ว่าด้วย คบคนชั่วไม่ได้ความสุขยั่งยืน

มโนชชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๒. มโนชชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๙๗)

ว่าด้วยราชสีห์มโนชะ

             (สุนัขจิ้งจอกปรารภกับตนเองว่า)

             [๘] เพราะคันธนูโก่งและสายธนูส่งเสียงดัง พญาเนื้อมโนชะสหายของเราจึงถูกฆ่า

             [๙] ทางที่ดี เราจะหนีเข้าป่าไปตามสบายเสียแต่เดี๋ยวนี้แหละ ผู้ที่ตายแล้วเช่นนี้เป็นเพื่อนกันไม่ได้ เราเมื่อยังมีชีวิตอยู่ต้องได้เพื่อนใหม่

             (พ่อราชสีห์มโนชะกล่าวว่า)

             [๑๐] ผู้ที่คบคนชั่ว ย่อมไม่ได้รับความสุขอย่างแท้จริง ดูเถิด เจ้ามโนชะนอนตายเพราะคำสั่งสอนของสุนัขจิ้งจอกคิริยะ

             (แม่ราชสีห์มโนชะกล่าวว่า)

             [๑๑] แม่ไม่ยินดีเลย ลูกคบคนชั่ว จงดูเถิดเจ้ามโนชะนอนตายจมกองเลือดของตนเอง

             (น้องสาวราชสีห์มโนชะกล่าวว่า)

             [๑๒] บุคคลผู้ไม่กระทำตามถ้อยคำของผู้เกื้อกูลแนะประโยชน์ ต้องเป็นเช่นนี้ และประสบแต่ความเลว

             (เมียราชสีห์มโนชะกล่าวว่า)

             [๑๓] ผู้ที่เป็นคนชั้นสูงแต่มาคบคนชั้นต่ำ ย่อมเป็นคนเลวกว่าคนชั้นต่ำนั้นเสียอีก จงดูเถิด พญาเนื้อชั้นสูงมาคบสุนัขจิ้งจอกชั้นต่ำ ถูกกำลังลูกศรกำจัดแล้วด้วยประการฉะนี้

             (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

             [๑๔] คนคบคนเลวก็เลวตาม คนคบคนเสมอกันย่อมไม่เสื่อมในกาลไหนๆ การคบคนที่ดีกว่าย่อมเจริญเร็วพลัน เพราะเหตุนั้น จงคบคนที่ดีกว่าตนเถิด

