พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบ จากพระไตรปิฎก เล่มที่  10  (พระสูตร เล่มที่ 2) ทีฆนิกาย มหาวรรค 

ดร.ศักดิ์  ประสานดี 

ปธ.7, พ.ม., พธ.บ., ศศ.บ., ศษ.บ. พบม. D.ODT, พธ.ด.


. รายละเอียดคำสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบ จากพระไตรปิฎก เล่มที่ 10 (พระสูตร เล่มที่ 2) 

  1. มหาปทานสูตร
  2. ทรงเปรียบพระโพธิสัตว์เหมือนแก้วมณีที่วางบนผ้ากาสี ย่อมเปล่งประกายงดงาม และทรงเปรียบการออกผนวชเหมือนช้างที่ตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วเป็นอิสระ ฉันใด การออกบวชก็เป็นการตัดเครื่องผูกคือการครองเรือนฉันนั้น และทรงเปรียบพระญาณเหมือนดวงอาทิตย์อุทัย ทำลายความมืดคืออวิชชา ส่องสว่างไปทั่วทิศ
  3. อุปมาเรื่องดอกบัวสี่เหล่า  "เปรียบบุคคลเหมือนดอกบัว 4 ประเภท" อธิบายว่าบุคคลมีระดับสติปัญญาต่างกัน:  1) อุคฆฏิตัญญู เหมือนดอกบัวพ้นน้ำ พร้อมจะบานเมื่อถูกแสงอาทิตย์   2) วิปจิตัญญู เหมือนดอกบัวอยู่เสมอน้ำ จะบานในวันรุ่งขึ้น 3) เนยยะ เหมือนดอกบัวใต้น้ำ ต้องค่อยๆ สอนจึงจะเข้าใจ  4) ปทปรมะ เหมือนดอกบัวในโคลนตม ไม่มีโอกาสบาน
  4. เปรียบเทียบเรื่องพญาช้างสาร : "เปรียบพระโพธิสัตว์เหมือนพญาช้างสาร" แสดงถึงความสง่างาม มีกำลัง และมีความอดทน สามารถนำหมู่คณะไปสู่จุดหมายได้

 

  1.  มหานิทานสูตร 

1) เปรียบเทียบเรื่องการพันด้าย "เปรียบปฏิจจสมุปบาทเหมือนด้ายที่พันกันยุ่ง" แสดงว่าเหตุปัจจัยต่างๆ เชื่อมโยงสัมพันธ์กันซับซ้อน ต้องค่อยๆ สางให้เข้าใจ

2) เปรียบเทียบเรื่องกงล้อเกวียน  "เปรียบวัฏสงสารเหมือนกงล้อเกวียนที่หมุนไป" อธิบายการเวียนว่ายตายเกิดที่ไม่รู้จบ หากไม่ตัดวงจรด้วยการบรรลุธรรม

 

  1. มหาปรินิพพานสูตร
  2. ทรงเปรียบปฏิจจสมุปบาทเหมือนเชือกที่ผูกร้อยต่อกันเป็นห่วงไม่มีที่สิ้นสุด แต่ละข้อเป็นเหตุปัจจัยต่อกัน และทรงเปรียบภพภูมิต่างๆ เหมือนบ้านหลายหลังที่มีประตูเชื่อมถึงกัน สัตว์โลกย่อมท่องเที่ยวไปตามกรรม เหมือนคนเดินผ่านประตูจากบ้านหนึ่งไปสู่อีกบ้านหนึ่ง
  3. เปรียบเทียบเรื่องใบไม้ในกำมือ  "เปรียบธรรมที่ตรัสสอนเหมือนใบไม้ในกำมือ" แสดงว่าธรรมที่ทรงสอนเป็นเพียงส่วนน้อยเท่าที่จำเป็น เหมือนใบไม้ในกำมือเทียบกับใบไม้ในป่า
  4. เปรียบเทียบเรื่องประทีปดับ  "เปรียบการปรินิพพานเหมือนประทีปดับ" แสดงการดับขันธปรินิพพานที่ไม่มีเชื้อเหลือ เหมือนประทีปที่ดับสนิทเพราะหมดน้ำมันและไส้
  5. เปรียบเทียบเรื่องเมืองหลวง  "เปรียบหลักธรรมวินัยเหมือนเมืองหลวงที่มีป้อมปราการแข็งแรง" แสดงว่าธรรมวินัยเป็นที่พึ่งของพุทธบริษัทหลังพุทธปรินิพพาน

 

