แม้โควิด-19 จะเริ่มซาลง กลายเป็นอดีตมากกว่าวิกฤตปัจจุบัน แต่ผลกระทบที่ทิ้งไว้ต่อระบบสาธารณสุขและความคิดของผู้คนยังคงชัดเจนทั่วโลก รวมถึงในบ้านเราด้วย รายงานชิ้นล่าสุดจาก NPR ชี้ให้เห็นว่า แม้การระบาดครั้งใหญ่จะกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าอย่างเหลือเชื่อในวงการสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกันก็โหมกระพือความเคลือบแคลงสงสัยในวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องวัคซีน มรดกสองด้านนี้กำลังสร้างความท้าทายที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งในสังคมไทยเช่นกัน
ช่วงแรกๆ ที่โรคระบาด การพัฒนาและแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 ที่ทำได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของวงการสาธารณสุขเลยทีเดียว โครงการอย่าง Operation Warp Speed ของรัฐบาลทรัมป์ในตอนนั้น ทำให้วัคซีนพร้อมใช้เร็วกว่าที่เคยมีมา ผู้เชี่ยวชาญอย่าง คาร์ล เบิร์กสตรอม จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ก็ชี้ว่าวัคซีนเหล่านี้ช่วยชีวิตคนไปนับล้านและแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แค่คิดว่าเทคโนโลยี mRNA ที่ใช้ในวัคซีนโควิด อาจนำไปต่อยอดใช้กับโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้ ก็ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการสาธารณสุขโลกแล้ว (NPR)
แต่ในอีกด้าน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีวัคซีนนี้กลับต้องเผชิญกับความเคลือบแคลงสงสัยที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ท่าทีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ดูเหมือนจะไม่เชื่อมั่นในความรุนแรงของโควิด-19 และประสิทธิภาพของมาตรการป้องกัน ได้สร้างรอยร้าวทางความคิดในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน (NPR) ความเห็นต่างนี้ส่งผลเป็นรูปธรรม ความลังเลเรื่องวัคซีนไม่ได้หยุดอยู่แค่โควิด-19 แต่ลามไปถึงวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ด้วย อย่างโรคหัด ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจเกิดการระบาดซ้ำ แดน แซลมอน จากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ย้ำถึงความเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้า หากอัตราการฉีดวัคซีนยังคงลดลง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับประเทศไทยเช่นกัน เพราะเราจำเป็นต้องรักษาอัตราการฉีดวัคซีนให้อยู่ในระดับสูงเพื่อคุมโรคติดเชื้อต่างๆ ให้อยู่หมัด (NPR)
สำหรับประเทศไทยเอง ก็ไม่ต่างจากหลายๆ ประเทศ ที่ต้องเจอกับความท้าทายในการรักษาความเชื่อมั่นของผู้คนที่มีต่อวัคซีน ท่ามกลางความก้าวล้ำทางวิทยาศาสตร์ ความไว้วางใจของประชาชนคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในโครงการสุขภาพต่างๆ และความเห็นต่างเรื่องการยอมรับวัคซีนอาจกระทบต่อภาพรวมของงานสาธารณสุขได้ แม้ว่าโดยรวมแล้ว รัฐบาลไทยจะคุมอัตราการฉีดวัคซีนได้ค่อนข้างดี แต่กระแสความไม่แน่ใจที่เกิดจากข่าวปลอมที่ระบาดหนักในช่วงนั้น ก็เป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องจำไว้
จริงๆ แล้ว ความกังขาในวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องเพิ่งเกิด แต่มีรากเหง้ามาจากประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สั่งสมมานาน ซึ่งบ่อยครั้งก็ถูกปั่นโดยผู้มีอำนาจและขยายวงโดยสื่อต่างๆ ในสังคมไทย คนดังหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด (influencers) มีบทบาทอย่างมากในการชี้นำความคิดเห็นของผู้คน ดังนั้น การทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้เพื่อช่วยกันสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
เมื่อมองไปข้างหน้า สิ่งสำคัญคือต้องหาจุดสมดุลระหว่างการชื่นชมความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ กับการรับมือกับข้อมูลเท็จที่แพร่กระจาย การรณรงค์ให้ความรู้ที่เน้นย้ำประโยชน์ของวัคซีนและหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง อาจช่วยคลายความกังวลลงได้ นอกจากนี้ การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดอกคุยกันระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขกับประชาชน ก็จะช่วยสร้างความไว้วางใจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
สำหรับพี่น้องชาวไทย การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ และใช้วิจารณญาณกลั่นกรองข้อมูล จะช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือข่าวลวง การพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องวัคซีนกันในชุมชน ก็เป็นอีกวิธีที่ดีที่จะช่วยลดอิทธิพลของความไม่แน่ใจต่างๆ ได้ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเดินต่อไปในโลกยุคหลังโควิด การเปิดรับทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและนวัตกรรมใหม่ๆ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับมรดกอันซับซ้อนที่โควิด-19 ได้ทิ้งไว้