วิฆาสาทชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๘. วิฆาสาทชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๙๓)
ว่าด้วยผู้บริโภคอาหารที่เป็นเดน
(ท้าวสักกเทวราชโพธิสัตว์จำแลงเป็นนกแขกเต้ามายังที่อยู่ของเหล่าดาบส เมื่อจะทำให้ดาบสเหล่านั้นสลดใจ ได้กล่าวว่า)
[๑๒๒] พวกคนกินเดนพากันอยู่สบายจริงหนอ ซ้ำได้รับการสรรเสริญในปัจจุบันและจะมีสุคติในโลกหน้า
(ดาบสรูปหนึ่งเรียกดาบสที่เหลือมากล่าวว่า)
[๑๒๓] ท่านบัณฑิตผู้ร่วมอุทรทั้งหลาย พวกท่านไม่สนใจที่จะฟังนกแขกเต้าพูด พวกท่านจงฟังคำของนกแขกเต้า นกแขกเต้าตัวนี้กำลังสรรเสริญพวกเราเป็นแน่
(นกแขกเต้ากล่าวกับดาบสเหล่านั้นว่า)
[๑๒๔] ข้าพเจ้าไม่ได้สรรเสริญพวกท่าน ท่านผู้กินซากศพทั้งหลาย พวกท่านจงฟังข้าพเจ้า พวกท่านเป็นผู้บริโภคอาหารที่เหลือทิ้ง แต่มิใช่ผู้บริโภคอาหารที่เป็นเดน
(ดาบสทั้งหมดฟังคำของนกแขกเต้าแล้ว ได้กล่าวว่า)
[๑๒๕] พวกเราบวชมาแล้ว ๗ พรรษา เกล้ามวยผม เลี้ยงชีพด้วยอาหารที่เป็นเดนอยู่ท่ามกลางป่า ถ้าหากพวกเราเป็นผู้สมควรที่ท่านจะติเตียน แล้วพวกไหนเล่าเป็นผู้สมควรที่ท่านจะสรรเสริญ
(ท้าวสักกเทวราชโพธิสัตว์ต้องการจะให้ดาบสเหล่านั้นเกิดความละอาย จึงกล่าวว่า)
[๑๒๖] พวกท่านเลี้ยงชีพด้วยอาหารอันเหลือทิ้งของราชสีห์ เสือโคร่ง และเนื้อร้าย ยังสำคัญตนว่า เป็นคนกินเดน
(ท้าวเธอเมื่อจะบอกข้อความนั้นแก่ดาบสเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า)
[๑๒๗] ชนเหล่าใดให้อาหารแก่สมณะ พราหมณ์ และวณิพกอื่นๆ แล้วบริโภคอาหารที่เหลือ ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นคนกินเดน
วิฆาสาทชาดกที่ ๘ จบ
---------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
วิฆาสาทชาดก
ว่าด้วย การกินของที่เป็นเดน
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ บุปผาราม ทรงปรารภภิกษุผู้มีศีลน่าเยาะเย้ย แล้วตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ความย่อว่า เมื่อภิกษุเหล่านั้นให้พระมหาโมคคัลลานเถระยังปราสาทให้สั่นสะเทือนแล้ว พากันสังเวชใจอยู่ ภิกษุทั้งหลายพากันนั่งกล่าวโทษที่ไม่ใช่คุณของภิกษุเหล่านั้นในโรงธรรมสภา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ในบัดนี้? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่ในแต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ภิกษุเหล่านี้ก็เป็นผู้มีศีลเป็นที่เยาะเย้ยเหมือนกัน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกะ. ในครั้งนั้น พี่น้อง ๗ คนในหมู่บ้านกาสิกคาม ตำบลใดตำบลหนึ่ง เห็นโทษในกามทั้งหลาย พากันออกบวชเป็นฤๅษีอยู่ท่ามกลางป่า ไม่ทำความเพียรในโยคะ เป็นผู้มากไปทางร่างกายแข็งแรง เที่ยวเล่นกีฬานานัปการ.
ท้าวสักกะเทวราชทรงดำริว่า เราจักให้ฤๅษีเหล่านี้สลดใจ แล้วทรงปลอมพระองค์เป็นนกแก้ว เสด็จมาถึงที่อยู่ของฤๅษีเหล่านั้น แอบอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง.
เมื่อจะให้ฤๅษีเหล่านั้นสลดใจ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
เหล่าชนผู้กินเดนทั้งหลายพากันอยู่อย่างสบายดีจริงหนอ ทั้งในปัจจุบันก็น่าสรรเสริญ ทั้งในสัมปรายภพก็จะมีสุคติ.
นกแก้วกล่าวหมายถึง พวกคนที่กินอาหารที่เหลือจากผู้อื่นกินแล้ว.
ลำดับนั้น บรรดาฤๅษีเหล่านั้น ฤๅษีตนหนึ่งได้ยินคำของนกแก้วนั้นแล้ว จึงเรียกคนที่เหลือมา แล้วจึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนท่านบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อนกแก้วพูดอยู่ ท่านทั้งหลายก็ไม่สงบใจฟัง ดูก่อนท่านพี่น้องร่วมท้องทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำนี้ นกแก้วนี้กำลังสรรเสริญเราทีเดียว.
ครั้งนั้น นกแก้ว เมื่อจะห้ามคนเหล่านั้นจึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ดูก่อนท่านผู้กินซากศพทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่สรรเสริญท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินของเหลือเป็นปกติ แต่ท่านทั้งหลายไม่เป็นผู้กินเดนเป็นปกติ.
คนเหล่านั้นได้ยินคำนั้นแล้วทั่วทั้งหมด ได้พากันกล่าวคาถา ที่ ๔ ว่า :-
พวกเราบวชได้ ๗ พรรษาแล้ว เป็นเหมือนนกยูงอยู่กลางป่า เลี้ยงชีพด้วยอาหารที่เป็นเดนเท่านั้น ถ้าหากจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญสรรเสริญ?
พระมหาสัตว์ เมื่อให้คนเหล่านั้นสลดใจอยู่ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :-
ของที่เหลือของราชสีห์ เสือโคร่งและสัตว์ร้ายทั้งหลายมีอยู่ ท่านทั้งหลายเลี้ยงชีพด้วยอาหารที่เหลือนั้นนั่นเอง พวกเราสำคัญว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินเดนเป็นปกติ.
ดาบสทั้งหลายได้ฟังคำนั้นแล้วจึงกล่าวว่า ถ้าหากพวกเราไม่เป็นผู้กินเดนไซร้ ถ้าอย่างนั้นท่านตำหนิใครล่ะ? ใครเป็นผู้กินเดน
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์นั้น เมื่อจะบอกข้อความนั้นแก่ดาบสเหล่านั้น
จึงได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
ชนเหล่าใดให้ทานแก่สมณะ พราหมณ์และวณิพกอื่นแล้ว จึงบริโภคส่วนที่เหลือ ชนเหล่านั้นเป็นผู้กินเดน.
พระมหาสัตว์ ครั้นให้ดาบสเหล่านั้นสลดใจแล้ว จึงไปที่อยู่ของตนนั่นเอง.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกไว้ว่า
พี่น้องชาย ๗ คน ในครั้งนั้น ได้แก่ ภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลน่าเยาะเย้ยเหล่านี้ ในบัดนี้
ส่วนท้าวสักกะได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาวิฆาสาทชาดกที่ ๘
-----------------------------------------------------