วันนี้ผมเข้าไปดูสถิติ จำนวนนิสิตชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในรอบ ๔ ปี ข้อมูลที่พบมีดังนี้
รหัส ๔๙ |
รหัส ๔๘ |
รหัส ๔๗ |
รหัส ๔๖ |
รวม |
||||
ชาย หญิง |
ชาย หญิง |
ชาย หญิง |
ชาย หญิง |
ชาย หญิง |
||||
13 89 |
12 84 |
14 53 |
19 86 |
58 312 |
||||
รวม |
102 |
96 |
67 |
105 |
370 |
|||
ผมลองรวมนิสิต ๔ ชั้นปี แล้วนำมาคิดเป็นเปอร์เซนต์ พบว่ามีผู้ชายร้อยละ ๑๕.๖๘ ส่วนผู้หญิงมีร้อยละ ๘๔.๓๒ หรือหากคิดเป็นอัตราส่วน มีผู้ชาย : ผู้หญิง เท่ากับ 1 : 5.4 (หากมีการวิเคราะห์สถิติทุกสาขา แล้วจะพบว่า สัดส่วนของนิสิตหญิงมากกว่าชาย แน่นอน)
ข้อมูลนี้น่าสนใจทีเดียว...ผมเคยให้นิสิตชีววิทยาจับกลุ่มกันและวิเคราะห์ประเด็นว่า "ทำไมในมหาวิทยาลัย จึงมีสัดส่วนของนิสิตหญิงมากกว่านิสิตชาย" คำตอบที่นิสิตตอบมา (ไม่เรียงลำดับมากน้อย)
- เป็นเพราะประชากรผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
- เป็นเพราะคนรุ่นก่อน ผู้หญิงถูกกีดกันทางการศึกษา (มีลูกหลายคนให้ผู้ชายเรียนก่อน) คือบางบ้านไม่ค่อยนิยมส่งลูกสาวไปเรียนหนังสือสูงๆ เกิดความเก็บกดเอาไว้ พอมาถึงรุ่นนี้ แม่ก็เลยสนับสนุนลูกสาวให้เรียนสูงๆ....ประเด็นนี้ก็น่าสนใจ
ประเด็นที่นิสิตสรุปกันได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็มี ๒ ข้อ
ถ้าเป็นความคิดของผม ผมวิเคราะห์ว่า
- ระบบหรือหลักสูตรการศึกษา โดยเฉพาะขั้นอุดมศึกษา...เหมาะสำหรับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย....ข้อนี้ผมให้น้ำหนักค่อนข้างมาก
ยังมีประเด็นอื่นๆ รองลงไปเป็นส่วนประกอบอีกมากมาย....หากท่านใดจะให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมก็เชิญได้ครับ..
ผมลองนำเหตุผลทางชีววิทยา มาเป็นส่วนประกอบ ในการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้นะครับ
- อัตราการเกิดของเพศหญิงสูงกว่าเพศชาย
- ความอดทนในการทำงานซ้ำกันในเพศหญิงสูงกว่าเพศชาย
- ส่งผลถึงทำให้เพศหญิงอ่านหนังสือได้ทนกว่าเพศชาย และเพศหญิงยังมีความสามารถทางด้านการจำดีกว่าเพศชาย (ขณะที่เพศชายมีความสามารถทางคิดคำนวณสูงกว่าเพศหญิง)
- เพศชาย เป็นเพศที่ชอบใช้พละกำลัง..ในการตัดสิน..ชอบการผจญภัย..ความสามารถจึงออกไปทางใช้พละกำลัง, เล่นกีฬาที่ใช้กำลัง เช่น ฟุตบอล มวย เป็นต้น
- ...........
