13th AAAH Conference ภายใต้ชื่อ Building a Resilient Health Workforce and Preparing for Future Public Health Emergency จัดวันที่ ๒๘ - ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ ที่โรงแรม Crowne Plaza เวียงจันทน์ เน้นหลักการว่ากำลังคนที่มี resilience ประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ ๒ อย่าง คือ Competence กับ Commitment ดูรายละเอียดได้ที่ (๑)
ในพิธีเปิดการประชุม มีการมอบรางวัล Youth Award แก่ผู้ปฏิบัติงานสาธารณสุขที่มีผลงานเด่นด้านความเป็น resilient workforce รางวัลชนะเลิศได้แก่ นพ. พีริยะ วตะกูลสิน นักระบาดวิทยาแห่งกรมควบคุมโรค ที่ทำงานด้านควบคุมมาเลเรียชายแดนไทย-พม่า ใช้หลักการเชื่อมโยงความร่วมมือหลายภาคส่วน ช่วยลดการระบาดของมาเลเรียอย่างได้ผล
กำลังคนที่ยืดหยุ่นเตรียมพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข
เริ่มด้วยหัวหน้าคณะจัดการประชุม พญ. ชวิศา เจนครองธรรม เสนอโมเดลของ Resilient Health Workforce ตาม (๑) และขอให้ช่วยกันออกความเห็นว่า กำลังคนสุขภาพที่ยืดหยุ่นเป็นอย่างไร เชื่อมโยงกับระบบสุขภาวะที่แข็งแกร่งอย่างไร และจะมีผลต่อการเผชิญภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพอย่างไร
ตามด้วยผู้บรรยายนำ ๒ คน และผู้อภิปราย ๔คน สรุปได้ว่า ความยืดหยุ่น (resilience) ในระบบสุขภาพมี ๓ ระดับ คือ ระดับกำลังคน ระดับองค์กร และระดับประเทศ และที่สร้างสูตรว่า R = C (commitment) + C (competency) นั้น จำเป็นต้องมีอีกหลาย C ได้แก่ C (coordination) C (collaboration) ที่ทั้งเป็นความร่วมมือข้ามวิชาชีพด้านสุขภาพ ร่วมมือออกไปนอกวิชาชีพสุขภาพ ร่วมมือออกไปนอก health sector เช่น ภาคท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน เป็นต้น
ผมคิดเตลิดออกไปนอกกรอบ ว่าคุณสมบัติ resilience ทั้งของบุคคล หน่วยงาน และสังคม เกิดจากส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งความมั่นใจตนเองกล้าลอง ทั้งกล้าตั้งเป้าหมาย กล้าลองคิด ลองทำ และรับผลที่เกิดขึ้น เมื่อผสมกับการขวนขวายหาความรู้ และพัฒนาตนเอง โดยทำร่วมกันเป็นทีม resilience ยามฉุกเฉินก็เกิดขึ้นเอง ยิ่งฝึกเรียนรู้และพัฒนาเป็นวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์ เรื่อง resilience ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
EPHF – Essential Public Health Functions
องค์การอนามัยโลก เสนอหลักการหรือแนวปฏิบัติให้เกิด essential public health functions ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ (๑) ก่อนโควิดระบาดในปี ๒๕๖๒ เป็นการเสนอระบบสาธารณสุขขั้นต่ำที่ทำหน้าที่ได้อย่างดี สำหรับให้แต่ละประเทศใช้เป็นแนวทาง ผมชอบที่เขาจำแนกองค์ประกอบหรือชิ้นส่วนแนวราบ และชิ้นส่วนแนวดิ่ง ที่ผมคิดว่าต้องเชื่อมออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน และโลกด้วย รวมทั้งเชื่อมสู่ระบบอื่นๆ ของประเทศด้วย อย่างซับซ้อน
WHO มีเอกสารเรื่องนี้มากมาย ที่ (๒)
Resilient Community Health Workforce
ในที่นี้เน้นที่ อสม. ที่เป็นสมาชิกของชุมชน เน้นทำหน้าที่ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ และทำหน้าที่เชื่อมโยงชุมชนกับระบบดูแลคุ้มครองสุขภาพของภาครัฐ ที่จะทำหน้าที่ได้ดีต้องมี resilience ในที่นี้เขาใช้คำว่ามีการหนุนแบบ professionalizing คนเหล่านี้ ที่ผมเถียงว่า ต้องหนุนให้มีทั้งสมรรถนะเชิงวิชาชีพ และสมรรถนะด้านวิญญาณจิตอาสา
Government Roles in Resilient Health Workforce
เอกสารการประชุมบอกว่า รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบ planning, coordination, resource allocation, communication, and implementation of public health interventions โดยในทางปฏิบัติต้องกำหนด นโยบาย และกรอบกฎหมาย สำหรับใช้ปฏิบัติงาน เน้นการทำงานเชิงรุก อย่างเป็นระบบ โดยใช้พลังของหลากหลายฝ่าย หลากหลายภาคส่วน ที่ทำงานอย่างประสานพลังกัน
ในที่ประชุม มีตัวแทนของหลายประเทศมาแชร์วิธีปฏิบัติที่ได้ผลดีของประเทศตน โดยย้ำว่ารัฐต้องดำเนินการให้มี resilient health workforce
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ต.ค. ๖๗
ห้อง ๗๑๐ โรงแรม Crowne Plaza เวียงจันทน์