ตามข้อบังคับของ มทส. นายกสภาต้องเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ และสภามหาวิทยาลัยมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหานี้เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๗ และผมในฐานะนายกสภาลงนามในคำสั่งแต่งตั้งวันที่ ๒๓ กันยายน โดยนัดประชุมคณะกรรมการครั้งแรกวันเสาร์ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๗ การดำเนินการต้องเสร็จภายในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ ซึ่งเป็นวันที่กรรมการสภาชุดนี้หมดวาระ จึงนับว่าเราเริ่มดำเนินการนี้ช้าไป ต้องรีบดำเนินการ เพื่อนำผลการสรรหาเข้าสภาในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗
ผมรีบนัดประชุมในวันเสาร์ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๗ มีกรรมการ ๗ คน คือ (๑) กรรมการสภาโดยตำแหน่ง มาจากสภาอุตสาหกรรม (๒) ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการย่อยของสภา ๒ ท่าน (๔) กรรมการจากผู้ปฏิบัติงานภายใน มทส. ๓ ท่าน (๗) นายกสภาเป็นประธาน
วิธีการสรรหาทำโดยสื่อสารให้ประชาคมภายใน มทส. และหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก เสนอชื่ออย่างมีเป้าหมาย (หน่วยงานละไม่เกิน ๑๒ ชื่อ) ว่าต้องการให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิมาทำหน้าที่อะไร มาเป็นกรรมการเพื่ออะไร ที่ผมพยายามสื่อสารในที่ประชุมคณะกรรมการว่า เราต้องการคนที่มาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของ มทส. ของภาคอีสาน ของประเทศไทย และของโลก ไม่ใช่มาแสวงประโยชน์ของตนเอง หรือของกลุ่มผลประโยชน์ที่ตนสังกัด
แล้วคณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่คัดเลือกรายชื่อที่เหมาะสม จำนวน ๑๒ คน เสนอสภาในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เพื่อเสนอให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งต่อไป
ในระหว่างที่ยังไม่โปรดเกล้าฯ กรรมการสภาชุดเดิมก็ยังทำหน้าที่ต่อไป
ผมบอกตัวเองว่า หน้าที่ของผมคือ ร่วมกับคณะกรรมการทำหน้าที่ให้การสรรหาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของ มทส. อย่างแท้จริง อย่างตรงไปตรงมา ไม่ตกอยู่ใต้การเล่นพวกเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของคนบางกลุ่ม ที่มีหรือไม่ก็ไม่ทราบ
การประชุมคณะกรรมการสรรหาในวันที่ ๕ ตุลาคม เริ่ม ๙.๐๐ น. เลิก ๑๒.๓๐ น. กรรมการมีคุณภาพสูงมาก และเอาจริงเอาจังมาก มทส. มีระบบการทำงานนี้อย่างดีมาก่อนแล้ว มีวิธีการจัดการให้มีข้อมูลหลักฐานประกอบการตัดสินใจ
การเสนอชื่อจะเริ่มตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม จนถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ กรรมการที่เป็นอาจารย์ มทส. ๓ ท่านจะช่วยกันให้คะแนนผู้ได้รับการเสนอชื่อตามคุณสมบัติในประวัติที่ได้มาจากการเสนอชื่อ เอาไปลงใน rubrics เพื่อได้คะแนนเรียงตามลำดับในแต่ละกลุ่ม
คณะกรรมการนัดประชุมอีกครั้ง บ่ายวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เพื่อร่วมกันเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวน ๑๒ คนเสนอสภาในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ โดยมีหลักการว่า ท่านเหล่านี้มีคุณสมบัติ
- เข้าใจและยึดมั่นในหลักการของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล และอุดมการณ์ของ มทส.
- มีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีต่อการอุดมศึกษา และต่อ มทส.
- เป็นที่ยอมรับนับถืออย่างกว้างขวางในวงวิชาการ และวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
- ไม่มีผลประโยชน์อันอาจขัดแย้งกับ มทส.
