กฎหมายนานาสังวาส: การอยู่ร่วมกันบนความเหมือนที่แตกต่างของความเชื่อในพระพุทธศาสนา

ดร.ศักดิ์  ประสานดี

ระยะเวลาที่ยาวนานของความเชื่อถือตั้งแต่พระบรมศาสนาของทุกศาสนา ไม่ใช่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ  ย่อมทำให้เกิดความเห็นแตกต่างกันออกไป ตามการศึกษา การรับรู้ และประสบการณ์ บางครั้ง ก็อาจจะเป็นความเชื่อแบบเล็ก ๆ ไม่มีผลกระทบในวงกว้าง แต่บางครั้ง เป็นความเชื่อที่ได้รับผลกระทบต่อวงกว้าง กล่าวคือ มีสาวก หรือผู้เชื่อตาม ประพฤติปฏิบัติตามอย่างกว้างขวาง กระจายไปทั้งประเทศ หรือข้ามประเทศ ไปในระดับโลกเลยทีเดียว และกลายเป็นความเชื่อที่แข็งแกร่ง

ความธรรมดาของการมีนิกายใหม่ 

สำหรับพระพุทธศาสนา หากเราอ่านข้อมูลในประวัติศาสตร์ จะเห็นว่า ตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังไม่ปรินิพพาน ก็เริ่มมีร่องรอยขอความเห็นต่างแล้ว และปรากฎชัดขึ้นภายหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานเพียงไม่กี่เดือน พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) (2558) ได้อธิบายไว้ในหนังสือพระพุทธศาสนาในอาเซีย" ว่า การแตกแยกครั้งสำคัญเริ่มต้นประมาณ 100 ปีหลังพุทธปรินิพพาน เมื่อมีการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ที่เมืองเวสาลี โดยมีสาเหตุจากความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องพระวินัย 10 ประการ หรือที่เรียกว่า "วัตถุ 10 ประการ" 

ศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี มหณรงค์ชัย (2563) ได้อธิบายถึงการแตกแขนงครั้งสำคัญเป็น 2 นิกายใหญ่: คือ นิกายเถรวาท (คือเชื่อและยอมรับคำสอนตามที่พระมหาเถระได้สรุปไว้) ซึ่งยึดถือพระธรรมวินัยดั้งเดิม เน้นการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นส่วนบุคคล และไปแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกนิกาย คือ นิกายมหายาน (ยานใหญ่) ที่เน้นการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ มีการพัฒนาหลักธรรมคำสอนเพิ่มเติม และไปแพร่หลายในเอเชียตะวันออก คือ ธิเบต จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น 

การแตกแขนงเป็นลัทธิหรือเป็นความเห็นย่อย รองศาสตราจารย์ ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ (2562) ได้อธิบายว่า  จากนิกายเถรวาท ก็มาแตกแขนงเป็นนิกายมหิศาสกะ  นิกายธรรมคุปตะ  และนิกายสรวาสติวาท  จากนิกายมหายาน ก็แตกย่อยเป็นนิกายมาธยมิก  นิกายโยคาจาร  นิกายวัชรยาน

ด้านคริสต์ศาสนา ก็มีการแตกแขนงจากเดิม มาเป็นนิกายย่อย รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพงษ์ โสธนะเสถียร (2562) ได้อธิบายการแยกตัวของคริสต์ศาสนาว่า เป็นนิกายโรมันคาทอลิก  นิกายออร์โธดอกซ์  และ นิกายโปรเตสแตนต์ และก็มีแยกย่อยอีกมากหลายในยุคหลัง

ศาสนาอิสลาม ศาสตราจารย์ ดร.จรัญ มะลูลีม (2563) ได้กล่าวถึงการแบ่งแตกแขนงในศาสนาอิสลามว่า มีชื่อนิกายนิกายสุหนี่  นิกายชีอะห์ นิกายซูฟี 

