ่งใหญ่ (grandiose) ที่จะแสดงออกด้วยความหยิ่งยโส ชอบควบคุม และแบบเปราะบาง (vulnerable) ที่จะดูไม่มั่นคง ชอบตั้งป้อมปกป้องตัวเอง ถึงจะต่างกัน แต่หัวใจสำคัญของทั้งสองแบบคือ การโหยหาการยอมรับ (validation) ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ลงลึกไปสำรวจผ่านการทดลองหลายขั้นตอน

งานวิจัยนี้ศึกษาในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยสุขภาพดี โดยจับคู่ตามระดับคะแนนความหลงตัวเอง แล้วให้ลองพูดคุยกันในสถานการณ์ต่างๆ จากการวัดค่าการนำไฟฟ้าที่ผิวหนัง (skin conductance) พบว่า ผู้เข้าร่วมที่มีอาการหลงตัวเองสูง ร่างกายจะตื่นตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเล่าเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องที่ตัวเองเคยได้รับคำชม ซึ่งเหมือนเป็นการบอกว่า ร่างกายตอบสนองทั้งความคาดหวังที่จะได้รับการยอมรับ และความกลัวที่จะถูกสังคมตัดสินไปพร้อมๆ กัน

อาการตื่นตัวทางร่างกายแบบนี้ไม่ค่อยเจอตอนคุยเรื่องทั่วไป แต่จะเห็นชัดตอนเล่าเรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก ผลวิจัยชี้ว่า คนหลงตัวเองอาจมีความรู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจ คืออยากให้คนยอมรับมากๆ แต่ก็กลัวโดนปฏิเสธสุดๆ ซึ่งความรู้สึกขัดแย้งนี้ส่งผลต่อทั้งสุขภาพจิตและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้เลยทีเดียว

คนไทยน่าจะพอนึกภาพออก เพราะมันคล้ายๆ กับเรื่อง “การรักษาหน้า” ที่สำคัญมากในสังคมบ้านเรา การที่อยากให้คนอื่นยอมรับ พร้อมๆ กับต้องรักษาหน้าตาและความสัมพันธ์ดีๆ ไว้ มันส่งผลต่อวิธีที่เราเข้าสังคม ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องอาการหลงตัวเองในมุมมองวัฒนธรรมไทย มันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่าแค่การเอาตัวเองเป็นใหญ่แบบโจ่งแจ้ง

ถึงงานวิจัยนี้จะให้ข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ผู้วิจัยก็ยอมรับว่ามีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะกลุ่มตัวอย่างเป็นแค่นักศึกษากลุ่มเล็กๆ ที่ค่อนข้างคล้ายกัน ซึ่งชี้ว่างานวิจัยในอนาคตควรจะขยายไปศึกษาในกลุ่มคนที่หลากหลายกว่านี้ เพื่อยืนยันผลและต่อยอดองค์ความรู้เหล่านี้ การเข้าใจว่าอาการหลงตัวเองส่งผลต่อปฏิกิริยาร่างกายอย่างไร อาจช่วยให้เราพัฒนาวิธีรับมือทางจิตวิทยาและการให้ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์กันอย่าง healthy มากขึ้น

สำหรับใครที่สงสัยว่าตัวเองหรือคนรอบข้างอาจมีลักษณะหลงตัวเองแฝงอยู่ในการพูดคุยหรือเปล่า ลองสังเกตดูว่าในการสนทนานั้น เราเปิดใจยอมรับซึ่งกันและกัน และเห็นอกเห็นใจกันมากน้อยแค่ไหน ถึงแม้อาการหลงตัวเองอาจเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ แต่การเข้าหากันด้วยความเมตตาและความเข้าใจก็สามารถช่วยลดผลกระทบในแง่ลบที่อาจเกิดขึ้นได้