ช่วงเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เดินทางร่วมกับทีมนักพัฒนาองค์กรตามแนวทางองค์กรมีชีวิต (Living Organization) อย่างทีม New Work และช่วงระยะหลัง ๆ เราผลิตชุดเครื่องมือและกระบวนการการค้นหา สกัด ส่งเสริม และบ่มเพาะให้ค่านิยมขององค์กรไม่ใช่แค่คำสวยหรูที่ติดไว้บนผนัง แต่เป็นวิถีและความเชื่อในการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุขของพวกเราอย่างแท้จริง
โดยเราเชื่อว่า… ถ้าจะเริ่มทำเรื่อง “ค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร” ให้ได้ผล สิ่งที่เราต้องให้ความสนใจและใส่ใจคือเรื่องการดูแลความสัมพันธ์ของผู้คนในองค์กร เพราะหากความสัมพันธ์ของผู้คนไม่ดี การจะนำค่านิยมหรือวัฒนธรรมเข้าไปติดตั้งในตัวพวกเขาก็เป็นเรื่องยาก อยากว่าแต่ติดตั้งในตัวเลย แค่ให้พวกเขาจำให้ได้ก็อาจเป็นเรื่องที่ลำบากมากพอดูเลยที่เดียว ดังนั้นการมีพื้นที่ในการร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมสังเกต และทบทวนชีวิตและความเป็นทีมจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรสร้างพื้นที่นี้ให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
สำหรับเราแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะหากเรามองดูดี ๆ แล้วการเกิดค่านิยมและวัฒนธรรมต่าง ๆ มันเริ่มต้นจากการที่ผู้คนมีความสัมพันธ์กับบางสิ่งบางอย่าง และนำความสัมพันธ์นั้นมาเผยแพร่ บอกต่อ พูดต่อผ่านการสื่อสารในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น ผ่านเรื่องราว ภาพวาด หรือแม้กระทั่งพิธีกรรม และเมื่อวัฒนธรรมเหล่านั้นถูกสืบทออดต่อกันมาเรื่อย ๆ จึงกลายเป็นประเพณีไปในที่สุด
ไม่เพียงแค่ประเพณีต่าง ๆ อย่างลอยกระทง สงกรานต์เท่านั้นนะ มนุษย์เราสร้างวัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ มากมายขึ้นมาโดยไม่รู้ก็มาก ตัวอย่างง่าย ๆ และเห็นกันบ่อย ๆ เช่น การบูม หรือการรับน้องก็ถือเป็นประเพณีในรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในยุคหลัง ๆ
คราวนี้อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ… มันมีค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรบางอย่างที่เราไม่ได้ตั้งใจสร้างมันขึ้นมาหรอก แต่มันกลับเกิดขึ้น และเกิดขึ้นอย่างแข็งแรง และมีคุณภาพมากด้วย จนกระทั่งหลายครั้งมันแข็งแรงเสียจนผู้คนในองค์กรต่างเริ่มเห็นด้วย คล้อยตาม และยอมรับในที่สุด
ผมเคยตามพี่ ๆ ในทีมเข้าไปทำงานในองค์กร องค์กรหนึ่งพวกเขาเป็นองค์กรที่ความตั้งใจที่จะช่วยเหลือให้ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีงานทำงาน ทุกครั้งที่ผมไปที่นั้นผมคือคนที่นิยามสังคมนิยามว่าเป็นคนปกติที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อพัฒนาองค์กรคนพิการให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น แต่เมื่อเข้าไปที่องค์กรแห่งนั้นผมกลับสัมผัสถึงคำว่า “รัก” อย่างเต็มเปี่ยมจากที่แห่งนั้น แม้ได้ยินเสียงแห่งความรัก เมตตา ความหวัง และโอกาสกระจายอยู่ที่และทุกครั้งที่ไป แน่นอนโดยตัวองค์กรเข้าอาจจะมีปัญหาเรื่องนั้นนี่อยู่บ้าง แต่กลับรู้สึกว่า “ความรัก” คงเป็นหนึ่งคำแน่ ๆ ที่เป็นค่านิยมและววัฒนธรรม หรือความเชื่อพื้นฐานของคนที่นี่ และยิ่งได้สัมผัสและพูดคุยกับพวกเขามากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่าเป็นแบบนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่บางองค์กรที่มีค่านิยมสวยหรู ตัวย่อจำง่าย ติดอยู่ที่เสื้อ และที่ผนังอย่างสวยงาม แต่เมื่อเราเข้าไปกลับไม่พบคำว่านั้นในพื้นที่หรือผู้คนในองค์กรนั้นเลยเสียด้วยซ้ำ จากสองกรณ๊ศึกษานี้ทำให้ผมลองกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกับสององค์กรนี้”
ในความคิดผม… ถ้ามองผิวเผินมันอาจจะเป็นเพราะรูปแบบของสององค์กรไม่เหมือนกันด้วย (ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด) และเมื่อคิดได้ดังนี้จึงคิดต่อว่า “รูปแบบองค์กรที่ต่าง… ส่งผลอย่างไรต่อนะ ?” เมื่อมีรูปแบบองค์กรต่างกัน ระบบการดูแลและความสัมพันธ์ของคนในองค์กรย่อมต่างกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจึงส่งผลต่อความสัมพันธ์ของผู้คนแน่นอน และเมื่อความสัมพันธ์ถูกส่งผล บริบทและสิ่งแวดล้อมจึงได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน !!!
