บ่ายวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๗ ผมไปร่วมการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาการประเมินผลธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ด้วยแนวคิดการประเมินผลเพื่อพัฒนา (Developmental Evaluation - DE) กรณีศึกษา 5 พื้นที่  โดยประชุมที่ สช. 

อ่านคำนิยามของธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ได้ที่ (๑)   และเอกสารการประชุมระบุว่าหมายถึง “กรอบทิศทาง ข้อตกลงร่วม  พันธสัญญา  หรือกติการ่วม ที่คนในชุมชนใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสุขภาวะในระดับพื้นที่   ซึ่งอาจครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพในภาพรวมของพื้นที่ หรือเฉพาะบางประเด็นตามที่ชุมชนเห็นร่วมกันก็ได้ ”  สรุปได้ว่าเป็นเครื่องมือให้คนในพื้นที่ร่วมกันกำหนดภาพอนาคตด้านสุขภาพในพื้นที่ร่วมกัน  และมีการร่วมมือกันดำเนินการสู่เป้าหมายนั้น 

ผมเตรียมไปเรียนรู้ว่า สช. เอา DE ไปใช้อย่างไร  ทีมแกนนำชุมชนแต่ละแห่งรวม ๕ พื้นที่ ใน ๕ ภาค นำ DE ไปใช้อย่างไร   เกิดการเรียนรู้ผ่านกลไกอะไรบ้าง   เกิดวงจร experiential learning cycle ในพื้นที่หรือไม่ อย่างไร    หากเกิด ชาวบ้านเกิดการเรียนรู้เชิงหลักการว่าด้วยสุขภาพหรือสุขภาวะอย่างไร     

ข้างบนเขียนเช้าวันที่ ๑๕ ตุลาคม ก่อนการประชุมในตอนบ่าย    

ในตอนบ่าย มีทีมแกนนำธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ (ตำบล) + DE มานำเสนอที่ห้องประชุม ๓ ทีม    เสนอออนไลน์ ๒ ทีม    ก่อนแต่ละทีมพื้นที่เสนอ  ผู้บริหารของ สช. เล่าที่มาที่ไปของโครงการ ว่าได้รับทุน FF จาก สกสว. มาดำเนินการ   ระยะเวลา ๑ ปี   โดยเป้าหมายหลักคือ นำ DE ไปช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จของการใช้ธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ สู่สุขภาวะของชุมชน ตามเป้าหมายที่คนในชุมชนร่วมกันกำหนด    และให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง 

ฟังการนำเสนอโดยแกนนำของแต่ละทีม ซึ่งมาจาก รพ.สต.  หรือจาก อปท. ในพื้นที่แล้วมีความหวัง    ว่า DE ได้เข้าไปหนุนการเรียนรู้และปรับตัวของทีมและเครือข่ายธรรมนูญสุขภาพในพื้นที่ได้ในระดับหนึ่ง   เปลี่ยนบรรยากาศการทำงานแบบกำหนดเป้าแล้วดำเนินการไปจนสิ้นปี    เป็นมี DE ต้นน้ำ  กลางน้ำ และปลายน้ำ เกิดการพัฒนาระหว่างทางที่ทีมงานในพื้นที่บอกเองว่า ช่วยให้การทำงานแตกต่างไปจากเดิม

เห็นชัดเจนว่า ธรรมนูญสุขภาพพื้นที่เชื่อมโยงหรือบูรณาการกับประเด็นเชิงสังคมในพื้นที่อย่างแยกกันไม่ออก    สุขภาวะของผู้คนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ซับซ้อนของคน  เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในพื้นที่    รวมทั้งบทบาทของ พอช. มีส่วนช่วยมาก 

ผมเข้าใจว่า การที่ทั้ง ๕ ทีมได้มาฟังผลงานซึ่งกันและกัน น่าจะช่วยให้เห็นลู่ทางพัฒนาวิธีดำเนินการธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ของตน    และเห็นลู่ทางใช้ DE ให้เกิดพลังยิ่งขึ้น

ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับเชิญมาให้ความเห็นมี ๒ คนเท่านั้น    คือคุณหมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ จากอุบลราชธานี กับผม   เดิมผมตั้งใจจะให้คุณหมอนิรันดร์พูดก่อน   แต่พอถึงเวลาให้ความเห็นท่านไปเข้าห้องน้ำ    ผมจึงต้องให้ความเห็นก่อน    ว่าที่นำเสนอทั้ง ๕ ทีม เห็นพลังของการนำ DE ไปใช้หนุนงานอย่างชัดเจน   บางทีมถึงกับเห็นโอกาสนำไปใช้ในตำบลอื่น   และจะนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง 

