“สร้างความสัมพันธ์เชิงลึกด้วย IDGs: เปลี่ยนเครือข่ายให้เป็นโอกาสในอนาคต”

บทความโดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์

บทนำ

ในยุคที่การเชื่อมโยงและเครือข่ายมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกและยั่งยืนจึงกลายเป็นทักษะที่จำเป็นมากขึ้น แต่การสร้างเครือข่ายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การรู้จักคนจำนวนมากหรือการเพิ่มรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ หากแต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ซึ่งนำไปสู่โอกาสและการเติบโตในระยะยาว

กรอบแนวคิด Inner Development Goals (IDGs) ช่วยให้เราเข้าใจวิธีพัฒนาตนเองและสร้างเครือข่ายที่มีคุณค่า โดยการเน้นการพัฒนาทักษะใน 5 มิติ ได้แก่ Being (การเข้าใจตนเอง), Thinking (การคิดเชิงระบบ), Relating (การสร้างความสัมพันธ์), Collaborating (การทำงานร่วมกัน) และ Acting (การลงมือทำอย่างมีเป้าหมาย)

บทความนี้จะพาคุณสำรวจวิธีใช้ IDGs เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์เชิงลึก เปลี่ยนเครือข่ายที่ดูธรรมดาให้กลายเป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อนคุณสู่อนาคตที่คุณปรารถนา.

การช่วยให้คนในองค์กรสร้างเครือข่าย (network) ที่มีผลต่ออนาคตของตนเองนั้นต้องอาศัยการพัฒนาทักษะและมุมมองที่สอดคล้องกับเป้าหมายของพวกเขาและองค์กรโดยรวม ซึ่งสามารถวางแผนและดำเนินการโดยใช้กรอบ Inner Development Goals (IDGs) ได้ดังนี้:

1. Being: การพัฒนาตนเอง

• ส่งเสริมให้บุคลากรมีความตระหนักรู้ในตัวเอง (self-awareness) และมองเห็นคุณค่าของการมีเครือข่ายที่หลากหลาย
• จัดกิจกรรมหรือการอบรมที่เน้นการพัฒนาความมั่นใจและทักษะในการสื่อสาร เช่น การเรียนรู้วิธีการสร้างบทสนทนาเชิงลึกหรือการแสดงตัวตนในทางที่สร้างแรงบันดาลใจ
• กระตุ้นให้ทุกคนตั้งคำถามว่า “ฉันอยากเป็นที่จดจำอย่างไรในเครือข่ายของฉัน?” เพื่อช่วยให้พวกเขาเห็นเป้าหมายระยะยาวของเครือข่ายที่สร้าง

2. Thinking: การคิดเชิงวิพากษ์

• ช่วยให้บุคลากรเรียนรู้วิธีประเมินว่าเครือข่ายแบบใดจะมีคุณค่าในอนาคต เช่น การมองหาโอกาสที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลง
• สร้างพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนความคิด เช่น การจัด knowledge sharing sessions เพื่อกระตุ้นให้คนในองค์กรเข้าใจมุมมองและโอกาสใหม่ ๆ จากผู้อื่น
• สอนวิธีคิดเชิงระบบ (systems thinking) เพื่อให้พนักงานมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายและผลลัพธ์ในระยะยาว

3. Relating: การสร้างความสัมพันธ์

• ส่งเสริมวัฒนธรรมของความเห็นอกเห็นใจ (empathy) และการฟังอย่างลึกซึ้ง (active listening) เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า
• กระตุ้นให้พนักงานเชื่อมโยงกับบุคคลที่มีหลากหลายมุมมอง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิด เช่น การเชิญชวนให้เข้าร่วมเครือข่ายวิชาชีพหรืออาสาสมัคร
• สร้างกิจกรรมทีมที่เชื่อมโยงคนต่างฝ่ายให้มีโอกาสรู้จักกัน เช่น speed networking ภายในองค์กร หรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างแผนก

4. Collaborating: การร่วมมือ

• จัดให้มี mentorship programs หรือ peer learning groups ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
• กระตุ้นให้ทำงานข้ามทีม (cross-functional collaboration) เพื่อพัฒนาเครือข่ายและมุมมองใหม่
• สร้างโปรเจกต์ที่ต้องทำงานร่วมกับเครือข่ายภายนอก เช่น การทำงานกับพันธมิตรองค์กรหรือสถาบันการศึกษา

5. Acting: การลงมือทำ

• สร้างกิจกรรมที่ชัดเจน เช่น การกำหนดเป้าหมายการเข้าร่วมงานประชุมอุตสาหกรรม หรืองานสัมมนา และสนับสนุนให้รายงานผลของการเชื่อมโยง
• ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น LinkedIn, Slack หรือเครื่องมือภายในองค์กร เพื่อช่วยให้พนักงานเข้าถึงเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
• กระตุ้นให้มีการวางแผนเครือข่าย เช่น การตั้งเป้าหมายว่าปีนี้จะสร้างเครือข่ายกับใคร หรือทำให้มีคนในวงการรู้จักเพิ่มขึ้นกี่คน

สรุป:
การสร้างเครือข่ายที่ส่งผลต่ออนาคตตัวเอง ต้องเริ่มจากการพัฒนาตัวเอง (Being), การคิดอย่างเป็นระบบ (Thinking), การสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย (Relating), การร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ (Collaborating) และการลงมือทำอย่างมีเป้าหมาย (Acting) องค์กรควรสนับสนุนในทุกมิติ และให้เครื่องมือหรือโอกาสในการพัฒนาตรงนี้อย่างต่อเนื่อง.