  1. ทรงเปรียบธรรมวินัยเหมือนเรือข้ามฝั่ง พระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทาง ภิกษุต้องพายเรือด้วยตนเอง และทรงเปรียบสังขารเหมือนภาชนะดินที่แตกได้ง่าย จึงต้องไม่ประมาท และทรงเปรียบพระธรรมวินัยเหมือนดวงประทีปที่จะส่องสว่างนำทางหลังพุทธปรินิพพาน

 

  1. มหาสุทัสสนสูตร
  2. ทรงเปรียบความไม่เที่ยงของราชสมบัติเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ร่วงโรยในฤดูสารท และทรงเปรียบกามสุขเหมือนความฝันที่เมื่อตื่นแล้วก็หายไป ไม่มีแก่นสาร แม้จะมีราชสมบัติมากมายก็ไม่พ้นความแก่ เจ็บ ตาย
  3. เปรียบเทียบเรื่องหยาดน้ำค้าง  "เปรียบความไม่เที่ยงของสมบัติเหมือนหยาดน้ำค้าง" แสดงว่าความมั่งคั่งและราชสมบัติล้วนไม่จีรังยั่งยืน เหมือนหยาดน้ำค้างที่จะระเหยไปเมื่อถูกแสงอาทิตย์
  4. เปรียบเทียบเรื่องพยับแดด  "เปรียบกามสุขเหมือนพยับแดด" แสดงความลวงของกามสุขที่ดูเหมือนมีแต่ไม่มีจริง เหมือนพยับแดดที่ลวงตา

 

  1. ชนวสภสูตร  ทรงเปรียบพระอริยบุคคลเหมือนดวงดาวที่ส่องแสงต่างกัน บางดวงสว่างมาก บางดวงสว่างน้อย ตามระดับการละกิเลส และทรงเปรียบการเจริญสติปัฏฐานเหมือนการปลูกต้นไม้ที่มีรากแก้วมั่นคง ย่อมไม่โค่นล้มเพราะลมพายุ
  2. เปรียบเทียบเรื่องแสงประทีป  "เปรียบการเจริญปัญญาเหมือนการจุดประทีปต่อๆ กัน" แสดงว่าปัญญาสามารถส่งต่อและเพิ่มพูนได้ เหมือนแสงสว่างที่จุดต่อกันไป ยิ่งมีมากยิ่งสว่างมาก ไม่ทำให้ประทีปดวงแรกมืดลง
  3. เปรียบเทียบเรื่องทองคำบริสุทธิ์  "เปรียบผู้มีศีลบริสุทธิ์เหมือนทองคำบริสุทธิ์" แสดงว่าผู้มีศีลย่อมงดงามในตัวเอง เป็นที่ต้องการของทุกคน และมีค่าในตัวเอง เหมือนทองคำบริสุทธิ์ที่ไม่มีสิ่งเจือปน

 

  1. มหาโควินทสูตร
  2. มหาโควินทสูตร - ทรงเปรียบการแบ่งแยกอาณาจักรเหมือนการแบ่งขนมหวานเป็นชิ้นเท่าๆ กัน แสดงถึงความยุติธรรม และทรงเปรียบผู้ครองราชย์ด้วยธรรมเหมือนพระจันทร์ที่ส่องสว่างท่ามกลางหมู่ดาว นำความร่มเย็นมาสู่ประชาชน และทรงเปรียบการออกบวชเหมือนนกที่ออกจากกรง ได้อิสระจากพันธนาการทั้งปวง
  3. เปรียบเทียบเรื่องนกออกจากกรง  "เปรียบการออกบวชเหมือนนกที่ออกจากกรง" แสดงถึงการได้อิสรภาพจากพันธนาการทางโลก เหมือนนกที่หลุดพ้นจากกรงขังสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
  4. เปรียบเทียบเรื่องคนข้ามแม่น้ำ  "เปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนการข้ามแม่น้ำ" ต้องมีความเพียรพยายาม ระมัดระวัง และไม่ท้อถอย จึงจะข้ามถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย

 

