กล่าวนำ

บทความที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นจากประสพการณ์จริง ซึ่งแนวคิดที่เขียนนี้ได้สาระสำคัญมาก่อนหน้านี้ กว่า 5 ปี+ ที่ผ่านมา และไม่คิดจะขียน แต่เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าอาจเกิดความเสียหายต่อระบบบริหารบุคลากรของประเทศ หากแต่ “รู้แล้ว ไม่บอก” ก็จะรู้สึกผิดไปจนตาย เผื่อผู้มีอำนาจหน้าที่ได้อ่านและเข้าใจ ได้เข้ามาแก้ไขวิกฤตการณ์นี้ ก่อนจะนำพาประเทศล้มสลาย

กล่าวไปถึง คำ 4 คำ ได้แก่ ReSkill / Renew / Reduce  และ Renow และ ทุกคนน่าจะเคยพบคำเหล่านี้มาแล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับคำเหล่านี้ กระผมขออธิบายตามความเข้าใจส่วนตัวดังนี้

*Reskill หรือ Upskill น่าจะแปลเป็นไทยว่า ก็ทวนซ้ำทักษะ หรือการเพิ่มทักษะ ให้เกิดความชำนาญ และสามารถใช้ความชำนาญนี้ไปใช้กับเทคโนโลยี่ใหม่ๆ ที่เข้ามา ยกตัวอย่างเช่น การเย็บแผล  เดิมใช้เข็มและไหมเย็บแผล ปัจจับันในบางกรณีก็ใช้เป็นลวดเย็บแผล พลาสเตอร์กาวยึดเหนี่ยวสูง ไปจนถึงขั้นใช้ซิบเย็บแผล  หรือแม้กระทั่งในระดับประเทศ สส. รัฐมนตรี เคยใช้กระดาษโน๊ตจดบันทึก มาเป็นการใช้แท็ปเล็ตแทน ใกล้ตัวกว่านี้ก็ นศ. รุ่นใหม่ๆ ก็ใช้แท็ปเล็ตเช่นกัน

**Renew น่าจะแปลว่าการเสริมโดยให้ความรู้ใหม่ ซึ่งอดีต ย้อนหลังไปกว่า 20 ปี กระผมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคคลกรในองค์กรการศึกษาของตน เรียกกันในหมู่ครูอาจารย์ว่าโครงการ “แม่ไก่” เนื่องจากผลกระทบเกี่ยวกับสังคมและเทคโนโลยี ส่งผลให้ ในรายวิชา/หลายสาขา ไม่มีผู้เข้าเรียนจึงทำให้มีแนวโน้นจะต้องปิดรายวิชา หรือสาขานั้น โดยปริยาย บุคลากรครูที่มีความเชียวชาญ เหล่านี้ขาด นักเรียนที่จะสอน อาจต้องลาออก/ปลดออก ไปจากองค์กร  โครงการ “แม่ไก่” นี้จึงเกิดขึ้น โดยนำครู/อาจารย์ที่มีแนวโน้นปรากฏการณ์ดังกล่าวมา เรียนในควารู้ใหม่ๆ เพื่อไปสอนในวิชาใหม่ที่ตัวเองไม่เคยสอนมาก่อน ในเวลานั้นโครงการนี้เลือกให้ บุคลากรเหล่านั้น เรียน “เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์” โดยใช้หลักสูตร ปริญาตรี วิศวคอมพิวเตอร์มาเป็นแกน เลือกเรียนเฉพาะวิชาพื้นฐานหลักๆ  ผนวกกับทักษะการสอนของบุคลากรเหล่านี้ จนเป็นบุคลากรที่สามารถสอนในรายวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น รวมถึงนำความรู้เดิมที่กำลังจะสูญหายที่สอนอยู่แต่ไม่มีนักเรียนนั้น มารวมเข้ากับคอมพิวเตอรืที่เรียนมาสร้างสื่อ CAI จนกระทั่งสร้างหลักสูตรในรูปแบบของฝึกอบรมเฉพาะเจาะจง กล่าวคือ การสร้างคอร์สการสอนเป็นรายวิชาที่มีความต้องการเรียน ไม่ใช้ต้องเรียนทั้งหลักสูตร เรียนเพียงแค่เจาะจงเท่านั้น ลืมบอกไปว่า บุคลากรดังกล่าวคือบุคคลาการด้าน “คหกรรม “ เช่น  รายวิชาโภชนาการ เป็นต้น

