ผมได้ยินจากคำอภิปรายของ ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ ในการประชุมคณะกรรมการสถาบันคลังสมอง เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๗ ว่า คำว่า “ตลาดวิชา” มาจากพระโอษฐ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนปี ๒๔๕๙ (๑)
นำผมสู่คำว่า “ตลาดวิชายุคใหม่” ที่ไม่ใช่ตลาดของสินค้าสำเร็จรูป แต่เป็น ตลาด “การผลิตสินค้า” ในความหมายว่า ในยุคปัจจุบัน ทุกคนต้องเป็นผู้ผลิตวิชาความรู้ ไม่ใช่จ้องหาความรู้จากผู้อื่นหรือแหล่งอื่นมาใช้เพียงถ่ายเดียว
ย้ำว่า ในยุคนี้ ทุกคนต้องเป็นผู้ผลิตความรู้เอาไว้ใช้เอง และเพื่อแลกเปลี่ยนกับกัลยาณมิตร ความหมายของการศึกษาหรือการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไปเป็นการเรียนรู้หรือการศึกษาโดยทุกคน ของทุกคน เพื่อทุกคน
ยิ่งกว่านั้น เป็นที่เข้าใจแล้วว่า กลไกการเรียนรู้ระดับสูงเป็นการสร้างความรู้หรือสมรรถนะใส่ตัวเอง ไม่ใช่การรับถ่ายทอดความรู้จากภายนอก (ที่นำสู่การเรียนรู้ระดับผิวเท่านั้น)
ดังนั้น “ตลาดวิชา” ในปี ๒๕๖๗ จึงต้องตีความใหม่ ไม่ใช่ความหมายเดียวกันกับ “ตลาดวิชา” ในปี ๒๔๕๙ และผมขอเสนอว่าหมายถึง “ตลาดวิชาเพื่อการปฏิบัติ จากการปฏิบัติ และโดยการปฏิบัติ” ในความหมายว่า “ความรู้” หรือ “วิชา” ในยุคนี้ หมายถึงสมรรถนะ หรือความรู้ปฏิบัติ ที่รวมเอา VASK เข้าบูรณาการกัน ไม่เป็นการเรียนรู้แยกส่วน จึงเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)
การทำหน้าที่ตลาดวิชายุคใหม่จึงแตกต่างจากตลาดวิชาเมื่อร้อยปีก่อน คือเป็นตลาดวิชาปฏิบัติ ที่ผู้เรียนฝึกปฏิบัติในชีวิตจริง หรือการปฏิบัติงานจริง
การทำหน้าที่ตลาดวิชายุคใหม่ของอุดมศึกษาจึงไม่ใช่ทำในรั้วมหาวิทยาลัย ต้องทำในสถานปฏิบัติงานจริง สถานประกอบอาชีพ สถานดำรงชีพจริง ในหลากหลายรูปแบบ
นั่นคือ ชาลาปฏิบัติการ (operation platform) ตลาดวิชายุคใหม่ เข้ามาบรรจบกับชาลาปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยหุ้นส่วนสังคม
ตลาดวิชายุคใหม่ ต้องดำเนินการร่วมกับภาคีหุ้นส่วนในชีวิตจริง
วิจารณ์ พานิช
๒ พ.ย. ๖จ