  1. มหาสมัยสูตร
  2. ทรงเปรียบหมู่เทวดาที่มาเฝ้าเหมือนแม่น้ำสายใหญ่ที่มีแม่น้ำสาขาไหลมารวมกัน และทรงเปรียบพระสงฆ์สาวกเหมือนดวงดาวที่โคจรรอบเขาพระสุเมรุ มีพระพุทธเจ้าเป็นศูนย์กลาง และทรงเปรียบธรรมะเหมือนแสงสว่างที่ขจัดความมืดในโลก
  3. เปรียบเทียบเรื่องดวงดาวบนท้องฟ้า "เปรียบการประชุมของเทวดาเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า" แสดงถึงความงดงามและความยิ่งใหญ่ของการประชุม ที่มีผู้เข้าร่วมมากมายเหมือนดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า
  4. เปรียบเทียบเรื่องมหาสมุทร  "เปรียบพระธรรมเหมือนมหาสมุทร" มีความลึกซึ้งหาประมาณมิได้ และมีรสเดียวคือวิมุตติรส เหมือนมหาสมุทรที่ลึกล้ำและมีรสเค็มเพียงรสเดียว

 

  1. สักกปัญหสูตร
  2. ทรงเปรียบความพอใจและความยินดีเหมือนเชือกที่ผูกสัตว์โลกไว้กับทุกข์ ต้องตัดด้วยปัญญาจึงจะหลุดพ้น และทรงเปรียบการละตัณหาเหมือนการถอนลูกศรที่เสียบอก เมื่อถอนได้แล้วย่อมหายทุกข์ และทรงเปรียบเวทนาเหมือนลมที่พัดมากระทบ ต้องรู้เท่าทันจึงจะไม่ทุกข์
  3. เปรียบเทียบเรื่องเสาหลัก  "เปรียบสติเหมือนเสาหลักที่ปักมั่น" แสดงถึงความมั่นคงของจิตที่มีสติ ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ต่างๆ เหมือนเสาหลักที่ปักแน่นไม่โยกคลอนเมื่อถูกลมพัด
  4. เปรียบเทียบเรื่องบ่อน้ำใส  "เปรียบจิตที่บริสุทธิ์เหมือนบ่อน้ำใส" แสดงว่าจิตที่สงบบริสุทธิ์ย่อมเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง เหมือนบ่อน้ำใสที่มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจน

 

  1. มหาสติปัฏฐานสูตร
  2. มหาสติปัฏฐานสูตร - ทรงเปรียบสติเหมือนเชือกที่ผูกช้างไว้กับหลัก ไม่ให้หลงทางไปในทิศทั้ง 4 และทรงเปรียบร่างกายเหมือนถุงหนังที่เต็มไปด้วยของไม่สะอาด 32 ประการ ให้พิจารณาเพื่อคลายความยึดมั่น และทรงเปรียบการเจริญสติเหมือนนายประตูที่คอยตรวจตราคนเข้าออกเมือง
  3. เปรียบเทียบเรื่องนายประตูเมือง  "เปรียบสติเหมือนนายประตูเมือง" ที่คอยตรวจตราผู้คนที่เข้าออก เปรียบเหมือนการมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบทวารทั้ง 6 ว่าอะไรควรรับไว้ อะไรควรห้าม
  4. เปรียบเทียบเรื่องช่างกลึง  "เปรียบการเจริญสติในลมหายใจเหมือนช่างกลึง" ที่รู้ชัดในการกลึงยาวและสั้น เปรียบเหมือนผู้เจริญสติที่รู้ชัดในลมหายใจเข้าออกยาวหรือสั้น

 

  1. ปายาสิราชัญญสูตร
  2. ทรงให้พระกุมารกัสสปะสอนพระเจ้าปายาสิด้วยเปรียบเทียบมากมาย เช่น เปรียบคนตายเหมือนถ่านไฟที่ดับแล้ว ไม่อาจติดไฟขึ้นมาอีก เปรียบการปฏิเสธโลกหน้าเหมือนคนตาบอดปฏิเสธสีต่างๆ เพราะตนมองไม่เห็น และเปรียบผู้ยึดมั่นในทิฏฐิเหมือนคนติดหล่มที่พยายามจมลึกลงไปเรื่อยๆ
  3. เปรียบเทียบเรื่องต้นไม้ให้ผล   เปรียบการทำความดีเหมือนต้นไม้ให้ผล" แสดงว่าผลของการทำความดีย่อมปรากฏแน่นอน เหมือนต้นไม้ที่ได้รับการดูแลย่อมออกผลตามธรรมชาติ
  4. เปรียบเทียบเรื่องคนตาบอดกับดวงอาทิตย์  "เปรียบผู้ปฏิเสธโลกหน้าเหมือนคนตาบอดปฏิเสธดวงอาทิตย์" แสดงว่าการที่ตนมองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่ เหมือนคนตาบอดที่มองไม่เห็นดวงอาทิตย์แต่ดวงอาทิตย์ก็มีอยู่จริง.