สาเหตุของความแตกแขนงของแต่ละศาสนา  

สาเหตุของการแตกแขนงเป็นนิกายย่อยนั้น (ผู้เขียนไม่ประสงค์จะใช้คำว่าแตกแยก) พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ (2561) ได้วิเคราะห์สาเหตุว่า เป็นการตีความหลักธรรมที่แตกต่างกัน อิทธิพลของวัฒนธรรมท้องถิ่น   การเน้นแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกัน มาจากการเมืองและการอุปถัมภ์จากผู้ปกครอง รวมถึงภูมิศาสตร์และการติดต่อสื่อสารกับความเชื่ออื่นๆ จนพัฒนาการมาเป็นความเชื่อใหม่ 

ศาสตราจารย์ ดร.สมภาร พรมทา (2561) อธิบายว่า การแตกแขนงของศาสนาเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกศาสนา เนื่องจากการตีความคำสอนที่แตกต่างกัน  บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลง  การปรับตัวเข้ากับยุคสมัย  ซึ่งเราจะสังเกตว่า ในประเทศไทยของเราวันนี้ มีสำนักใหม่ๆ เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็มาจากความพยายามปรับคำสอนให้เข้ากับสถานการณ์สังคมใหม่ ซึ่งเมื่อพยายามปรับ ก็ต้องไปกระทบความเชื่อเดิม หรือคนที่ยึดมั่นในคำสอนแบบเดิม ๆ

 

ผลกระทบของการแตกแขนงเป็นนิกายใหม่ 

ศาสตราจารย์ ดร.สมภาร พรมทา (2564) ได้วิเคราะห์ผลกระทบของการแตกนิกายไว้ว่า มีผลทั้งผลดี และผลเสีย ผลดี เช่น  เกิดการพัฒนาคำสอนที่หลากหลาย เป็นการตอบสนองความต้องการของผู้คนได้กว้างขวาง เกิดการศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้ง

สำหรับผลเสีย เช่น เกิดความขัดแย้งระหว่างนิกาย มีการโจมตีกันเอง หรือบางครั้งก็เกิดการสู้รบกันเอง เกิดความสับสนในหมู่พุทธศาสนิกชน และการแยกตัวของชุมชนของความเชื่อ 

แต่การที่องค์กรผู้บริหารสูงสุดของศาสนานั้น ๆ มีความพยายามโดยใช้อำนาจบังคับไม่ให้มีการแตกแขนงเป็นนิกายใหม่ พยายามให้ศาสนิกทุกคนอยู่ในอำนาจของตัวเองเท่านั้น ไม่เคยเกิดผลดีต่อศาสนานั้นๆ และก็ไม่สามารถจะบังคับให้เป็นเช่นนั้น ว่ากันที่จริงในคำสอนของพระพุทธศาสนา ได้สอนเรื่องความเป็นอนิจจัง เรื่องทุกขัง และอนัตตา คือ ความไม่เที่ยงแท้ (อนิจจัง) ทุกสรรพสิ่งในโลก เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับสูญสลายไป ทุกขัง คือ ความไม่ทนอยู่คงที่ มีทุกข์อยู่ทุกขณะ เป็นธรรมดาของชีวิตมนุษย์และสัตว์ที่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และต้องพบพากับทุกข์ทั้งกายและใจ อนัตตา คือ ทุกสิ่งมิได้เป็นตัวเป็นตนว่างเปล่า แต่ก็ดูเหมือนชาวพุทธจำนวนหนึ่ง หรือผู้ปกครองคณะสงฆ์จำนวนหนึ่ง พยายามจะให้ยึดมั่นในสิ่งที่ตนเองเชื่อถือ หรืออยู่ในอำนาจ จนถูกคนบางกลุ่มเสนอว่า แท้ที่จริงก็คือ ความประสงค์จะมีอำนาจที่ครอบคลุมทุกอย่าง มากกว่าจะเห็นแก่พระศาสนาด้วยซ้ำ 

 

ความหมายของนานาสังวาส

นานาสังวาส (นานา + สังวาส) เป็นคำที่มาจากภาษาบาลี  มีรากศัพท์มาจาก นา ธาตุ ที่แปลว่า ต่าง แตกต่าง หลากหลาย ในพจนานุกรมบาลี-ไทยได้ให้ความหมายไว้หลายนัย:

