น้อมกราบถวายมุทิตาสักการะอายุวัฒนมงคล 70 ปี (วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2567)
พระเดชพระคุณ พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส

องค์ท่านได้เทศนาธรรมเรื่อง"กายนครของเรานั้นต้องบริหารจัดการอย่างไรให้มั่นคงสู้กับข้าศึกศัตรูและเอาชนะศัตรูได้"

ตัวกระผมได้ฟังข้ออรรถข้อธรรมที่องค์ท่านได้พูดไว้ 
ในวันเกิดวันนี้ขององค์ท่าน กระผมพอสรุปใจความได้ว่า...

องค์ท่านปรารภว่า..กายนครของท่านนั้นท่านชนะมา 70 ปีแล้ว ท่านบอกว่าตอนที่ท่านเป็นเด็กๆ (เรียนจบ ป.1แล้ว) ท่านก็ป่วยหนักเลย ตอนนั้นองค์ท่านจำได้ว่าป่วยเป็นไข้สันนิบาต คือสั่นเป็นลูกนกเลย ท่านนอนป่วยอยู่นานมาก... จนกระทั่งโยมพ่อต้องต้มยาสมุนไพรให้กิน จึงจะหายป่วยจากโรคดังกล่าว โรงเรียนเปิดเทอมไปแล้ว ท่านถึงจะได้ไป(เพราะป่วยนานกว่าจะหาย)

องค์ท่านบอกว่า..พอจบ ป.4 แล้ว ท่านก็ทิ้งหนังสือ(ไม่ได้เรียน)อยู่นานถึง 8 ปี หลังจากนั้นก็กลับมาเรียนนักธรรม ตรงนี้ท่านบอกว่า ...นั่นเป็นเพราะท่านมีฐานบุญเก่าอยู่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเสมือนเครื่องป้องกันความโง่ของท่านเลยนะครับ

เพราะทุกวันนี้ท่านรอดตัวมาได้..ก็เพราะความรู้ตรงนี้  ที่มันลึกพอสมควร (ท่านบอกอย่างนั้น)ความรู้ตรงนี้เป็นเสมือนอาวุธที่เป็น "ปัญญาวุธ"ที่ท่านสร้างเสริมขึ้นมา
.
ในทางธรรมนี้พระพุทธองค์ท่านทรงแนะนำไว้ว่า 
"คนที่จะผ่านวิกฤติชีวิตไปได้นั้น ต้องมีปัจจัยหนุน" 
นั่นก็คือ ต้องมี #สมาธิ พอสมควร ถ้าจะไปในขั้นสูงๆต่อไปต้องได้สมาธิถึงขั้น #ฌาน ยิ่งดี..คือจิตใจต้องมีความหนักแน่นมั่นคงและมีความสงบ  พอถึงขั้นที่1 จิตก็จะไม่ฟุ้งซ่าน คิดอะไรก็คิดได้ลึก ตรึกได้ละเอียด มีปีติคือความพึงพอใจในตัวเอง  ปลื้มใจที่ทำได้ เกิดความสุข พิจารณาแล้วเราประสบความสำเร็จตรงนี้ได้ก็มีความสุขได้ สามารถทำจิตใจของเราให้แน่วแน่ได้

การมี #หิริ...ความละอายแก่ใจที่จะทำชั่ว พอนึกว่าจะทำชั่ว ทำบาปแล้ว...มันอาย
การมี #โอตัปปะ คือความกล้วบาป บาปนี้รวมหมด ไม่ใช่หมายความว่า.. ฆ่าสัตว์แล้วจะบาป อย่างอื่นบาปก็มี เช่น หยิบฉวยของคนอื่น มักมากในกามารมณ์ก็เป็นบาป การพูดให้คนอื่นเสียผลประโยชน์ก็บาป การเสพสิ่งของมึนเมาให้โทษก็บาป ฯลฯ บาปนั้นมีเยอะแต่ถ้าเราดูให้มันใกล้ ๆ บาปก็อยู่ตรงนี้แหละ!! เมื่อเรามีโอตัปปะแล้ว..เราก็จะไม่ทำ

พยายามทำตนให้เป็น #พหูสูต ซึ่งเป็นเครื่องป้องกันอย่างดี ถือเป็นกำแพงป้องกันความเสื่อม...พหูสูตคือ ศึกษาให้มาก จะเข้าชั้นเรียนหรือไม่เข้าชั้นเรียนก็ตาม ซึ่งจะต้องพิจารณาดูว่า อะไรเป็นคุณ เป็นโทษ ให้ทำสิ่งที่เป็นคุณ เลี่ยงสิ่งเป็นโทษ

ต่อจากนั้นให้มี #ความเพียร..ความเพียรมีหลายอย่าง .. เพียรบากบั่น  เพียรวิริยะ(กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง) เพียรป้องกันมิให้ความชั่วเกิดขึ้นในสันดานตน เพียรกำจัดความชั่วที่อยู่ในจิตใจ  เพียรพัฒนาจิตให้สูงขึ้น และเพียรรักษาสิ่งดีงามที่เราพัฒนาได้แล้ว

ตัวต่อไป คือมี #สติ ..สตินี้เป็นเครื่องป้องกันภัยมิให้เกิดขึ้นใน #กายนคร..เมื่อมีสติแล้วก็จะไม่ประมาท สติทำให้เรามีความมั่นคงแน่วแน่ สติตัวนี้เป็นเครื่องมือรักษากายนครของเรา

สุดท้ายคือต้องมี #ปัญญา มีปัญญาในการอยู่กับมนุษย์ในสังคมนี้ได้ มีปัญญาในการเอาชนะปัญหาอุปสรรคของชีวิต  มีปัญญาในการเอาชนะกิเลส เป็นต้น ถ้าไม่มีปัญญาแล้วจบ.. มันตีบตัน

การมีปัญญาทำให้เรามีการพัฒนาต่อยอดได้ดียิ่งขึ้น ให้ศึกษาหาความรู้เพื่มเติม กลัวบาปเป็นผู้มีโอตัปปะ ถือเป็นสิ่งที่ดี

การที่เรายังมีลมหายใจอยู่นั้น เราก็ทำบุญได้แล้ว ด้วยการหายใจให้เป็นบุญ หายใจให้จิตสงบ

สรุปได้ว่า ...กายนครนี้ มีข้าศึกศัตรูที่จ้องทำลายเราอยู่เยอะ..ให้เราใช้ #กายานุปัสสนาสติปัญฐาน ตั้งสติให้แน่วแน่มั่นคงตามสำรวจกายของเราให้ดี คอยตรวจสอบสุขภาพร่างกายของเราอยู่เสมอ  ก่อนที่จะต้องพึ่งพาหมอ เพราะการตรวจสอบสุขภาพของเราเองก่อน หากรู้ว่าไม่สมบูรณ์ก็ต้องถึงมือหมอในที่สุด..ที่สำคัญ เราต้องอยู่ด้วยความไม่ประมาท

ที่สรุปมาตรงนี้ทั้งหมดคือ.. สาระที่องค์ท่านได้พูดไว้ "กายนครของเรา เราต้องบริหารจัดการอย่างไรให้มั่นคงสู้กับข้าศึกศัตรูและเอาชนะศัตรูได้"

น้อมกราบถวายความเคารพในพระเดชพระคุณ พระธรรมกิตติเมธี วัดราชาธิวาส  เป็นอย่างสูงยิ่งขอรับ

ขอให้องค์ท่านมีสุขภาพแข็งแรง ครับ