ผมคิดว่าข้อที่..เพศหญิงมีความอดทนทำงานซ้ำๆ หรืองานนั่งอยู่กับที่ ได้สูงกว่าผู้ชาย ทำใหเพศหญิงอ่านหนังสือได้ทนกว่าเพศชาย ประกอบกับมีความสามารถในการจดจำได้สูงกว่าเพศชายเล็กน้อย...เมื่อประกอบกันแล้ว
ทำให้เพศหญิงเหมาะสำหรับระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งระบบ Admission และ ระบบโควต้า....ส่งผลให้นิสิตหญิงมากกว่าชาย..
ต่อมาก็มีระบบสอบเก็บคะแนน...ซึ่งเน้นสอบทางด้านทฤษฎี : ปฏิบัติในสัดส่วน ๗๐ : ๓๐ หรื ๖๐ : ๔๐ ทำให้เพศหญิงอยู่ในระดับต้นๆ ของการตัดเกรด....
อาจจะมีเหตุผลอื่นๆ ครับ
ทีนี้พอไปประกอบอาชีพ เพศหญิงไปทำงานอะไรบ้าง
- ทำงานใน Office (ไปถึงขั้นบริหาร)
- ทำงานในห้องปฏิบัติการต่างๆ เป็นนักวิจัย เป็นนักวิทยาศาสตร์
- วิชาชีพ เช่น พยาบาล แพทย์ กายภาพบำบัด สถาปนิก วิศวกร ฯลฯ
- งานอาชีวศึกษา เช่น พนักงานบัญชี คหกรรม คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
- ครู อาจารย์
- วงการบันเทิง นางแบบ
- การขาย ขายตรง โดยเฉพาะเครื่องสำอาง พนักงานห้างสรรพสินค้า
- การตลาด
- แม่ค้าขายอาหาร
- อื่นๆ..............
เพศชายไปทำงานอะไรบ้าง
- เป็นนักกีฬา, นักกิจกรรมการศึกษา
- ทหาร,ตำรวจ, ตม., ศุลการักษ์, รปภ.
- วิชาชีพ แพทย์ ทันตแพทย์ วิศวกร สถาปนิก กายภาพบำบัด เภสัชกร ศิลปินอิสระ ฯลฯ
- ดารา นักแสดง Dancer
- งานอาชีวศึกษา เช่น อู่ซ่อมรถยนตร์ ติดตั้งอุปกรณ์รถยนตร์ งานในโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องกลต่างๆ ฯลฯ
- พนักงานขายเครื่องมือวิทยาศาสตร์
- นักบวช ใน ศาสนา
- ผู้บริหารบริษัท
- นักกฎหมาย..รัฐศาสตร์ ปกครอง..
- นักกีฬา
- แท๊กซี่ จักรยานยนต์รับจ้าง
- อาชีพที่ใช้กำลัง....ติดตามทวงหนี้...รื้อถอนร้านค้า
- อื่นๆ .......
อาชีพของเพศชายจะหลากหลายกว่าเพศหญิง ซึ่งเพศหญิงก็ทำได้แต่มีสัดส่วนจำนวนคนน้อยกว่านั่นเอง....
ผมก็ยังอยากสรุปว่า ระบบหรือหลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเหมาะสำหรับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย....นะครับ
เดี๋ยวนี้ ผมเห็นผู้หญิงเรียนเก่ง ที่จบ ด๊อกเตอร์
- อยู่เป็นโสด
- แต่งงานกับผู้ชายที่เรียนน้อยกว่า เช่น เป็นนักคอมพิวเตอร์, เจ้าของกิจการซ่อมเครื่องยนต์, นักบริหาร....
- แต่งงานเมื่ออายุใกล้ๆ เลข ๔ หรือ เลข ๕
- แต่งงานแล้วเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว
- เป็นนักบริหารบริษัทเอกชน
- อื่นๆ....