- ต่างๆ เช่น นานาชาติ (ต่างเชื้อชาติ)

- หลากหลาย เช่น นานาสัตว์ (สัตว์หลากหลายชนิด)

- แตกต่าง เช่น นานาทิฏฐิ (ความเห็นที่แตกต่าง)

- ไม่เหมือนกัน เช่น นานารูป (รูปที่ไม่เหมือนกัน)

คำว่า "นานา" ยังปรากฏในคำประสมอื่นๆ ในภาษาบาลีที่สื่อถึงความหลากหลาย เช่น: 

- นานัตตะ (ความต่าง, ความแตกต่าง)

- นานาประการ (หลายประการ)

- นานาวิธ (หลายวิธี)

"สังวาส" (สัง-วาส) มาจากคำว่า "สํ" แปลว่า ร่วม, ด้วยกัน และ "วส" ธาตุ ที่แปลว่า อยู่, อาศัย เมื่อรวมกันจึงมีความหมายว่า: การอยู่ร่วมกัน  การอาศัยอยู่ด้วยกัน  การมีชีวิตร่วมกัน  การประพฤติร่วมกัน  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ

คำว่า นานาสังวาส  เมื่อรวมกันจึงมีความหมายอย่างละเอียดว่า: 

1. การอยู่ร่วมกันของผู้ที่มีความแตกต่างหลากหลาย

2. การอาศัยร่วมกันของผู้ที่มีความเห็น ความเชื่อ หรือการปฏิบัติที่แตกต่างกัน

3. การมีชีวิตร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางความคิดและวิถีปฏิบัติ

4. การประพฤติปฏิบัติร่วมกันแม้จะมีพื้นฐานที่แตกต่าง

5. การยอมรับและอยู่ร่วมกันได้แม้จะมีความแตกต่างในด้านต่างๆ

ในทางพระพุทธศาสนา นานาสังวาส มีความหมายที่ลึกซึ้งและเป็นหลักธรรมสำคัญที่แสดงถึงการยอมรับความแตกต่างในหมู่สงฆ์และพุทธบริษัท โดยแบ่งความหมายได้เป็นสองระดับ:

ความหมายในระดับพระวินัย  ในพระวินัยปิฎก นานาสังวาสหมายถึงสถานะของภิกษุที่แยกจากหมู่สงฆ์ในการทำสังฆกรรม อันเนื่องมาจากความเห็นที่แตกต่างในเรื่องพระธรรมวินัย โดยพระพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ว่า ภิกษุที่มีความเห็นแตกต่างกันในหลักการสำคัญ อาจแยกทำสังฆกรรมต่างหากได้ โดยไม่ถือว่าผิดพระวินัย (พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1,  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (2541). วินัยมุข เล่ม 1. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย)

ความหมายในระดับหลักธรรม  ในแง่หลักธรรม นานาสังวาสแสดงถึงหลักการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง ซึ่งเป็นการยอมรับว่าความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมมนุษย์ และสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ แม้จะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันในบางประเด็น

พระวินัยปิฎกได้กล่าวถึงนานาสังวาสในหลายส่วน โดยเฉพาะในมหาวรรค และจุลวรรค ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเกิดนานาสังวาส เช่น: กรณีพระภิกษุชาวเมืองโกสัมพีที่แตกแยกกันเพราะความเห็นต่างในเรื่องพระวินัย  การแยกทำอุโบสถของภิกษุต่างนิกาย   การกำหนดสีมาเพื่อแยกทำสังฆกรรม

พระสุตตันตปิฎก กล่าวถึงหลักการของนานาสังวาสในแง่ของการอยู่ร่วมกันในสังคม เช่น: อรณวิภังคสูตร ที่กล่าวถึงการไม่พึงติเตียนลัทธิของผู้อื่น  สาราณียธรรม 6 ที่กล่าวถึงหลักธรรมที่ทำให้ระลึกถึงกัน  สาชีวสูตร ที่กล่าวถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว

