เมื่อได้รับ อีเมล์ จาก ผศ. จิรภัทร ศรีสุข ส่งต้นฉบับหนังสือเล่มนี้ พร้อมคำขอให้เขียนคำนิยม ผมรู้สึกงงๆ ว่าผมจะทำหน้าที่นี้ได้อบ่างไร
แต่เมื่อได้อ่านต้นฉบับ ความรู้สึกสนุกก็เกิดขึ้น มองเห็นบรรยากาศการทำงานเป็นครูในโรงเรียนที่ทั้งมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของนักเรียน และต่อการเรียนรู้และชีวิตที่ดีของครู ในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่หากนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงกว้างของระบบการศึกษา น่าจะมีประโยชน์ต่อการพลิกโฉม (transform) ระบบการศึกษาไทย
นักเรียนในยุคปัจจุบัน มีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมต่างๆ ผ่านการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่แย่งชิงความสนใจของเด็ก อย่างเป็นธรรมชาติ การจัดกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียนจึงต้องมีความหมายและคุณค่า ในสายตาหรือความคิดเห็นของนักเรียน โรงเรียนและครูจึงตกอยู่ใต้ความท้าทายว่า จะดึงดูดความสนใจของนักเรียนอยู่กับกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนได้อย่างไร
สาระในหนังสือเล่มนี้คือคำตอบ ครูต้องร่วมกันเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ว่าจะดำเนินการอย่างไร โรงเรียนและครูจึงจะมีคุณค่าสูงสุดต่อนักเรียน โดยที่คำตอบมีความเคลื่อนไหว และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสูตรสำเร็จ
เมื่ออ่านต้นฉบับในหนังสือจบ ๑๙๑ หน้า ผมบอกตัวเองว่า หนังสือเล่มนี้สื่อสารสภาพ “โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้” ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เน้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้การออกแบบการเรียนรู้ ต่างจากที่เสนอในหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ ของผม คือหนังสือ มีของต้องสำแดง ใช้วิธีให้ครูทำหน้าที่วิทยากรจัดการประชุมปฏิบัติการ ๓๐ นาที ในโครงการ TSS Learning Community เพื่อเล่าวิธีออกแบบการเรียนรู้แก่ผู้เรียน ให้เพื่อนครูได้เรียนรู้ และรวบรวมนำมาจัดทำเป็นหนังสือ ที่มี ๑๗ ตอนหรือ ๑๗ เรื่อง ใน ๘ ประเด็น มีวิธีนำเสนอในรูปแบบสมัยใหม่ ที่อ่านง่าย อ่านสนุก โดยมี infographic หรือที่ในหนังสือเรียกว่า Visual Notes ช่วยสรุปประเด็น และคุณเนตรนิภา ปิ๊บกระโทก ทำหน้าที่รวบรวมบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ลงท้ายด้วยข้อสะท้อนคิดของวิทยากร ช่วยให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลจาก ๔ แหล่งที่เสริมซึ่งกันและกัน
ผมขอเสนอว่า กิจกรรมในทำนอง TSS Learning Community นี้ ต้องทำต่อเนื่อง และสามารถพลิกแพลงวิธีการได้หลากหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งคือทำต่อเนื่องจาก ๑๗ เรื่องนี้ หลังกิจกรรม ๒ วันนี้ ให้สมาชิกเสนอเข้ามาว่าได้หยิบฉวยข้อเรียนรู้อะไรจากกิจกรรมนี้ไปดำเนินการ ดำเนินการอย่างไร เกิดผลอะไรต่อนักเรียน และ/หรือต่อตนเอง และ/หรือต่อทีมงาน และเกิดข้อเรียนรู้อะไร เลือกผลงานเด่นเอามาทำกิจกรรม “มีของต้องสำแดง”
ที่จริง กิจกรรม TSS Learning Community สองวัน ๑๗ เรื่องนี้ หากมีเวลาเพิ่ม สามารถให้ผู้เข้าร่วม ช่วยกันสะท้อนคิดข้อเรียนรู้ออกมาเป็นหลักการเชิงนามธรรม (Abstract Conceptualization) ตามแนวทางของ Kolb’s Experiential Learning Cycle (gotoknow.org/posts/713644) เพื่อฝึกครูให้สะท้อนคิดสิ่งที่สังเกตเห็นจากการปฏิบัติ ออกมาเป็นหลักการหรือทฤษฎี แล้วนำไปทดลองใช้ต่อ เพื่อหมุนวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติจนเป็นนิสัย ตามที่ระบุในหนังสือ การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ (https://www.roong-aroon.ac.th/?p=13290 ) เมื่อครูมีทักษะสะท้อนคิดประสบการณ์สู่หลักการเชิงนามธรรม ครูจะนำทักษะนี้ไปฝึกนักเรียนต่อ นักเรียนจะได้ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตติดตัวไปใช้ประโยชน์ได้ในทุกเรื่องทุกกิจกรรมของชีวิต
หนังสือ มีของต้องสำแดง เล่มนี้ สะท้อนอัตลักษณ์ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าไม่เพียงเป็นที่เรียนรู้ของนักเรียนเท่านั้น ยังเป็นที่เรียนรู้หรือชุมชนเรียนรู้ของครูด้วย โดยครูเรียนรู้ผ่านการสร้างความรู้ที่รวบรวมมาจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือ เพื่อแลกเปลี่ยนแก่เพื่อนครูในโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ ผมขอย้ำว่า โรงเรียนในอุดมคติ ต้องเป็นแหล่งสร้างความรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์ ดังที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แสดงให้ดูเป็นตัวอย่าง
วิจารณ์ พานิช
๑๕ ม.ค. ๖๘