***Reduce น่าจะเป็นได้ว่าเป็นการเสื่อม หรือความเสื่อม และหัวข้อนี้แหละที่จะทให้ เกิดความเสื่อมของระบบ บุคลากร จนทำให้ประเทศอาจเข้าตาจนได้ กระผมขอเรียกปรากฏการณ์ Reduce ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากระบบการขึ้นขั้นของหน่วยงานราชการฯ ร่วมกับการ นำ Reskill มาเป็นข้ออ้าว และใช้แทน Renew มาปฎิบัติผิดวัตถุประสงค์ และผมเห็นว่าเป็นปัญหา และปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นในต่างประเทศเป็นปัญหาใหญ่เลยที่เดียว กล่าวคือที่ผ่านมาข้างต้นนั้น มีการ Renew  จากสาขาที่กำลังสูญหาย ขาดการใช้งาน/ใช้ประโยชน์จำเป็นต้องหาทักษะใหม่ๆ ให้บุคลากรนั้นทำเสริมหรือทดแทน เมื่อไม่ได้ใช้ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ถุกนำมาใช้โดยไม่คำนึกถึงความเป็นจริง จากพื้นฐานของความต้องการกลายมาเป็นปรากฏการณ์ Reduce

[ ปรากฏการณ์ Reduce นี้คือ ปรากฏการณ์ ของเงื่อนไขของการขึ้นขั้น บุคลากรที่มีความเชียญชาญความเก่งในหน้าที่ที่ทำอยู่  ไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้ (ขั้นตัน) บุคลากรเหล่านี้ถูกผลักให้จำเป็นต้อง Renew ไปเป็นบุคลากรในหน้าที่อื่น จึงขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่กระผมพบ นั้นคือ บุคลากรทางการแพทย์ ด้านสาธารณสุข บุคลากรฯ ที่มีความแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แพทย์เชียวชาญพิเศษ รวมถึง บุคลากรชำนาญงาน/ชำนาญงานพิเศษ (และจะเรียกต่อไปว่า “บุคลากรเฉพาะ”) เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ก็จะไม่สามารถไปต่อได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเป็นสายบริหาร เพื่อความก้าวหน้า จึงส่งผลกระทบที่ว่านี้ กล่าวคือ บุคคลาการเฉพาะ ผันตัวเองไปเป็นผู้บริหาร ซึ่งระบบราชการไทย หรือหน่วยงานก็มักสนับสนุนให้ไปขึ้น และไปศึกษาด้านการบริหารเพิ่ม 1-2 คอร์ส อาจจะเรียนแค่ 2 สัปดาห์ ไปจนถึง 6 เดือน

 ปัญหาที่พบเมื่อบุคลากรเฉพาะเหล่านี้ไปเรียน คือ ผู้เชียวชาญ ผู้ชำนาญการพิเศษ ที่เคยเป็นกำลังหลักในการทำงาน เชียวชาญ ทำแผล รักษาโรค บุคลากรนี้ลดหายไป 1 คน แต่ได้ผู้บริหารที่ไม่มีความสามารถมา 1 คนแทน กล่าวง่ายๆ ได้ว่าเสียบุคลากรที่มีความสำคัญไป 1 คน แต่กลับได้ ผู้บริหารห่วยๆ มาเพิ่ม ครั้งเมื่อเวลาผ่านไป บุคลากรทำงานหายไป ก็ต้องรับเพิ่มมาแทนก็จะได้ห่วยๆ มาเพิ่ม เนื่องจากไม่มีประสพการณ์มาแทน เรื่มต้นจากศูนย์ และเพิ่มผู้บริหารห่วยๆ ไม่กล้าตัดสินใจใดๆ ได้แต่รอทำตามเบื้องบน เนื่องจากความมั่นใจในความรู้ความสามารถไม่เพียงพอกลัวไปทุกๆอย่าง ตัดสินใจอะไรไม่ได้ สร้างงานใหม่ๆ หรือทำงานเชิงรุกไม่ได้ ในที่สุดระบบก็เข้าสู่ภาวะ “ถดถอย” เข้าสู่ความล้มสลายขององค์กรนั้นเอง ]