หลักการสำคัญของนานาสังวาส

1. การยอมรับความแตกต่างทางความคิด นานาสังวาสเป็นหลักธรรมที่แสดงถึงความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความแตกต่างกัน ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (2556) ได้อธิบายไว้ในหนังสือ "พุทธธรรม" ว่า มนุษย์ย่อมมีความแตกต่างกันด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ เช่น พื้นฐานการศึกษา ประสบการณ์ชีวิต และสภาพแวดล้อมทางสังคม

การยอมรับความแตกต่างทางความคิดนี้ สะท้อนผ่านหลักกาลามสูตร ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อสิ่งใดโดยปราศจากการพิจารณา แม้แต่คำสอนของพระองค์เอง (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2546) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปิดพื้นที่ให้กับความคิดที่แตกต่าง

2. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (2554) ได้อธิบายในงานวิจัยเรื่อง "พุทธสันติวิธี: การบูรณาการหลักการและเครื่องมือจัดการความขัดแย้ง" ว่า การอยู่ร่วมกันอย่างสันติตามหลักนานาสังวาสประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ คือ  เมตตากายกรรม การแสดงออกทางกายด้วยความเมตตา  เมตตาวจีกรรม การใช้วาจาที่ประกอบด้วยเมตตา   เมตตามโนกรรม การคิดด้วยความปรารถนาดี

3. การเคารพในความเชื่อของผู้อื่น  พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) (2533) ได้เน้นย้ำว่า การเคารพในความเชื่อของผู้อื่นเป็นลักษณะเด่นของพระพุทธศาสนา โดยยกตัวอย่างจากพระพุทธพจน์ในกาลามสูตรที่ทรงสอนให้: ไม่เชื่อเพราะฟังตามกันมา  ไม่เชื่อเพราะถือสืบๆ กันมา  ไม่เชื่อเพราะเป็นความเห็นส่วนตัว

พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) (2549) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การเคารพความเชื่อของผู้อื่นไม่ได้หมายถึงการยอมรับว่าทุกความเชื่อถูกต้องเท่าเทียมกัน แต่หมายถึงการให้เกียรติในสิทธิที่จะเชื่อต่างกัน

4. การไม่บังคับในความเชื่อ  พระพุทธศาสนาไม่ใช้การบังคับให้ผู้อื่นเชื่อหรือปฏิบัติตาม แต่ใช้หลักกาลามสูตรที่ให้พิจารณาด้วยปัญญาของตนเอง

5. การรักษาความสามัคคี  แม้จะมีความแตกต่าง แต่ยังคงต้องรักษาความสามัคคีในระดับที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

เราจะพบว่า หากใครคิดเป็นอื่น เสนอความคิดใหม่ ตีความคำสอนใหม่ แล้วก็ถูกกลุ่มคิดแบบเดิมๆ รุมทำร้ายโดยวาจา ผ่านสื่อต่างๆ ย่อมจะขาดการยอมรับทางความคิด ย่อมขาดวีการที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ ย่อมขาดการเคารพคนอื่น และแน่นอน คนกลุ่มนี้ ก็ย่อมจะไม่ได้ยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยเช่นกัน

การประยุกต์ใช้หลักนานาสังวาสในสังคมปัจจุบัน

1. การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม  ศาสตราจารย์ ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ (2563) ได้ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักนานาสังวาสในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าหลักธรรมนี้สามารถนำมาใช้ในการสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางดังนี้:  การสร้างความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม  การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม  การส่งเสริมการศึกษาข้ามวัฒนธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.อิมรอน มะลูลีม (2562) ได้เสนอว่า การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ: การยอมรับความแตกต่างทางศาสนา  การเคารพในวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน  การมีพื้นที่ทางสังคมร่วมกัน

2. การแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (2557) ได้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักนานาสังวาสในการแก้ไขความขัดแย้ง ประกอบด้วย:   การเจรจาด้วยสันติวิธี (Peaceful Negotiation)  การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (Mediation)  และ การสานเสวนา (Dialogue)