ผู้หญิงเก่งขึ้น...โลกหมุนกลับ...ผู้หญิงจะเป็นผู้นำประเทศ
|
BeeMan |

เรียนคุณวิบูลย์
คืออย่างนี้ครับ...
http://gotoknow.org/file/wwibul/ThaiPop2544.jpg
(ภาพนี้เป็นภาพที่สร้างเองจากข้อมูล ซึ่งซีกซ้ายและขวาค่อนข้างสมมาตรกัน)
http://www.mua.go.th/infodata/47/46grad24.xls
-----------------------------------
การพิสูจน์เรื่องอัตราส่วนประชากร
ไทยมีประชากรราว 60 กว่าล้านคน เคยอ่านพบว่าตัวเลขคงนิ่งอยู่แถวนี้ไปเป็นสิบปี แล้วอาจจะค่อย ๆ ลดลง
ผมตั้งประมาณการไว้ที่ 64 ล้านคน จะได้คำนวณง่ายหน่อย
ตั้ง Ho: P(ชาย) = P(หญิง) = 0.5
ใช้ binomial distribution ค่า SE ของ P จะได้
SE = square root (0.25/N) = 0.5/8000
ที่ระดับความเชื่อมั่น 99.73 % (+3SE)
3 SE = 0.0001875
จะได้ว่า P ที่เบี่ยงเบนไปจาก 0.4998 - 0.5002 ก็ต่างทางสถิติแล้ว สำหรับโครงสร้างประชากร
เรียนคุณวิบูลย์ครับ
ประมวลข้อมูลสถิติที่สำคัญของประเทศไทย พ.ศ.2549
ช่วงอายุ
ชาย
หญิง
หญิง-ชาย
หญิง/ชาย
0-4
2.0330
1.9186
-0.1144
0.944
5-9
2.3909
2.2640
-0.1269
0.947
10-14
2.4570
2.3336
-0.1234
0.950
15-19
2.3497
2.2536
-0.0961
0.959
20-24
2.5793
2.5241
-0.0552
0.979
25-29
2.6827
2.6678
-0.0148
0.994
30-34
2.7265
2.7843
0.0578
1.021
35-39
2.6723
2.7942
0.1219
1.046
40-44
2.4390
2.5671
0.1281
1.053
45-49
2.0427
2.1899
0.1471
1.072
50-54
1.5830
1.7262
0.1432
1.090
55-59
1.1459
1.2629
0.1170
1.102
60-64
0.8849
0.9946
0.1097
1.124
65-69
0.7395
0.8743
0.1348
1.182
70-74
0.5327
0.6688
0.1361
1.256
75-79
0.3222
0.4340
0.1118
1.347
80-84
0.1637
0.2381
0.0744
1.455
สัดส่วนนิสิตนักศึกษาชายและหญิงคาดว่าจะเหมือนกันแทบทุกสถาบันในบางสาขาวิชา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มี 13 คณะในระดับป.ตรี ดังนี้ คณะแพทย์ ทันตะ เภสัช พยาบาล การแพทย์แผนไทย วิทยาศาสตร์ วิศวะ ทรัพยากรธรรมชาติ อุตสาหกรรมเกษตร เศรษฐศาสตร์ นิติ วิทยาการจัดการ ศิลปศาสตร์ ภาพรวมนักศึกษาเป็นผู้หญิงมากกว่าชายเช่นกัน มีข้อสังเกตนะ
มีมุมมองบางประการที่มองไม่เหมือนคนอื่นผู้ชายมีทางเลือกในการศึกษามากกว่าหญิง เช่นเรียนป่าไม้ ทหาร ตำรวจ และผู้ชายเสียชีวิตมากกว่าหญิงในช่วงวัยรุ่นตอนต้นและตอนกลางตามนิสัยกล้า บ้าบิ่น ชอบลอง ยาเสพติดตามวิสัยชาย รถซิ่งเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้ผู้ชายหล่นหายไปก่อนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เช่นกัน
ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ
ละก็ขออนุญาต นำข้อมูลบางส่วนไปใช้ด้วยนะครับ
คือผมเป็นนิสิตชั้นปีที่สอง คณะจิตวิทยา จุฬาฯทำรายงานเรื่องนี้อยู่ด้วยพอดีครับ
ก้วยเวลาที่ค่อนข้างและจำกัด และเทอมนี้เรียนต่อนข้างหนักจึงทำรายงานที่มีเหตุผลสนับสนุนเรื่องในเรื่อง จำนวนเพศหญิงที่มากว่าเพศชายในสถาบันระดับอุดมศึกษา เพียงเท่านี้ ซึ่งข้อสรุปเกือบทั้งหมดนี้เป็นการหาวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเชิงสถิติทั้งสิ้นหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจไม่มาก็น้อยนะครับ