ผมบอกว่า ยังมีโอกาสใช้ DE ให้เกิดพลังยิ่งขึ้น    โดย 

  1. ใช้พลังของเป้าหมายที่ทรงคุณค่าร่วมกัน (shared purpose) ในหมู่ผู้มีส่วนร่วม หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่    โดยทำให้เป้าหมายชัดเจน ทรงคุณค่า และมีตัวชี้วัด  
  2. ใช้พลังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย   โดยการสร้างเป้าหมายร่วม  และสร้างความมุ่งมั่น (commitment) ในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละคน   รวมทั้งทำความเข้าใจว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องมีส่วนลงมือทำในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง   
  3. ใช้พลังข้อมูล   ที่ทีม facilitator เป็นผู้เก็บข้อมูลส่วนที่นับได้วัดได้หรือเป็นรูปธรรม ตามตัวชี้วัดที่ร่วมกันกำหนด  นำมาวิเคราะห์หาความหมาย แล้วนำเสนอต่อวงประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ต้นน้ำ  กลางน้ำ และปลายน้ำ)  เพื่อให้วงประชุมใช้เป้าหมายเดียวกัน และข้อมูลเดียวกันในการสานเสวนากัน  รวมทั้งแต่ละคนให้ข้อมูลส่วนที่เป็นนามธรรม หรือเป็นความรู้สึกของผู้คนเพิ่มเติม
  4. ใช้พลังของการสานเสวนาหรือสุนทรียสนทนา (dialogue) ในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย    เพื่อให้รับฟังซึ่งกันและกัน แม้จะมีความเห็นต่าง หรือในบางกรณีมีความเห็นไปในทางตรงกันข้าม    ในกรณีเช่นนี้ ให้ตั้งคำถามว่าทำไม (Why?) จึงคิดเช่นนั้น  ก็จะได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับนำมาพิจารณาร่วมกัน   
  5. ใช้พลังของ “คุณอำนวย” (facilitator) ในการเก็บและวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล  และในการทำหน้าที่อำนวยการประชุมแบบสานเสวนาของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย    ให้มีการรับฟังซึ่งกันและกัน ยอมรับความเห็น มุมมอง หรือประสบการณ์ที่ต่าง    ในที่สุดบรรลุข้อตกลงการปรับปรุงกิจกรรมที่จะดำเนินการต่อ   โดยมีข้อตกลงว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละท่านจะกลับไปทำอะไรบ้าง
  6. ใช้พลังของความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย    ที่รักชุมชนของตน ต้องการให้เป็นชุมชนสุขภาวะ  และพร้อมที่จะร่วมกันลงมือทำในส่วนที่ตนทำได้     “คุณอำนวย” (facilitator) ต้องหาวิธีกระตุ้นคุณสมบัตินี้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ออกมากระทำการ     
  7. ใช้พลังของวงจรป้อนกลับของ DE (กลางน้ำ และปลายน้ำ)  ในการปรับตัวของกิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น    
  8. ใช้พลังของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกิจกรรมธรรมนูญสุขภาพพื้นที่อื่น   เรียนรู้จากพื้นที่ที่ธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ก่อผลยกระดับสุขภาวะของผู้คนในพื้นที่อย่างชัดเจน    ว่าเขาคิดอย่างไร ทำอย่างไร รวมพลังกันอย่างไร  นำมาคิดปรับปรุงกิจกรรมธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ของตน   
  9. ใช้พลังของความยืดหยุ่นของ DE   ในการเรียนรู้และปรับตัวของงาน  ที่อาจนำสู่การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายกลางทาง   เพื่อผลกระทบต่อสุขภาวะที่สูงส่งยิ่งขึ้น      

ตอนให้ความเห็นในที่ประชุม ผมให้ความเห็นสั้นๆ กว่าที่เขียนข้างบน ด้วยข้อจำกัดของเวลา     

คุณหมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการสมัชชาสุขภาพพื้นที่ที่ใช้ DE เป็นเครื่องมือนี้ ควรเชื่อมโยงกับกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะ  เชื่อมนโยบายระดับพื้นที่สู่ระดับประเทศ   โดยที่ปัญหาในพื้นที่มีความซับซ้อน มีผู้ครอบครองผลประโยชน์ และมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ    เช่นปัญหาขยะ เชื่อมโยงกับสารพิษ และนำสู่ความขัดแย้งได้ง่าย     

ท่านชี้ให้เห็นว่า ธรรมนูญสุขภาพพื้นที่เป็นการทำงานพัฒนาแนวราบ  ต้องใช้กลยุทธบูรณาการ ใน ๓ บริบทคือ

  1. บูรณาการกับหน่วยงานของรัฐ
  2. บูรณาการกับหน่วยงานด้านสุขภาพ
  3. บูรณาการกับกลไกชุมชนและท้องถิ่น   

เพื่อนำโจทย์เล็กระดับท้องถิ่น สู่โจทย์ใหญ่ระดับประเทศ    ที่จริงท่านเอ่ยว่าในพื้นที่น่าจะบูรณาการกับการศึกษาด้วย 

ก่อนจบ ผมแนะนำทีมธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ให้รู้จักการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) ว่าเมื่อปฏิบัติ (action) ต้องตามด้วยการสะท้อนคิด (reflection)   โดยต้องฝึกให้สะท้อนคิดสู่หลักการ เพื่อยกระดับความคิดขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง   นอกจากยกระดับวิธีปฏิบัติ   ทั้งนี้มีรายละเอียดใน Kolb’s Experiential Learning Cycle

ท่านเลขาธิการ สช.  นพ. สุเทพ เพชรมาก กล่าวปิดโดยเล่าว่าจะดำเนินการตามแนวที่คุณหมอนิรันดร์แนะนำ    ปีหน้าน่าจะดำเนินการใน ๑๐ จังหวัด โดยความร่วมมือขององค์กรตระกูล ส, พอช., และสภาพัฒน์ฯ     

วิจารณ์ พานิช

๑๕ ต.ค. ๖๗