3. กระบวนการสันติวิธี  ศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2561) ได้เสนอกระบวนการสันติวิธีตามแนวพุทธที่สอดคล้องกับหลักนานาสังวาส:  การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)  การเข้าใจมุมมองของผู้อื่น (Perspective Taking) และการหาทางออกร่วมกัน (Collaborative Solution)

ความหลากหลายในการสอนพระพุทธศาสนาในสังคมไทยปัจจุบัน

ในสังคมไทยปัจจุบัน เราพบความหลากหลายในการสอนพระพุทธศาสนา เช่น สำนักสอนวิปัสสนากรรมฐานที่มีแนวทางแตกต่างกัน  การตีความพระธรรมวินัยที่มีมุมมองต่างกัน  รูปแบบการเผยแผ่ธรรมะที่หลากหลาย ถ้าเราจะยกตัวอย่าง ต้องย้อนพูดถึงสำนักธรรมกาย สำนักสันติอโศก ถ้าพูดถึงสำนักกรรมฐาน ก็มีแนวทางพองยุบ ของวัดมหาธาตุ กรุงเทพ,, แนวทางการาบริกรรมพุทโธ ในสายพระวัดป่าสายธรรมยุติ ซึ่งพัฒนามาเป็นสถาบันพลังจิตตานุภาพในปัจจุบัน สำนักสติแบบเคลื่อนไหว ของสายหลวงพ่อเทียน วัดป่าสุคโต จ.ชัยภูมิ, สำนักสติปัฏฐาน สำนักเพ่งกสิณ หรือแม้แต่สายหลวงพ่อชา รวมถึงสำนักอภิธรรมที่มีหลายสำนัก หลายแบบ นอกจากสันติอโศก และสำนักธรรมกายแล้ว สำนักอื่นๆ ไม่ค่อยถูกรุมนัก เพราะยังประนีประนอมในระบบ และไม่วิพากษ์ระบบเดิม แต่สำหรับยุคใหม่ล่าสุด อย่างสายพุทธวจะ ของ พระอาจารย์คึกฤทธิ์ วัดหนองป่าพง และล่าสุดนี้ ฆราวาสที่โด่งดัง และกลายเป็นเจ้าสำนักใหม่ อย่าง อาจารย์เบีย คนตื่นธรรม ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และมีแฟนคลับติดตามล้นหลาม เพราะการไปวิพากษ์ระบบเดิม หรือพวกกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่ได้ประโยชน์จากสถานะ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และการประพฤติปฏิบัติแบบอนุรักษ์ นั่นเอง  หากประนีประนอมแบบกลุ่มเดิมที่เสนอความคิดใหม่ แต่ไม่วิพากษิอะไร ก็จะไม่มีผลกระทบมากขนาดนี้ 

ตัวอย่างการอธิบายที่ไม่วิพากษ์แบบเดิม เช่น พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (2560) เสนอว่า ความหลากหลายนี้เป็นข้อดีที่ทำให้พุทธศาสนิกชนสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะกับอุปนิสัยและการดำเนินชีวิตของตน ตราบใดที่ยังอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัย

พระไพศาล วิสาโล (2562) ชี้ให้เห็นว่า การยอมรับความแตกต่างในการสอนธรรมะไม่ได้หมายถึงการยอมรับทุกการตีความ แต่ต้องพิจารณาว่า: ไม่ขัดกับหลักพระธรรมวินัย  นำไปสู่การลดละกิเลส   เกื้อกูลต่อการพัฒนาจิตใจ

นานาสังวาสของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ต้องออกกฎหมายรับรอง  

การอยู่ร่วมกันแบบนานาสังวาสในบริบทนี้จึงหมายถึง การเคารพในวิธีการสอนที่แตกต่าง  การเปิดใจเรียนรู้จากกันและกัน  การไม่ดูถูกหรือโจมตีแนวทางที่ต่างจากตน

นานาสังวาส คือการที่จะต้องตระหนักต้องให้ทุกความเชื่อมีที่ยืนของตนเอง เขาต้องพิสูจน์ตัวเองต่อสาวก ศิษยานุศิษย์ของพวกเรา เพียงแต่ต้องเคารพกฎหมายของการบ้าน สร้างอัตลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจน เคารพความคิดอื่น ไม่ก้าวก่าย