คิดได้ดังนี้… จึงย้อนกลับไปคิดถึงสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้นถึงการปรากฏเกิดขึ้นของค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาทันที ลองคิดดูเล่น ๆ ว่า “เมื่อเราต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และวิธีการแบบที่ฉันสั่ง เธอทำตามแบบนี้อยู่ตลอดเวลา คุณคิดว่าผู้คนจะเป็นอย่างไร”
กลไกเหล่านี้หล่อหลอมให้ผู้คนสร้างกำแพง แข่งขัน แบ่งแยกเป็นพวก ๆ เพื่อ “การอยู่รอด” และเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนก็เริ่มที่จะมีความสัมพันธ์กับตัวเอง งาน และพื้นที่นั้น ๆ ที่เปลี่ยนไปที่นิด ๆ และเมื่อผู้คนค่อย ๆ เปลี่ยนไป คนข้างบนก็ยิ่งใช้กลไกบางอย่างเข้ามาบังคับอยู่เรื่อย ๆ ก็ยิ่งสร้างระยะห่างของผู้คนให้กว้างขึ้นไปอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ไปนานเข้า เมื่ออยู่ตัว พวกเขาจะเริ่มฝังราก และส่งต่อสิ่งเหล่านี้จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งได้อย่างไม่ยากเย็น
คำถามสำคัญคือว่า… ณ เวลานี้เราอยู่ในองค์กรแบบที่ 1 หรือแบบที่ 2 กันอยู่นะ ? เราเป็นองค์กรที่ส่งต่อความรัก หรือความกลัวให้แก่กันอยู่กันแน่ ?
หากเราเป็นแบบที่ 2 ก็ใช่ว่าจะสิ้นหวังทำอะไรไม่ได้นะ แต่ผมว่าเราต้องค่อย ๆ หันกลับมาพลิกฟื้นเมล็ดพันธุ์ที่ดีบางอย่างให้กลับคืนมา เวลาไม่กี่วันที่ผ่านมาผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งถึงจะไม่เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาองค์กร แต่มีข้อความหนึ่งที่น่าสนใจในหนังสือบอกว่า… หากเรามีโอกาสได้ฟังเรื่องราวของเขาอย่างใส่ใจ เราจะเห็นความหลากหลาย และความเป็นเขาได้มากขึ้น ผมว่าองค์กรเองก็เช่นกันนะ
หากเรามีโอกาสที่ค่อย ๆ ได้มองยังหลังกลับไปในวันที่องค์กรนี้เริ่มต้นขึ้น เขามีความตั้งใจจะทำเรื่องอะไรนะ เข้าผ่านอะไรมาบ้างนะ ใครบ้างนะที่มีคุณกับองค์กรนี้ และพวกเขาสร้างองค์กรนี้กันมาอย่างไร และสิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับตัวเราอย่างไร ? จำได้ไหมวันแรกที่เราก้าวเท่าเข้ามาที่นี่ เราตั้งใจว่าอย่างไร อะไรที่หล่นหายไประหว่างทาง และที่เติมเข้ามาได้ใหม่ ผมเชื่ออย่างมากว่าสิ่งนี้จะช่วยให้เรามีท่าทีและความสัมพันธ์ต่อองค์กรที่ดีขึ้นได้แน่นอน
แต่แน่หละว่า… การจะเกิดเรื่องแบบนี้ได้มันก็ต้องได้รับการสนับสนุน หรือแม้จะไม่สนับสนุนอย่างตรงไปตรงมา แต่การเปิดพื้นที่ให้ได้ลองทำ ได้ไม่ขัดขวาง หรือมีข้อตกลงร่วมอย่างชัดเจนก็ถือเป็นการสนับสนุนที่ดีมากแล้ว คนในองค์กรจะเติบโตอย่างแข็งแรงได้ จำเป็นมาก ๆ ที่ต้องมีบรรยากาศที่ดีจากองค์กรหล่อเลี้ยง บรรยากาศที่ดีจะเกิดขึ้นได้จำเป็นมาก ๆ ที่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีของผู้คน
สิ่งนี้เป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน ดังนั้นการดูแลตัวเองให้มีพลังชีวิต ดำรงความตั้งใจที่สอดคล้องกับงานและเป้าหมายถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใส่ใจ เพราะเมื่อเราดูแลตัวเองได้ดี เราจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี ความสัมพันธ์ที่ดีจะสร้างบริบทและสิ่งแวดล้อมที่ดี และช่วยให้พวกเราได้ค้นพบกับคุณค่าและความหมายที่ได้แน่นอน นอกจากนี้มันยังคงสร้างกฎเกณฑ์และวิถีการอยู่ร่วมตามสไตล์ของพวกเราที่สามารถปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ขอเพียงพวกเรายังดำรงความสัมพันธ์และร่วมกันสังเกตไปพร้อมกัน และหากเป็นเช่นนี้ได้… คุณก็สามารถสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร พร้อมพลังงานดี ๆ ที่สนับสนุนให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นได้เช่นกัน
ค่านิยมและวัฒนธรรมอันแฝงเร้น เป็นเพียงชื่ออันสวยหรู แท้จริงแล้วคือความตั้งใจและพลังงานดี ๆ ที่สนับสนุนให้ทุกคนและทุกความเป็นไปได้เกิดขึ้นมาผ่านความร่วมมือจากพวกเราทุกคนนั้นเอง และสิ่งนี้เราเรียกมันด้วยคำง่าย ๆ ว่า “ความรัก” หรือ “มิตรภาพ” ก็ว่าได้
