เทรนด์ให้อาหารดิบสัตว์เลี้ยงกำลังมาแรงทั่วโลก เห็นได้จากภาพชามอาหารหน้าตาน่ากิน มีทั้งเนื้อดิบ เครื่องในสดๆ โพสต์ยั่วๆ ในโซเชียลอย่าง TikTok แต่ล่าสุด บทความใน National Geographic เพิ่งตีแผ่ความเสี่ยงใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงดิบมูลค่ากว่า 3.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับไวรัสไข้หวัดนก H5N1 สายพันธุ์ร้ายแรง เรื่องนี้จุดประเด็นน่ากังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยของการให้อาหารดิบแก่สัตว์เลี้ยง และย้ำเตือนให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งในไทยและทั่วโลกต้องหันมาใส่ใจ

เรื่องอาหารดิบสำหรับสัตว์เลี้ยงเป็นที่ถกเถียงกันมานานแล้ว เพราะมีส่วนผสมของโปรตีนจากสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุก ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคอันตรายได้ เหตุการณ์ล่าสุดคือมีการเรียกคืนอาหารแมวแบบดิบที่ทำจากไก่งวง ซึ่งปนเปื้อนเชื้อไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ทำให้น้องแมวที่กินเข้าไปถึงกับตาย ผลตรวจทางพันธุกรรมยืนยันว่าไวรัสมาจากอาหารล็อตนั้นจริงๆ และยังมีรายงานเคสคล้ายๆ กันในแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก ที่แมวตายจากไวรัสหลังกินอาหารสัตว์เลี้ยงดิบชนิดอื่น การค้นพบที่น่าตกใจนี้ยิ่งโหมกระพือประเด็นถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของอาหารสัตว์เลี้ยงดิบที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

ต้องบอกว่า แมวเป็นสัตว์ที่ไวต่อเชื้อ H5N1 มาก และมีอัตราการตายสูงลิ่วในแมว ส่วนน้องหมา แม้จะป่วยได้เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปอาการมักไม่รุนแรงเท่า แถมในอาหารดิบยังมีเชื้อก่อโรคอันตรายอื่นๆ อย่าง Salmonella, E. coli และ Listeria ที่เป็นความเสี่ยงเพิ่ม ทั้งกับตัวสัตว์เลี้ยงเองและคนเลี้ยงด้วย อย่างในปี 2023 ก็เคยมีการระบาดของเชื้อ Salmonella ในคน ซึ่งเกี่ยวโยงกับการสัมผัสอาหารสุนัขดิบ ยิ่งตอกย้ำความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวพันกันนี้

แต่ถึงจะมีอันตรายแบบนี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนไม่น้อยก็ยังเลือกให้อาหารดิบอยู่ดี เพราะเชื่อว่าเป็นทางเลือกที่ ‘ธรรมชาติ’ กว่า เหมือนกับอาหารของบรรพบุรุษแมวและหมาป่า คนที่สนับสนุนอ้างว่าอาหารดิบช่วยให้สัตว์เลี้ยงสุขภาพดีขึ้น ขนสวยเงางาม ฟันสะอาดขึ้น และระบบย่อยอาหารดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญอย่าง อันโตนิโอ วาร์คาเซีย จากมหาวิทยาลัยซาสซารี เตือนว่า ประโยชน์ที่ว่ามานี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันชัดเจน เช่นเดียวกับ เจนนิเฟอร์ ลาร์เซน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ที่เน้นย้ำว่า ความรู้สึกของเจ้าของว่าสัตว์เลี้ยงสุขภาพดีขึ้น ไม่เหมือนกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

ด้วยความกังวลที่เพิ่มขึ้นนี้ องค์กรสัตวแพทย์ชั้นนำต่างๆ รวมถึงสมาคมสัตวแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Veterinary Medical Association) และสมาคมสัตวแพทย์สัตว์เล็กโลก (World Small Animal Veterinary Association) ต่างออกมาแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารดิบ เช่นเดียวกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และองค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐฯ ก็มีความเห็นไปในทางเดียวกัน โดยเน้นถึงอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งกับสัตว์เลี้ยงและคน

เจ้าของสัตว์เลี้ยงในไทยเองก็ควรรับฟังคำเตือนเหล่านี้อย่างจริงจังเช่นกัน อย่างที่ ซิลเวีย คาร์นาชชินี นักพยาธิวิทยาสัตว์แพทย์จากมหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต บอกไว้ ความเสี่ยงที่สัตว์เลี้ยงจะติดไวรัสมีได้ทั้งจากการกินเนื้อดิบที่ปนเปื้อน หรือไปสัมผัสกับสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เมื่อดูจากเหตุการณ์ในอดีต อย่างการระบาดของไข้หวัดนกในไทยที่ต้องกำจัดสัตว์ปีกไปเป็นจำนวนมาก ความกังวลเรื่องอาหารสัตว์เลี้ยงดิบปนเปื้อน H5N1 ก็ยิ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องระวัง

จากนี้ไป สิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลระหว่างสุขภาพสัตว์เลี้ยงและความปลอดภัย เจ้าของควรทำตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เช่น เลี้ยงแมวในบ้าน ให้กินอาหารปรุงสุก และเลี่ยงเนื้อดิบ ถึงแม้ความเสี่ยงที่คนจะติด H5N1 จากสัตว์เลี้ยงจะยังน้อย แต่การเน้นย้ำเรื่องมาตรการป้องกันก็ยังสำคัญมาก ผู้เชี่ยวชาญอย่าง มาร์ธา เนลสัน จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ แนะนำว่าไม่ควรใช้อาหารสัตว์เลี้ยงแบบดิบ และหันไปเลือกอาหารทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

สรุปแล้ว แม้อาหารดิบจะดูน่าสนใจสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคน แต่ภัยคุกคามใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ก็ย้ำเตือนว่าเราต้องทบทวนการใช้อาหารประเภทนี้อย่างจริงจัง เจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทยจึงควรให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของเพื่อนสี่ขาเป็นอันดับแรก โดยอาจต้องพิจารณาเลี่ยงอาหารดิบ แล้วหันมาใช้ทางเลือกที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนแทน อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า: “การไม่ให้อาหารดิบกับแมวของคุณ เป็นวิธีง่ายๆ ที่ทำได้จริง”