****Renow น่าจะแปลว่า การทวนสอบความรู้ใหม่ กล่าวคือ การรับรู้ความรู้ใหม่ๆ ทดแทนความรู้เก่าๆ ที่อาจผิด อาจเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัว หรือเคยรู้มาในอดีต แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ให้มีการ ทวนสอบเติมเต็มความรู้ที่ถูกต้องที่สุด และเป็นปัจจุบัน ซึ่งอดีตกระผมเองเคย ให้แนวคิดนี้กับ นศ. เพื่อทำโครงงาน ในสมัยที่ผมเป็นอาจาร์อยู่ กว่า 20 ปีผ่านมา โดยสร้างเป็นเว็ปไซร์ 4W1H เว็ปไซร์นี้จะตอบโจทย์ให้กับทุกสิ่งอย่าง และเป็นปัจจุบันในแบบอัตโนมัติ แต่น่าเสียดายในเวลานั้นไม่มี นศ.กลุ่มใดกล้ารับโครงงานนี้ 

หรือในปัจจุบันที่กำลังกล่าวถึงในระบบ AI และเว๊ปไซร์นี้น่าจะมีความสำคัญในปจจุบัน ในระบบ BIGDATA ซึ่งในอดีตไม่มี แต่พอมีเมื่อมีข้อมูล ในระบบ BIGDATA และใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ กำลังถึงตาจน ในการสืบค้น ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนถ้าค้นหาคำว่า “ม้า” เราก็ได้ได้ข้อมูลม้ามาใช้เวลาไม่นาน แต่เมื่อเข้าสู่ยุค BIGDATA ถ้าเราค้นคำว่า “ม้า” เราจะพบว่า มีอะไรๆ ที่ไม่เกี่ยวตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ม้านั่ง ม้าไม้ ม้าหิน ม้ากระดาษ ม้าบก ม้าน้ำ ดูตัวอย่าง ง่ายๆ ถ้าเราลองค้นหาสินค้าชนิด หนึ่ง อดีตเมื่อค้นก็จะพบโดยใช้เวลาไม่นาน แต่มาเป็นปัจจุบัน พอสืบค้นสินค้าก็พบว่า มีตามมามากมายทั้งเกี่ยวทั้งไม่เกี่ยวเต็มไปหมด ไม่สอดคล้องตามความต้องการ กว่าจะได้สินค้าที่เราต้องการก็อาจใช้เวลาเป็นวันนั้นเอง

ขอกล่าวถึงแนวคิด 4W1H ให้อ่านสักหน่อยเพื่อให้เข้าใจเพิ่มขึ้นว่า หากมีการสร้างขึ้นจะแก้ปัญหาการสืบค้นในแบบ BIGDATA ได้อย่างไร กล่าวคือ 4W คือ What/Where/Why/when และ 1 H คือ How แนวคิดคือแยกกฎการค้นหา โดยยึดหลักการตั้งคำถาม (ปัจจุบันอาจเพิ่มเติมกว่านี้) กรณีอยากถ้า อะไร / ที่ไหน / ทำไม /เมื่อไหร่ อย่างไร บริบทของการค้นหาก็จะกระจายไปเป็น 5 ส่วนนั้นเอง และยังมีรายละเอียดทำโดยอัตโนมัติ มีการสร้างการรับรู้ โปรโหมด ผู้เชียวชาญ / คำตอบ โดยผู้ใช้งานระบบเอง สร้างเป็นกระบวนการทางสถิติ และมีการเปลี่ยนแปลง ตามให้เป็นปัจจุบัน ที่กระผมเรียกว่า ระบบ RENOW คือการทดสอบความรู้ให้เป็นปัจจุบันนั้นเอง