ว่าด้วย การทำให้เกิดความสุข

วัฏฏกชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๙. วัฏฏกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๙๔)

ว่าด้วยนกคุ่มโพธิสัตว์

             (นกคุ่มโพธิสัตว์กล่าวต้อนรับกาโลเลว่า)

             [๑๒๘] คุณลุงกา ท่านกินอาหารอย่างดี ทั้งเนยใสและน้ำมัน แต่ทำไมท่านจึงซูบผอมเล่า

             (กาฟังคำของนกคุ่มนั้นแล้ว ได้กล่าวว่า)

             [๑๒๙] เมื่อกาอยู่ในท่ามกลางศัตรู แสวงหาเหยื่ออยู่ในหมู่ศัตรูนั้น มีใจหวาดกลัวอยู่เป็นนิตย์ จะหาความมั่นใจได้ที่ไหน

             [๑๓๐] พวกกามีใจหวาดกลัวอยู่เป็นนิตย์ ได้ก้อนข้าวมาด้วยกรรมอันชั่วช้า จึงไม่อิ่มหนำ พ่อนกคุ่ม เพราะเหตุนั้น เราจึงซูบผอม

             [๑๓๑] พ่อนกคุ่ม เจ้ากินหญ้าและพืชอย่างเลว มีโอชาน้อย แต่ทำไมท่านจึงอ้วนพีเล่า

             (นกคุ่มโพธิสัตว์บอกเหตุที่ตัวเองอ้วนว่า)

             [๑๓๒] พวกนกคุ่มมักน้อยเพราะไม่คิดเรื่องอาหาร และไม่ต้องไปหากินไกล เลี้ยงชีพด้วยอาหารตามมีตามได้ กาเอ๋ย เพราะเหตุนั้น เราจึงอ้วนพี

             [๑๓๓] เพราะคนมีความมักน้อย มีความสุข ไม่ต้องพะวงเรื่องอาหาร กินอาหารที่เหมาะสมพอประมาณ ก็จะดำเนินชีวิตให้เกิดความสุขได้

วัฏฏกชาดกที่ ๙ จบ

--------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

วัฏฏกชาดก

ว่าด้วย การทำให้เกิดความสุข

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเหลวไหลรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               พระศาสดาตรัสถามเธอว่า ได้ทราบว่า เธอเป็นคนเหลวไหล จริงหรือ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่เฉพาะเวลานี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนเธอก็เป็นคนเหลวไหลเหมือนกัน ก็แหละเพราะเป็นผู้เหลวไหลนั่นเอง เธอไม่อิ่มในซากศพช้าง ซากศพโค ซากศพม้า และซากศพคนทั้งหลายในเมืองพาราณสี จึงเข้าไปสู่ป่า ด้วยคิดว่า เราจักได้ยิ่งๆ ขึ้นไป ดังนี้แล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดนกกระจาบมีหญ้าและพืชที่หยาบๆ เป็นอาหาร อาศัยอยู่ในป่า.
               ครั้งนั้น ในเมืองพาราณสีมีกาเหลวไหลตัวหนึ่ง ไม่อิ่มด้วยซากศพมีช้างเป็นต้น คิดว่า เราจักได้รับอาหารมากยิ่งไปกว่านี้ จึงเข้าป่าไปกินผลไม้น้อยใหญ่ เห็นพระโพธิสัตว์ คิดว่า
               นกกระจาบตัวนี้มีร่างอวบอ้วนเหลือเกิน เห็นจะกินเหยื่ออร่อย เราจักถามถึงเหยื่อของนกกระจาบตัวนั้น กินเหยื่อนั้นแล้วจะได้อ้วน แล้วจึงเกาะอยู่ที่กิ่งไม้เบื้องบนพระโพธิสัตว์ แล้วถามพระโพธิสัตว์ว่า เจ้านกกระจาบผู้จำเริญ เจ้ากินอาหารที่ประณีตหรือไร จึงได้มีร่างอวบอ้วน?
               พระโพธิสัตว์ถูกกาเหลวไหลถาม เมื่อจะทำปฏิสันถารกับกานั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               พ่อลุงกา ลุงกินอาหารประณีตกับเนยใส และน้ำมัน แต่เหตุไรเล่าหนอ ลุงจึงผอม?
               กาได้ฟังคำของนกกระจาบนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
               นกกระจาบ เมื่อกาอยู่ในท่ามกลางศัตรู แสวงหาเหยื่อในหมู่อมิตร มีจิตใจหวาดระแวงเป็นนิตย์ จะมีความอ้วนมาจากไหน
               กาทั้งหลายหวาดระแวงอยู่เป็นนิตย์ ก้อนข้าวที่กาได้มาด้วยกรรมอันเลวทราม ไม่ยังกาให้เอิบอิ่ม ด้วยเหตุนั้น เราจึงผอม.
               ดูก่อนนกกระจาบ ส่วนเจ้ากินแต่หญ้า และพืชที่หยาบๆ มีรสอร่อยน้อย แต่เหตุไรเล่าหนอ เจ้าจึงอ้วน?
               พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะบอกเหตุที่ตนอ้วน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
               ลุงกา ข้าพเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไปเลี้ยงชีพด้วยเหยื่อนั้น ที่ได้ได้มาแล้ว เพราะมักน้อย คิดน้อย และไปหากินไม่ไกล จึงอ้วน
               เพราะว่า คนผู้มักน้อย มีความสุขแบบพระอริยเจ้าผู้คิดน้อย มีประมาณอาหารที่รับพอดีแล้ว ย่อมมีพฤติกรรมที่ควรอวดอ้างได้ดี.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เหลวไหลตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว.
               กาในครั้งนั้น ได้แก่ ภิกษุผู้เหลวไหล ในบัดนี้
               ส่วนนกกระจาบ ได้แก่ เราตถาคต นั่นเอง.

               จบ อรรถกถาวัฏฏกชาดกที่ ๙               
               -----------------------------------------------------