องค์กรคณะสงฆ์ต้องตระหนักว่า โลกยุคใหม่ ไม่สามารถจะครอบงำความคิดของผู้คนได้ ไม่ทราบบังคับ ข่มเหง รังแกได้ รัฐธรรมนูญเองก็ยอมรับให้มีความเชื่อที่แตกต่างได้ ตราบใดที่ไม่ทำผิดกฎหมายอาญาของประเทศ 

ทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้อยู่ร่วมกันอย่างนานสังวาสได้ ก็คือ การให้มีกฎหมายนานาสังวาสทางศาสนา คือให้มีกฎหมายแยกตัวไปจัดตั้งแขนงนิกายใหม่ ให้มีระบบ ระเบียบการปฏิบัติ มีอัตลักษณ์วิธีการ มีคำสอนของตนเอง สามารถเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ได้เอง โดยที่ไม่กล่าวร้ายผู้อื่น การโจมตีคนอื่น ซึ่งจะกลายเป็นความผิดทางอาญา

ด้วยการมีกฎหมายนานาสังวาส เราจึงจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข สามารถประพฤติปฏิบัติตามความเชื่อมั่น ศรัทธา โดยไม่ต้องไปเป็นศัตรูกับใคร และไม่ควรมีอำนาจอื่นใด ไปทำลายล้างความเชื่อถือศรัทธาของพวกเขาด้วย 

 

ดร.ศักดิ์  ประสานดี 


บรรณานุกรม

เก็ตถวา บุญปราการ. (2564). การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม: กรณีศึกษาจังหวัดสตูล. วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 17(1), 1-22.

จรัญ มะลูลีม. (2563). ประวัติศาสตร์และพัฒนาการของศาสนาอิสลาม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2561). สันติวิธีกับการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.

โคทม อารียา. (2563). การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล. (2564). การสร้างความเข้าใจในสังคมประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.

พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2533). พุทธธรรมกับสังคมไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง.

พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช). (2548). พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์. กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง.

พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ). (2549). ธรรมะกับสังคม. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.

พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2560). พุทธปรัชญากับสังคมร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2558). พระพุทธศาสนาในอาเซีย. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2556). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2562). พุทธธรรมกับการพัฒนาสังคม. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระไพศาล วิสาโล. (2562). พุทธศาสนาไทยในอนาคต. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง.

พระไพศาล วิสาโล. (2564). สันติวิธีกับการสร้างความเข้าใจในสังคม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง.

พระมหาไพโรจน์ ญาณกุสโล. (2546). พจนานุกรมศัพท์และแปลบาลี-ไทย. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี. (2560). พุทธศาสนาในสังคมร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สุขภาพใจ.

พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ. (2561). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส. (2557). พุทธสันติวิธี: การบูรณาการหลักการและเครื่องมือจัดการความขัดแย้ง. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พุทธทาส ภิกขุ. (2552). ธรรมะกับสังคม. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมศัพท์วรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.

วัชระ งามจิตรเจริญ. (2562). พุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วิทย์ วิศทเวทย์. (2560). ปรัชญาศาสนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (2541). วินัยมุข เล่ม 1-3. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย.

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2561). การศึกษาเพื่อสันติภาพ. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

สมภาร พรมทา. (2564). พุทธปรัชญา: มหายาน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุมาลี มหณรงค์ชัย. (2563). พุทธศาสนามหายานในอินเดีย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สุรพงษ์ โสธนะเสถียร. (2562). ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สุวิไล เปรมศรีรัตน์. (2563). การประยุกต์ใช้หลักนานาสังวาสในสังคมพหุวัฒนธรรม. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์, 8(3), 789-806.

อิมรอน มะลูลีม. (2562). การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม: มุมมองทางศาสนา. วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 45(2), 1-18.

 

---------------------------------------------------------------