- สามารถสละเวลาต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยได้เต็มที่
- ไม่อยู่ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเกินสองแห่ง หรือดำรงตำแหน่งกรรมการสภมหาวิทยาลัยเกินสามแห่ง
- ไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งในพรรคการเมือง (เป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้)
ผมดีใจมาก ที่เอกสารเดิมระบุความเชี่ยวชาญของกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทางคุณวุฒิไว้หลากหลายด้านครบถ้วนดีมาก และในการประชุมมีการเพิ่มเติมเข้าไปอีก ที่จะช่วยให้ส่วนผสมความเชี่ยวชาญในสภามีความครบถ้วน ตรงตามที่ต้องการ เพื่อให้การทำงานเป็นองค์คณะที่มีความเชี่ยวชาญครบด้าน
ก่อนเริ่มการประชุม ผมปรารภต่อที่ประชุมว่า ในฐานะคนใหม่ของสภา มทส. เมื่อประชุมไปได้เพียงสองครั้ง ผมก็พบว่า มทส. มีปัญหาความปรองดองภายใน ที่เริ่มออกอาการมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ สมัย ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้านเป็นนายกสภา จึงคิดว่าสภา มทส. ต้องร่วมกันกับสมาชิกภายใน ดำเนินการฟื้นความสามัคคีปรองดองภายใน มทส. ให้มีการทำงานแบบเสริมพลังกัน (synergy) เพื่อร่วมกัน ทำประโยชน์ให้แก่สังคม สภาพความต้องการนี้ของ มทส. น่าจะเป็นตัวบ่งชี้บอกคุณสมบัติของกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่จะสรรหาด้วย
กรรมการท่านอื่นเอ่ยประเด็นความท้าทายต่อ มทส. ด้านการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านความมั่นคงทางการเงิน ด้านดัชนีความโปร่งใสลดลง ด้านผู้ปฏิบัติงานมีอายุมาก และจะเกษียณอายุปีละมากคน มีความท้าทายด้านการสร้างผู้นำทดแทน (succession plan) ประเด็นการขาดทุนของโรงพยาบาล มทส. กรรมการจากภายในมหาวิทยาลัยช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ของ มทส. และความต้องการบทบาทเชิงรุกของสภามหาวิทยาลัยได้ดีมาก
ผมเล่าต่อที่ประชุมว่า ผมตกใจมาก เมื่อทราบว่าที่ มทส. อธิการบดีเป็นผู้เสนอสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณบดีโดยไม่มีกระบวนการสรรหาเลย ทำให้พลาดโอกาสใช้กระบวนการที่เหมาะสมเป็นกลไกสร้างการพัฒนาสำนักวิชา ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ผมเป็นกรรมการสภาอยู่ใช้อย่างได้ผลดีต่อส่วนรวม
ผมกลับมาค้นที่บ้านว่า พรบ. มทส. พ.ศ. ๒๕๓๓ ระบุเรื่องนี้ไว้อย่างไร พบในมาตรา ๓๓ ว่า “มาตรา ๓๓ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งคณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีสถานะเทียบเท่าสำนักวิชา สถาบัน หรือศูนย์ หัวหน้าสาขาวิชา หัวหน้าสถานวิจัย หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสาขาวิชาหรือสถานวิจัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย” และพบว่าข้อบังคับว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งบริหารในมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๗ ระบุว่า “ข้อ ๘ การแต่งตั้งคณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการศูนย์ และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสำนักวิชา สถาบัน หรือศูนย์ ให้อธิการบดี โดยความเห็นชอบของสภาวิชาการ พิจารณาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. ๒๕๓๓ เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง โดยจะต้องดำเนินการแต่งตั้งให้แล้วเสร็จไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน ก่อนที่ผู้ดำรงตำแหน่งอยู่จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่ง”
น่าจะถึงเวลาสังคายนากลไกเหล่านี้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม และสร้างกลไกให้กระบวนการสรรหาผู้บริหารช่วยหนุนการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง
ในที่ประชุม กรรมการท่านหนึ่งที่เป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยบอกที่ประชุมว่า มทส. ตั้งขึ้นด้วยวัฒนธรรม top-down จึงเป็นความท้าทายต่อกรรมการสภาชุดต่อไป ว่าจะกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างไร
วิจารณ์ พานิช
๗ ต.ค. ๖๗ ปรับปรุงเพิ่มเติม ๒ พ.ย. ๖๗