มโนชชาดกที่ ๒ จบ

--------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

มโนชชาดก

ว่าด้วย คบคนชั่วไม่ได้ความสุขยั่งยืน

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุผู้คบหาสมาคมฝ่ายที่ผิดแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               ความพิสดารว่า ใน มหิฬามุขชาดก ในหนหลัง.
               แต่ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในปางบรรพ์ ภิกษุนั้นก็เป็นผู้ซ่องเสพฝ่ายที่ผิดเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นสิงโตตัวผู้ อยู่กับสิงโตตัวเมีย ได้ลูก ๒ ตัว คือลูกตัวผู้ ๑ ตัว ตัวเมีย ๑ ตัว. ลูกตัวผู้ได้มีชื่อว่ามโนชะ มันเติบโตแล้ว รับเอาลูกสิงโตตัวหนึ่งมาเป็นเมีย. ดังนั้น สิงโตเหล่านั้นจึงมีรวมกัน ๕ ตัว. สิงโตมโนชะได้ฆ่ากระบือเป็นต้นในป่า นำเนื้อมาเลี้ยงพ่อแม่น้องสาวและเมีย.
               อยู่มาวันหนึ่ง มันเห็นสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งชื่อคิริยะ ที่ถิ่นหากินเหยื่อ หนีไม่ทัน ได้นอนหมอบลง จึงถามว่า สหายเอ๋ยอะไรกัน เมื่อสุนัขจิ้งจอกบอกว่า ข้าแต่นาย ฉันประสงค์จะปรนนิบัตินาย จึงรับมันไว้แล้วนำมายังถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของตน.
               พระโพธิสัตว์เห็นพฤติการณ์นั้นแล้ว แม้ห้ามอยู่ว่า ลูกมโนชะเอ๋ย ธรรมดาสุนัขจิ้งจอกทั้งหลายทุศีล มีบาปธรรม ประกอบสิ่งที่ไม่ใช่กิจ เจ้าอย่าเอาสุนัขจิ้งจอกนั้นไว้ในสำนักของตน ดังนี้ ก็ไม่อาจจะห้ามได้.
               อยู่มาวันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกอยากจะกินเนื้อม้า จึงพูดกะมโนชะว่า ข้าแต่นาย ขึ้นชื่อว่าเนื้ออย่างอื่นเว้นไว้แต่เนื้อม้า ที่พวกเราไม่เคยกินไม่มี พวกเราจักตะครุบม้ากันเถอะ. มโนชะถามว่า ม้ามีที่ไหนนะ? สุนัขจิ้งจอกตอบว่า ที่ฝั่งแม่น้ำเมืองพาราณสี. มโนชะรับคำสุนัขจิ้งจอกแล้วไปกับมัน ในเวลาที่ม้าทั้งหลายพากันอาบน้ำในแม่น้ำ ตะครุบม้าได้ตัวหนึ่ง ยกขึ้นหลังมาถึงประตูถ้ำของตนทีเดียว ด้วยกำลังสิงโต.
               ลำดับนั้น พ่อของเขากัดกินเนื้อม้าแล้วจึงพูดว่า ธรรมดาม้าเป็นสัตว์สำหรับใช้สอยของหลวง และพระราชาทั้งหลายก็ทรงมีมายามากมาย ตรัสสั่งให้พวกนายขมังธนูผู้ฉลาด คือแม่นธนูยิง ขึ้นชื่อว่าสิงโตที่กินเนื้อม้า ที่จะอายุยืนไม่มี ต่อแต่นี้ไปเจ้าอย่าตะครุบม้ามากิน. มโนชะไม่ทำตามคำพ่อยังตะครุบอยู่นั่นแหละ.
               พระราชาทรงสดับว่า สิงโตตะครุบม้ากิน จึงทรงให้สร้างสระโบกขรณี สำหรับม้าไว้ภายในพระนครนั่นเอง. แม้จากสระโบกขรณีนั้น สิงโตก็ยังมาตะครุบเอาเหมือนกัน. พระราชาจึงทรงให้สร้างโรงม้า แล้วให้หญ้าและน้ำแก่ม้าในภายในโรงนั้นเอง. สิงโตก็ไปทางด้านบนกำแพง ตะครุบเอาจากภายในโรงนั่นแหละ. พระราชาตรัสสั่งนายขมังธนูยิงเร็วคือยิงไม่ขาดระยะ คนหนึ่งมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าจักอาจยิงสิงโตได้ไหม? เขาทูลว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า แล้วได้ให้คนสร้างป้อมไว้ชิดกำแพงใกล้ทางสิงโตมาแล้วได้ยืนบนนั้น.
               สิงโตมาแล้วให้สุนัขจิ้งจอกยืนอยู่นอกป่าช้าแล้ววิ่งเข้าพระนครเพื่อจะตะครุบม้า. ฝ่ายนายขมังธนู เวลาสิงโตมา คิดว่า สิงโตมีความรวดเร็วมาก จึงยังไม่ยิงแต่ เวลามันตะครุบม้าแล้วเดินไป จึงยิงสิงโตที่ลดความเร็วลงแล้ว เพราะแบกหนัก ด้วยลูกศรที่แหลมคมที่ด้านหลัง ลูกศรทะลุออกทางด้านหน้าแล้ว วิ่งไปในอากาศ. สิงโตร้องว่าข้าถูกยิงแล้ว. นายขมังธนูยิงสิงโตนั้น สะบัดสายดังเหมือนสายฟ้า
               สุนัขจิ้งจอกได้ยินเสียงสิงโตและเสียงสายธนูแล้ว คิดว่า สหายของเราจักถูกนายขมังธนูยิงให้ตายแล้ว ธรรมดาว่าความคุ้นเคยกับสัตว์ทั้งหลายที่ตายแล้วย่อมไม่มี บัดนี้ เราจักไปที่อยู่ของเราตามปกตินั่นแหละ.
               เมื่อจะเจรจากับตัวเอง จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
               เพราะเหตุที่ธนูโก่ง และสายธนูสะบัดฉะนั้น มโนชะมฤคราชสหายของเรา ถูกฆ่าแน่นอน.
               ช่างเถอะ วันนี้เราจะหลีกเข้าป่าที่เร้นลับไปตามสบาย เพื่อนเช่นนี้จะไม่มี เรายังมีชีวิตอยู่ คงได้เพื่อนอีก.
               ฝ่ายสิงโตวิ่งไปด้วยความเร็วอย่างเอกทีเดียว สลัดให้ม้าตกลงที่ประตูถ้ำ แล้วตนเองก็ล้มลงตาย. ภายหลังญาติของมันพากันออกไปดู ได้เห็นมันเปื้อนเลือด มีเลือดไหลออกจากปากแผลที่ถูกยิง ถึงความสิ้นชีวิต เพราะคบสัตว์เลว.
               พ่อ แม่ น้องสาวและเมียของมัน ได้พากันกล่าวคาถา ๔ คาถาตามลำดับว่า :-
               ผู้คบสัตว์เลวตามปกติ จะไม่ประสบความสุขโดยส่วนเดียว จงดูมโนชะผู้นอนอยู่เถิด ผู้เชื่อฟังอนุสาสนีของสุนัขจิ้งจอกชื่อคิริยะ.
               แม่จะไม่บันเทิงใจ เพราะลูกมีเพื่อนที่เลวทราม จงดูมโนชะผู้นอนจมกองเลือดของตนอยู่เถิด
               คนผู้ที่ไม่ทำตามถ้อยคำคนที่เกื้อกูลผู้ชี้ประโยชน์ให้ จะประสบอย่างนี้ และจะพบเพื่อนที่เลวทรามกว่า.
               เมื่อเป็นเช่นนั้น คนผู้ที่สูงส่ง แต่คบพาคนที่ต่ำทราม จะเป็นคนเลวกว่าคนนั้นทีเดียว จงดูพระยาเนื้อคือมโนชะผู้สูงส่ง แต่คบหาสัตว์ต่ำช้า คือสุนัขจิ้งจอก ถูกกำจัดด้วยกำลังลูกศร.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถาหลังสุดว่า :-
               คนผู้คบหาคนเลวทรามเป็นปกติ จะเสื่อมเสีย แต่ผู้คบหาคนเสมอกันเป็นปกติ จะไม่เสื่อมเสียในกาลไหนๆ ส่วนผู้คบหาคนที่ประเสริฐที่สุดอยู่ จะเข้าถึงเขาโดยเร็ว เพราะฉะนั้น คนควรคบแต่คนที่สูงกว่าตน.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุผู้คบหาฝ่ายผิด ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
               หมาจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้แก่ พระเทวทัต ในบัดนี้
               มโนชะได้แก่ ภิกษุผู้คบฝ่ายผิด
               น้องสาวได้แก่ พระอุบลวรรณาเถรี
               เมียได้แก่ พระเขมาภิกษุณี
               แม่ได้แก่ มารดาพระราหุล
               ส่วนพ่อได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถามโนชชาดกที่ ๒               
               -----------------------------------------------------