ที่จุฬาฯก็มีนิสิตหญิงมากกว่าชายในทุกระดับด้วยครั้บ ทั้ง ป.ตรี โท เอก ประกาศนียบัตรบัณฑิตและประกาศนียบัตรบัณฑิตขั้นสูง ครับ
สรุป
สมมติฐานที่กล่าวว่า “มีเพศหญิงศึกษาอยู่ในสถาบันระดับอุดมศึกษามากกว่าเพศชาย” นั้นมีข้อมูลและงานวิจัยขึ้นมาเพื่อสนับสนุนสมมติฐานนี้มากมาย และเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นก็ถูกนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุโดยใช้หลักฐานที่เป็นข้อมูลทางสถิติ เพื่อยกเป็นเหตุผลสนับสนุนสมมติฐานนี้เช่นกัน
จากข้อมูลอัตราการเกิดของประชากรนั้นพบว่าเพศชายมีอัตราการเกิดที่สูงกว่าเพศหญิงนั่นหมายึงว่าเป็นไปมากที่ จะมีประชากรวัยเรียนเพศชายสูงกว่าเพศหญิงในเวลาต่อมา และส่งผลให้ประชากรวัยเรียนเพศชายในสถาบันระดับอุดมศึกษามีจำวนมากกว่าประชากรวัยเรียนเพศหญิงแต่จากข้อมูลที่พบอยู๋ในปัจจุบันพบว่ามีนิสิตนักศึกษาหญิงจำนวนมากกว่านิสิตนักศึกษาชายเกือบทุกสถาบัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก อัตราการตายช่วง 0-14 ปี ของเพศชายมีสูงกว่าเพศหญิง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชากรวันเรียนเพศชาย (ในเวลาต่อมา) ลดลงเมื่อเทียบกับเพศหญิงต่อมาเมื่อ ประชากรวัยเรียนทั้งเพศชายและเพศหญิงศึกษาจบในช่วงชั้นที่ 2 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6) และช่วงชั้นที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3) พบว่าเพศชายมีอัตราการไม่เรียนต่อสูงกว่าเพศหญิงสูงถึง 21,700 คน ต่อมาประชากรวัยเรียนเพศชายที่เลือกเรียนต่อหลังจากจบช่วงชั้นที่ 3 นั้นนักเรียนชายเลือกที่จะเรียนต่อสายอาชีวะศึกษามากกว่าเพศหญิง โดยที่ต้องยอมรับว่าผู้ศึกษาในสายอาชีวะศึกษามีโอกาสที่จะเข้าสถาบันระดับอุดมศึกษาน้อยมากโดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ซึ่งนักเรียนชายเลือกที่จะเข้ารับการศึกษานอกระบบโรงเรียนรวมถึงศึกษาสายอาชีวะศึกษามากกว่านักเรียนหญิงถึง 42,100 คน ในช่วงวัยรุ่นตอนต้นนี้เองที่วัยรุ่นชายเพศชาย เป็นเพศที่ชอบใช้พละกำลังในการตัดสิน ชอบการผจญภัย มีการใช้เวลาว่างในการออกกำลังมากกว่าเพศหญิงจึงนำไปสู่ปัญหาทางด้านพฤติกรรม ซึ่งปัญหาทางความประพฤตินี้นำไปสู่จำนวนเยาวชนที่ถูกจับเข้าสถานพินิจ หรือถูกจับขัง พบว่าเยาวชนชายที่เข้าสถานพินิจลคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะมีมากกว่าเยาวชนหญิงคิดเป็น 7,386 คน เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้นิสิตนักศึกษาชายลดลง อีกสาเหตุหนึ่งคือมีประชากรวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาที่ติดโรคติดต่อร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาได้ เนื่องจากต้องเข้ารักษาตัวและไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเท่าที่ควร นอกจากนั้นวัยรุ่นตอนต้นชายยังมีอัตราการตายจากอุบัติเหตุ และความความรุนแรงสูงกว่าเพศหญิง (ไม่สามารถหาหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อการวิเคราะห์ออกมาได้ แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่สำคัญ) เหตุผลที่กล่าวมานั้นเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าประชากรวัยเรียนเพศชายนั้นไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้โดยมีปริมาณผู้ที่จะเหมาะสมแต่การถูกคัดเลือกเข้าศึกษาต่อลดลงเป็นลำดับตามช่วงอายุ ยิ่งไปกว่านั้นในผู้ที่จะเข้าแข่งขันในการคัดเลือกเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมทั้งชายและหญิง มีงานวิจัยที่เสนอว่าเพศหญิงมีความสนใจในการหาความรู้และการศึกษาเล่าเรียนมากกว่าเพศชาย โดยมีงานวิจัยเรื่องการอ่านหนังสือเป็นตัวอย่าง โดยธรรมชาติแล้ว เพศหญิงมีความอดทนทำงานซ้ำๆ หรืองานนั่งอยู่กับที่ ได้สูงกว่าผู้ชาย ทำใหเพศหญิงอ่านหนังสือได้ทนกว่าเพศชาย และพบว่าเพศหญิงมีการอ่านหนังสือประเภทต่างๆมากกว่าเพศชาย รวมไปถึงหนังสือประเภทตำราเรียนตามหลักสูตรซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้อนุมานได้ว่า การอ่านหนังสือที่มากกว่าย่อมทำให้มีโอกาสในการเข้าศึกษาต่อมากกว่า นิสัยการอ่านหนังสือไม่เพียงแต่เป็นการบอกถึงความสนใจในการหาความรู้เพิ่มเติมแต่ยังเป็นการบอกถึงความเป็นคนใฝ่รู้ในความเป็นไปต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นได้ว่านักเรียนเพศหญิงจะติดตามข่าวสารการศึกษาต่อมากกว่านักเรียนชาย ยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับนักเรียนหญิงมากขึ้นในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาด้านเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษานั้นเกือบจะทุกคณะจำเป็นต้องใช้คะแนนวิชาภาษาอังกฤษ และในหลายๆคณะที่มีการกำหนดเกณฑ์ในการให้น้ำหนักของวิชาภาษาที่สามด้วย ทักษะด้านนี้พบว่าเพศหญิงสามารถสื่อสารหรือใช้ภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาไทยได้ดีกว่าเพศชาย หมายความว่าในคณะหรือเกณฑ์การคัดเลือกนั้น นักเรียนหญิงยิ่มมีโอกาสที่จะถูกคัดเลือกมากกว่าเพศชาย ในขณะเดียวกันเพศชายส่วนใหญ่ก็มีความสามารถในทักษะไม่เท่าเพศหญิง
จากข้อสรุปข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อสนับสนุนสันนิษฐานนี้เท่านั้น ยังมีเหตุผลอีกมากมายที่จะสนับสนุนสันนิษฐานข้อนี้ และหวังว่างานวิจัยที่จะเกิดขึ้นต่อๆขึ้นมาจะช่วยพัฒนามาตรฐานการศึกษาไทยและปรับสมดุลระหว่างชายหญิงในช่วงชั้นการศึกษาต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตและการขับเคลื่อนไปในทางเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยต่อไป
**นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งนะครับ
****ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ
******ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ดวย
********และขอรับเป็นความผิดของผมผู้เดียว
ขอบคุนครับ
ขอบคุณน้อง Jojoe ที่เข้ามาลปรร.นะครับ