ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ
ละก็ขออนุญาต นำข้อมูลบางส่วนไปใช้ด้วยนะครับ
คือผมเป็นนิสิตชั้นปีที่สอง คณะจิตวิทยา จุฬาฯทำรายงานเรื่องนี้อยู่ด้วยพอดีครับ
ก้วยเวลาที่ค่อนข้างและจำกัด และเทอมนี้เรียนต่อนข้างหนักจึงทำรายงานที่มีเหตุผลสนับสนุนเรื่องในเรื่อง จำนวนเพศหญิงที่มากว่าเพศชายในสถาบันระดับอุดมศึกษา เพียงเท่านี้ ซึ่งข้อสรุปเกือบทั้งหมดนี้เป็นการหาวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเชิงสถิติทั้งสิ้นหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจไม่มาก็น้อยนะครับ
ที่จุฬาฯก็มีนิสิตหญิงมากกว่าชายในทุกระดับด้วยครั้บ ทั้ง ป.ตรี โท เอก ประกาศนียบัตรบัณฑิตและประกาศนียบัตรบัณฑิตขั้นสูง ครับ
สรุป
สมมติฐานที่กล่าวว่า “มีเพศหญิงศึกษาอยู่ในสถาบันระดับอุดมศึกษามากกว่าเพศชาย” นั้นมีข้อมูลและงานวิจัยขึ้นมาเพื่อสนับสนุนสมมติฐานนี้มากมาย และเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นก็ถูกนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุโดยใช้หลักฐานที่เป็นข้อมูลทางสถิติ เพื่อยกเป็นเหตุผลสนับสนุนสมมติฐานนี้เช่นกัน
จากข้อมูลอัตราการเกิดของประชากรนั้นพบว่าเพศชายมีอัตราการเกิดที่สูงกว่าเพศหญิงนั่นหมายึงว่าเป็นไปมากที่ จะมีประชากรวัยเรียนเพศชายสูงกว่าเพศหญิงในเวลาต่อมา และส่งผลให้ประชากรวัยเรียนเพศชายในสถาบันระดับอุดมศึกษามีจำวนมากกว่าประชากรวัยเรียนเพศหญิงแต่จากข้อมูลที่พบอยู๋ในปัจจุบันพบว่ามีนิสิตนักศึกษาหญิงจำนวนมากกว่านิสิตนักศึกษาชายเกือบทุกสถาบัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก อัตราการตายช่วง 0-14 ปี ของเพศชายมีสูงกว่าเพศหญิง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชากรวันเรียนเพศชาย (ในเวลาต่อมา) ลดลงเมื่อเทียบกับเพศหญิงต่อมาเมื่อ ประชากรวัยเรียนทั้งเพศชายและเพศหญิงศึกษาจบในช่วงชั้นที่ 2 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6) และช่วงชั้นที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3) พบว่าเพศชายมีอัตราการไม่เรียนต่อสูงกว่าเพศหญิงสูงถึง 21,700 คน ต่อมาประชากรวัยเรียนเพศชายที่เลือกเรียนต่อหลังจากจบช่วงชั้นที่ 3 นั้นนักเรียนชายเลือกที่จะเรียนต่อสายอาชีวะศึกษามากกว่าเพศหญิง โดยที่ต้องยอมรับว่าผู้ศึกษาในสายอาชีวะศึกษามีโอกาสที่จะเข้าสถาบันระดับอุดมศึกษาน้อยมากโดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ซึ่งนักเรียนชายเลือกที่จะเข้ารับการศึกษานอกระบบโรงเรียนรวมถึงศึกษาสายอาชีวะศึกษามากกว่านักเรียนหญิงถึง 42,100 คน ในช่วงวัยรุ่นตอนต้นนี้เองที่วัยรุ่นชายเพศชาย เป็นเพศที่ชอบใช้พละกำลังในการตัดสิน ชอบการผจญภัย มีการใช้เวลาว่างในการออกกำลังมากกว่าเพศหญิงจึงนำไปสู่ปัญหาทางด้านพฤติกรรม ซึ่งปัญหาทางความประพฤตินี้นำไปสู่จำนวนเยาวชนที่ถูกจับเข้าสถานพินิจ หรือถูกจับขัง พบว่าเยาวชนชายที่เข้าสถานพินิจลคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะมีมากกว่าเยาวชนหญิงคิดเป็น 7,386 คน เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้นิสิตนักศึกษาชายลดลง อีกสาเหตุหนึ่งคือมีประชากรวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาที่ติดโรคติดต่อร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาได้ เนื่องจากต้องเข้ารักษาตัวและไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเท่าที่ควร นอกจากนั้นวัยรุ่นตอนต้นชายยังมีอัตราการตายจากอุบัติเหตุ และความความรุนแรงสูงกว่าเพศหญิง (ไม่สามารถหาหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อการวิเคราะห์ออกมาได้ แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่สำคัญ) เหตุผลที่กล่าวมานั้นเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าประชากรวัยเรียนเพศชายนั้นไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้โดยมีปริมาณผู้ที่จะเหมาะสมแต่การถูกคัดเลือกเข้าศึกษาต่อลดลงเป็นลำดับตามช่วงอายุ ยิ่งไปกว่านั้นในผู้ที่จะเข้าแข่งขันในการคัดเลือกเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมทั้งชายและหญิง มีงานวิจัยที่เสนอว่าเพศหญิงมีความสนใจในการหาความรู้และการศึกษาเล่าเรียนมากกว่าเพศชาย โดยมีงานวิจัยเรื่องการอ่านหนังสือเป็นตัวอย่าง โดยธรรมชาติแล้ว เพศหญิงมีความอดทนทำงานซ้ำๆ หรืองานนั่งอยู่กับที่ ได้สูงกว่าผู้ชาย ทำใหเพศหญิงอ่านหนังสือได้ทนกว่าเพศชาย และพบว่าเพศหญิงมีการอ่านหนังสือประเภทต่างๆมากกว่าเพศชาย รวมไปถึงหนังสือประเภทตำราเรียนตามหลักสูตรซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้อนุมานได้ว่า การอ่านหนังสือที่มากกว่าย่อมทำให้มีโอกาสในการเข้าศึกษาต่อมากกว่า นิสัยการอ่านหนังสือไม่เพียงแต่เป็นการบอกถึงความสนใจในการหาความรู้เพิ่มเติมแต่ยังเป็นการบอกถึงความเป็นคนใฝ่รู้ในความเป็นไปต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นได้ว่านักเรียนเพศหญิงจะติดตามข่าวสารการศึกษาต่อมากกว่านักเรียนชาย ยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับนักเรียนหญิงมากขึ้นในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาด้านเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษานั้นเกือบจะทุกคณะจำเป็นต้องใช้คะแนนวิชาภาษาอังกฤษ และในหลายๆคณะที่มีการกำหนดเกณฑ์ในการให้น้ำหนักของวิชาภาษาที่สามด้วย ทักษะด้านนี้พบว่าเพศหญิงสามารถสื่อสารหรือใช้ภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาไทยได้ดีกว่าเพศชาย หมายความว่าในคณะหรือเกณฑ์การคัดเลือกนั้น นักเรียนหญิงยิ่มมีโอกาสที่จะถูกคัดเลือกมากกว่าเพศชาย ในขณะเดียวกันเพศชายส่วนใหญ่ก็มีความสามารถในทักษะไม่เท่าเพศหญิง
จากข้อสรุปข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อสนับสนุนสันนิษฐานนี้เท่านั้น ยังมีเหตุผลอีกมากมายที่จะสนับสนุนสันนิษฐานข้อนี้ และหวังว่างานวิจัยที่จะเกิดขึ้นต่อๆขึ้นมาจะช่วยพัฒนามาตรฐานการศึกษาไทยและปรับสมดุลระหว่างชายหญิงในช่วงชั้นการศึกษาต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตและการขับเคลื่อนไปในทางเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยต่อไป
**นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งนะครับ
****ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ
******ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ดวย
********และขอรับเป็นความผิดของผมผู้เดียว
ขอบคุนครับ