ว่าด้วย ลักษณะของผู้ที่จะคบ

หลิททราคชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๙. หลิททราคชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๓๕)

ว่าด้วยจิตกลับกลอกเหมือนผ้าย้อมด้วยขมิ้น

             (นางกุมาริกากล่าวกับดาบสหนุ่มว่า)

             [๗๘] พวกที่บำเพ็ญตบะอดกลั้นอยู่ในบ้านยังประเสริฐกว่าท่าน ผู้อดกลั้นบำเพ็ญตบะอยู่ในเสนาสนะอันสงัดในป่า

             (ดาบสหนุ่มถามดาบสผู้เป็นบิดาว่า)

             [๗๙] คุณพ่อ ลูกออกจากป่าไปสู่บ้านแล้ว ควรจะคบหาคนมีศีลอย่างไร มีข้อปฏิบัติอย่างไร ลูกถามแล้ว ขอพ่อจงบอกข้อนั้น

             (ดาบสผู้เป็นบิดาตอบว่า)

             [๘๐] ลูกรัก ผู้ใดพึงทำให้ลูกเบาใจ อดทนความคุ้นเคยของลูกได้ เชื่อฟังและอดกลั้นถ้อยคำของลูกได้ ลูกไปจากที่นี้แล้ว จงคบผู้นั้นเถิด

             [๘๑] ผู้ใดไม่ทำความชั่วทางกาย วาจา ใจ ลูกไปจากที่นี้แล้ว จงดำรงตนอยู่เหมือนลูกในใส้ คบผู้นั้นเถิด

             [๘๒] อนึ่ง ผู้ใดประพฤติธรรม แม้ประพฤติธรรมอยู่ก็ไม่ถือตัว ลูกไปจากที่นี้แล้วจงคบผู้นั้น ซึ่งมีปัญญาทำแต่กรรมอันบริสุทธิ์เถิด

             [๘๓] คนที่มีจิตกลับกลอกเหมือนลิง รักง่ายหน่ายเร็วดุจผ้าที่ย้อมด้วยขมิ้น ลูกรัก ถึงแม้ว่าพื้นชมพูทวีปทั้งสิ้นจะไร้มนุษย์ ลูกก็อย่าคบคนเช่นนั้นเลย

             [๘๔] คนที่มีจิตโกรธเหมือนอสรพิษ ลูกจงเว้นให้ห่างไกล เหมือนคนเว้นหนทางใหญ่ที่เปื้อนคูถ และเหมือนคนขับขี่ยานพาหนะเว้นหนทางที่ไม่เรียบ

             [๘๕] ลูกรัก เมื่อเข้าไปคบหาคนพาลอย่างสนิท ก็จะเพิ่มพูนแต่ความฉิบหาย ลูกอย่าสมาคมกับคนพาลเลย ขึ้นชื่อว่าการอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นเหมือนการอยู่ร่วมกับศัตรูทุกเมื่อ

             [๘๖] ลูกรัก ดังนั้นพ่อจึงขอร้องลูก ลูกจงทำตามคำของพ่อ ลูกอย่าสมาคมกับคนพาลเลย เพราะการสมาคมกับคนพาลทั้งหลายเป็นทุกข์

หลิททราคชาดกที่ ๙ จบ

--------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

หลิททราคชาดก

ว่าด้วย ลักษณะของผู้ที่จะคบ

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภความประเล้าประโลมของนางถูลกุมารี จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               เรื่องที่เป็นปัจจุบันจักมีแจ้งในจุลลนารทกัสสปชาดก ในเตรสนิบาต.
               ส่วนเรื่องที่เป็นอดีต มีความดังต่อไปนี้ :-
               นางกุมาริกานั้นทำลายศีลของดาบสหนุ่มนั้นแล้ว รู้ว่าดาบสหนุ่มตกอยู่ในอำนาจของตน คิดว่าเราจักลวงดาบสหนุ่มนี้นำไปในครรลองมนุษย์ คิดดังนี้แล้วพูดว่า ขึ้นชื่อว่าศีลที่รักษาในป่าซึ่งเว้นจากกามคุณมีรูปเป็นต้น ย่อมจะมีผลใหญ่ไปไม่ได้ ศีลที่รักษาในครรลองมนุษย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งกามคุณมีรูปเป็นต้น ย่อมมีผลใหญ่ มาเถิดท่านจงไปรักษาศีลกับเราในครรลองมนุษย์นั้น ป่าจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ท่าน ดังนี้
               จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ความอดทนด้วยศีลอยู่ในป่าอันมีที่นอนและที่นั่งอันสงัดเงียบ จะมีผลดีอะไร ส่วนชนเหล่าใดอดทนอยู่ในบ้าน ชนเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐกว่าท่าน.
               ดาบสหนุ่มได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า บิดาของเราไปป่า เมื่อท่านมาแล้ว เราจักลาท่านก่อนแล้วจึงไป.
               นางกุมาริกานั้นคิดว่า ได้ยินว่า ดาบสหนุ่มนี้มีบิดา ถ้าท่านเห็นเราก็จักโบยตีให้เราถึงความพินาศด้วยไม้คาน เราควรไปก่อนเถิด ครั้นแล้วก็กล่าวกะพระดาบสหนุ่มว่า ถ้าเช่นนั้น ฉันจะทำเครื่องหมายในหนทางไปก่อนท่านจงตามมาภายหลัง.
               ดาบสหนุ่มนั้น ครั้นนางกุมาริกาไปแล้วก็มิได้เก็บฟืน มิได้ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน ได้แต่นั่งซบเซาอยู่อย่างเดียวเท่านั้น แม้เวลาบิดามาก็มิได้ต้อนรับ.
               ลำดับนั้น บิดารู้ว่าบุตรของเรานี้ตกอยู่ในอำนาจของหญิงเสียแล้ว จึงถามดาบสหนุ่มนั้นว่า แน่ะพ่อ เหตุไรเจ้าจึงไม่เก็บฟืน ไม่ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน ได้แต่นั่งซบเซาอยู่อย่างเดียวเท่านั้น.
               ดาบสหนุ่มถามว่า ข้าแต่พ่อ ได้ยินว่า ศีลที่รักษาในป่าไม่มีผลมาก ศีลที่รักษาในครรลองมนุษย์มีผลมากกว่า ฉันจักไปรักษาศีลในครรลองมนุษย์ สหายของฉันสั่งว่าจงตามมาภายหลัง แล้วเขาไปล่วงหน้า ฉันจักไปกับสหายนั้น
               เมื่อฉันอยู่ในครรลองมนุษย์นั้น ควรคบคนเช่นไรดังนี้
               จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               ข้าแต่พ่อ ฉันออกจากป่าสู่บ้านแล้ว ควรคบคนที่มีศีลอย่างไร มีวัตรอย่างไร ฉันขอถามท่าน ขอท่านจงบอกฉันด้วย.
               ลำดับนั้น ดาบสผู้บิดาเมื่อจะบอกแก่ดาบสหนุ่ม จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
               แน่ะพ่อ ผู้ใดคุ้นเคยกับเจ้า อดทนต่อความคุ้นเคยของเจ้าได้ เป็นผู้ตั้งใจฟังคำพูดของเจ้าและอดทนต่อคำพูดของเจ้าได้ เจ้าไปจากที่นี้แล้ว จงคบผู้นั้นเถิด.
               ผู้ใดไม่มีกรรมชั่วด้วยกายวาจาใจ เจ้าไปจากที่นี้แล้ว จงตั้งตัวเหมือนบุตรที่เกิดแต่อกผู้นั้น จงคบผู้นั้นเถิด.
               อนึ่ง ผู้ใดย่อมประพฤติโดยธรรม แม้เมื่อประพฤติอยู่ก็ไม่ถือตัว เจ้าไปจากที่นี้แล้ว จงคบผู้นั้น ผู้กระทำกรรมอันบริสุทธิ์ มีปัญญาเถิด.
               แน่ะพ่อ เจ้าอย่าคบบุรุษที่มีจิตกลับกลอกดุจผ้าที่ย้อมด้วยน้ำขมิ้น รักง่ายหน่ายเร็ว ถึงแม้ว่าพื้นชมพูทวีปจะพึงไร้มนุษย์.
               เจ้าจงเว้นคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ละเว้นอสรพิษที่ดุร้าย เหมือนบุคคลผู้ละเว้นหนทางที่เปื้อนคูถ และเหมือนบุคคลผู้ไปด้วยยานละเว้นหนทางที่ขรุขระ ฉะนั้น.
               แน่ะพ่อ ความพินาศย่อมมีแก่ผู้ที่คบคนพาล เจ้าอย่าสมาคมกับคนพาลเลย การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ เหมือนอยู่ร่วมกับศัตรูฉะนั้น.
               แน่ะพ่อ เพราะเหตุนั้น พ่อจึงขอร้องเจ้า ขอเจ้าจงกระทำตามคำของพ่อ เจ้าอย่าสมาคมกับคนพาลเลย เพราะการสมาคมกับคนพาลเป็นทุกข์.
               ดาบสหนุ่มนั้นได้ฟังคำสอนของบิดาอย่างนี้แล้ว กล่าวว่า
               ข้าแต่พ่อ ฉันไปสู่ครรลองมนุษย์ จักไม่ได้บัณฑิตเช่นพ่อ ฉันกลัวการไปในครรลองมนุษย์นั้น ฉันจักอยู่ในสำนักของพ่อนี้แหละ.
               ลำดับนั้น ดาบสผู้เป็นบิดาได้ให้โอวาทแก่ดาบสหนุ่มยิ่งขึ้นไปอีก แล้วสอนให้บริกรรมในกสิณ ต่อมาไม่นานนักดาบสหนุ่มก็ได้อภิญญาและสมาบัติ เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้ากับดาบสผู้เป็นบิดา.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ได้ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
               พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
               พระดาบสหนุ่มในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุผู้กระสัน ในบัดนี้
               นางกุมาริกาในครั้นนั้น ได้มาเป็น นางถูลกุมาริกา ในบัดนี้
               ส่วนพระดาบสผู้เป็นบิดา คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาหลิททราคชาดกที่ ๙               
               -----------------------------------------------------