วันเตือนภัยเบาหวาน (Diabetes Alert Day) เป็นโอกาสดีที่กระตุ้นให้ทุกคนหันมาใส่ใจ “ภาวะก่อนเบาหวาน” ภัยเงียบที่แฝงอยู่ในตัวเราโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลล่าสุดยิ่งตอกย้ำว่าเราต้องเร่งสร้างความเข้าใจและตรวจคัดกรองภาวะนี้กันอย่างจริงจัง โรคเบาหวานคือภาวะที่ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ส่งผลเสียร้ายแรงในระยะยาว ทั้งหัวใจวาย เส้นเลือดสมองตีบ และปลายประสาทเสื่อม แม้ภาวะก่อนเบาหวานจะเป็นเหมือนไฟเหลืองเตือนภัย แต่ที่น่าตกใจคือ ราว 80% ของคนที่เป็นกลับไม่เคยรู้ตัวเลย ซึ่งนี่คืออุปสรรคใหญ่ในการป้องกันโรคเบาหวาน

ภาวะก่อนเบาหวาน หมายถึง ภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน นายแพทย์ ควาเม อาโคโต (Dr. Kwame Akoto) อายุรแพทย์ อธิบายว่า เส้นทางจากระดับน้ำตาลปกติไปสู่โรคเบาหวานมักเริ่มต้นที่ภาวะก่อนเบาหวานนี่แหละ ซึ่งมักไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นเลย ที่น่าสนใจคือ สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association) ได้กำหนดเกณฑ์วินิจฉัยภาวะนี้มาตั้งแต่ปี 1980 แล้ว และข้อมูลล่าสุดประเมินว่ามีชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ถึง 96 ล้านคนที่มีภาวะนี้ การทำความเข้าใจและตรวจเจอภาวะก่อนเบาหวานจึงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม ก็สามารถชะลอ หรือแม้กระทั่งหยุดยั้งการลุกลามไปเป็นโรคเบาหวานเต็มตัวได้

คำแนะนำคือ ผู้ที่มีอายุระหว่าง 35 ถึง 70 ปี ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์หรือเป็นโรคอ้วน ควรตรวจคัดกรองภาวะก่อนเบาหวานเป็นประจำ วิธีตรวจที่ให้ข้อมูลได้ดีมากอย่างหนึ่งคือ การตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด หรือ ฮีโมโกลบิน เอวันซี (Hemoglobin A1c) ซึ่งจะบอกค่าเฉลี่ยน้ำตาลในเลือดตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การตรวจคัดกรองแบบนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทันท่วงที ลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวานได้เยอะ อย่างที่นายแพทย์อาโคโตบอก แค่ลดน้ำหนักลง 5% ถึง 7% ของน้ำหนักตัว ก็ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้ถึง 58% แล้ว การออกกำลังกายสม่ำเสมอและการปรับอาหาร เช่น กินใยอาหารและโปรตีนไขมันต่ำให้มากขึ้น ก็เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันเช่นกัน

ตัวอย่างโครงการดีๆ ที่เน้นดูแลกลุ่มเสี่ยงเพื่อลดการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 คือ โครงการป้องกันเบาหวานของ Kaiser Permanente ในสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยเรา ซึ่งกำลังเผชิญกับโรคจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น การเข้าใจความสำคัญของการตรวจพบแต่เนิ่นๆ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ระยะก่อนเบาหวาน จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล หน่วยงานด้านสุขภาพในไทยอาจนำแนวทางการป้องกันคล้ายๆ กันนี้มาปรับใช้ โดยเน้นให้ความรู้เรื่องการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการตรวจคัดกรองเป็นประจำ

ในอดีต พฤติกรรมการกินอยู่และไลฟ์สไตล์ที่ไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราผู้ป่วยเบาหวานในบ้านเราพุ่งสูงขึ้น ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง เพื่อชีวิตที่แข็งแรงและยืนยาว การสร้างความตระหนักรู้ให้มากขึ้น และทำให้คนเข้าถึงข้อมูลและเครื่องมือในการป้องกันได้ง่ายขึ้น จะช่วยให้ประเทศไทยรับมือกับปัญหาโรคเบาหวานได้ดีขึ้น

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จึงอยากชวนให้พี่น้องชาวไทยทุกคนไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำ ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น และใส่ใจติดตามความเสี่ยงด้านสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอ การทำเช่นนี้คือการก้าวไปสู่การป้องกันโรคเบาหวานอย่างจริงจัง ดังคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง”

สำหรับคำแนะนำอย่างละเอียด ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ หรือเข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพต่างๆ ในชุมชน (ถ้ามี) การดูแลตัวเองแบบนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บของตัวเราเอง แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของคนทั้งประเทศอีกด้วย