ในโลกยุคดิจิทัลที่ชีวิตหมุนเร็วเหลือเกิน จนมื้ออาหารกลายเป็นแค่จุดพักรถระยะสั้นๆ แทนที่จะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายของวัน แต่มีงานวิจัยชิ้นใหม่ออกมาเตือนว่า เราอาจจะต้อง “แตะเบรก” ลดสปีดการกินลงสักหน่อย เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น แถมยังมีความสุขกับการกินมากขึ้นด้วย สำนักข่าวเอพี (AP) รายงานว่า คนที่โซ้ยข้าวหมดจานในเวลาไม่ถึง 20 นาที อาจกำลังเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลายด้าน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องแน่นท้องอึดอัดธรรมดาๆ
ความเร็วในการกินกลายเป็นประเด็นร้อนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นถึงผลกระทบที่ตามมา เลสลี ไฮน์เบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์พฤติกรรมสุขภาพ คลีฟแลนด์คลินิก อธิบายให้เห็นภาพว่า กระเพาะเราต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาที กว่าจะส่งสัญญาณผ่านระบบฮอร์โมนอันซับซ้อนไปบอกสมองว่า “อิ่มแล้วนะ” พอเรากินเร็วปรู๊ดปร๊าด ก็เหมือนเราพลาดสัญญาณเตือนนี้ไป ผลคือ กว่าจะรู้ตัวว่าอิ่ม เราก็กินเกินพอดีไปแล้ว ซึ่งนี่แหละคือหนึ่งในสาเหตุหลักๆ ของปัญหาโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เรื่องนี้ก็สอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่า คนที่กินช้ามักจะมีหุ่นที่เพรียวกว่าคนที่กินเร็วจี๋
นอกจากการกินเร็วจะทำให้กินเยอะเกินไปแล้ว การรีบกินยังอาจทำให้เราเผลอกลืนลมเข้าไปมากขึ้น ทำให้ท้องอืดเฟ้อหรืออาหารไม่ย่อยได้ง่ายๆ แถมการเคี้ยวที่ไม่ละเอียดยังส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และอาจเสี่ยงที่เศษอาหารชิ้นใหญ่ๆ จะไปติดคอได้อีกด้วย ปัจจัยทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่าการกินอย่างมีสติ ใส่ใจกับอาหารตรงหน้า สำคัญแค่ไหน
ซาราห์ เบอร์รี จาก ZOE บริษัทด้านโภชนาการในอังกฤษ เน้นย้ำถึงหลักการกินอย่างมีสติ โดยแนะนำให้เราใส่ใจรับรู้รสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารแต่ละคำ ซึ่งจะช่วยแก้เผ็ดนิสัยกินเร็วในชีวิตประจำวันที่แสนวุ่นวายได้ ไฮน์เบิร์กเองก็ให้เคล็ดลับง่ายๆ ที่เอาไปใช้ได้จริง เช่น ปิดสิ่งรบกวนสมาธิอย่างทีวีหรือมือถือระหว่างมื้ออาหาร ซึ่งมักจะดึงความสนใจเราไปจากสัญญาณเตือนความอิ่มของร่างกาย เธอยังแนะอีกว่า ลองใช้มือข้างที่ไม่ถนัดตักข้าวกิน ใช้ตะเกียบ หรือแม้กระทั่งวางช้อนส้อมลงพักเพื่อดื่มน้ำเป็นระยะๆ ก็ช่วยคุมสปีดการกิน และทำให้เราได้ซึมซับรสชาติอาหารได้ดีขึ้น
สำหรับคนไทยเราที่คุ้นเคยกับการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา และวัฒนธรรมการกินที่ไม่เร่งรีบอยู่แล้ว ผลวิจัยนี้น่าจะเข้าทางเราเป็นพิเศษ การกินอาหารแบบไทยๆ มักจะเน้นการค่อยๆ ละเลียด ลิ้มรสชาติและสัมผัสของกับข้าวแต่ละอย่าง ซึ่งมันก็สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการกินช้าอย่างพอดิบพอดี วัฒนธรรมการนั่งล้อมวงกินข้าว หรือการใช้เวลาดื่มด่ำกับมื้ออาหาร ก็ถือว่าตอบโจทย์ประโยชน์ต่อสุขภาพที่งานวิจัยล่าสุดค้นพบแบบไม่ต้องพยายามเลย
ความเชื่อมโยงระหว่างประเภทอาหารกับความเร็วในการกินก็น่าสนใจไม่น้อย เฮเลน แม็คคาร์ธี นักจิตวิทยาคลินิก ชี้ว่า อาหารแปรรูปขั้นสูง (ultraprocessed foods) มักจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มนิ่ม ทำให้เรากินได้เร็วกว่าอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป อย่างผักสดหรือเนื้อสัตว์ ซึ่งต้องใช้เวลาเคี้ยวมากกว่า เธอเล่าว่าคนไข้หลายคนของเธอ พอถูกกระตุ้นให้ลองกินช้าลง พวกเขามักจะค้นพบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของรสชาติอาหารที่ไม่เคยสังเกต ซึ่งอาจจุดประกายความสุขในการกินขึ้นมาใหม่ หรือทำให้เห็นถึงความไม่สมดุลบางอย่างในอาหารแปรรูปที่เคยกินเข้าไปเป็นประจำ
เมื่อผลวิจัยนี้เป็นที่รับรู้มากขึ้น ก็มีแนวโน้มว่าจะช่วยจุดประกายให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ยั่งยืนได้ สำหรับสังคมไทย การนำความเข้าใจเหล่านี้มาปรับใช้ร่วมกับพฤติกรรมและวัฒนธรรมการกินที่มีอยู่เดิม น่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เราอาจเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการตั้งใจใช้เวลาในการกินให้นานขึ้น ค่อยๆ ละเลียดรสชาติในทุกคำ และบางที อย่างที่งานวิจัยบอก เราอาจจะพบความสุขในความเรียบง่ายของการกินอาหารที่ผ่านการเคี้ยวอย่างละเมียดละไมก็ได้
สรุปง่ายๆ ก็คือ การหันมากินให้ช้าลงอาจช่วยพลิกฟื้นสุขภาพและทำให้เราผูกพันกับอาหารมากขึ้นได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทยเราสามารถใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เน้นการกินร่วมกันและความรื่นรมย์บนโต๊ะอาหาร ซึ่งถือเป็นแต้มต่อทางวัฒนธรรมที่สามารถเปลี่ยนมื้ออาหารจากแค่เรื่องจำเป็น ให้กลายเป็นประสบการณ์ชีวิตที่อิ่มเอมและมีความสุขยิ่งขึ้นได้