 

ข. วิเคราะห์การใช้อุปมาในพระไตรปิฎกเล่มที่ 10 ตามประเด็นต่างๆ ดังนี้:

1.1 ด้านเนื้อหาที่สอน: หลักธรรมขั้นสูง

  • ปฏิจจสมุปบาท - เปรียบเหมือนเชือกที่ร้อยต่อกัน
  • -สติปัฏฐาน - เปรียบเหมือนนายประตูเฝ้าเมือง
  • ไตรลักษณ์ - เปรียบเหมือนภาชนะดินที่แตกง่าย
  • นิพพาน - เปรียบเหมือนการข้ามฝั่ง

 

1.2 ลักษณะพิเศษของอุปมา:  ใช้ภาพที่ยิ่งใหญ่:

  • ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว
  • มหาสมุทร แม่น้ำใหญ่
  • ภูเขา ต้นไม้ใหญ่
  • พระราชา ราชสมบัติ

 

1.3 วัตถุประสงค์การสอน:

  • เพื่อแสดงความไม่เที่ยง:
  • ราชสมบัติเหมือนต้นไม้ร่วงโรย
  • ร่างกายเหมือนภาชนะดิน
  • กามสุขเหมือนความฝัน

เพื่อแสดงการปฏิบัติ:

  • สติเหมือนเชือกผูกช้าง
  • ธรรมะเหมือนเรือข้ามฟาก
  • ปัญญาเหมือนประทีปส่องทาง

 

1.4  การเลือกใช้อุปมาตามกลุ่มผู้ฟัง: - สำหรับกษัตริย์/นักปกครอง:

  • ใช้อุปมาเกี่ยวกับราชสมบัติ
  • การปกครองบ้านเมือง
  • การจัดการอาณาจักร
  • ความยิ่งใหญ่ของผู้นำ

-         สำหรับพราหมณ์/นักปราชญ์:

  • ใช้อุปมาเชิงปรัชญา
  • การโต้แย้งทางความคิด
  • การพิสูจน์ความจริง
  • หลักการและเหตุผล

 

1.5 ระดับความลึกซึ้งของอุปมา:

- ระดับพื้นฐาน:

  • เรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย
  • ชีวิตประจำวัน
  • ธรรมชาติทั่วไป
  • การทำมาหากิน
  • ระดับลึกซึ้ง:
  • หลักไตรลักษณ์
  • ปฏิจจสมุปบาท
  • นิพพาน
  • สภาวธรรม

 

1.6 การเชื่อมโยงอุปมากับหลักธรรม:

ด้านกาลเวลา:

  • อดีต - เหมือนความฝันที่ผ่านไป
  • ปัจจุบัน - เหมือนประตูเมืองที่ต้องเฝ้าดู
  • อนาคต - เหมือนทางที่ต้องเดินต่อไป

ด้านไตรสิกขา:

  • ศีล - เหมือนรั้วกั้นอันตราย
  • สมาธิ - เหมือนน้ำที่นิ่งใส
  • ปัญญา - เหมือนประทีปส่องทาง

 

1.7  ลักษณะการใช้อุปมาเป็นชุด:

- ชุดธรรมชาติ:

  • ดิน น้ำ ลม ไฟ
  • ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว
  • ภูเขา แม่น้ำ มหาสมุทร

- ชุดการเดินทาง:

  • เรือข้ามฟาก
  • ทางและจุดหมาย
  • ผู้นำทางและผู้เดินทาง

 

1.8 การใช้อุปมาเพื่อเปลี่ยนความเชื่อ:

- แก้ความเห็นผิด:

  • เรื่องชาติกำเนิด
  • เรื่องโลกหน้า
  • เรื่องกรรมและผล

- สร้างความเชื่อใหม่:

  • เรื่องการตรัสรู้
  • เรื่องพระรัตนตรัย
  • เรื่องการปฏิบัติธรรม

 

1.9 เทคนิคการใช้อุปมาในการสอน:

  •  การใช้อุปมาแบบต่อเนื่อง:
  • เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว
  • ขยายไปสู่เรื่องไกลตัว
  • โยงเข้าสู่หลักธรรม
  • สรุปให้เห็นภาพรวม

-         การใช้อุปมาแบบคู่ตรงข้าม:

  • คนมีปัญญา-คนไร้ปัญญา
  • ความสว่าง-ความมืด
  • การหลุดพ้น-การผูกมัด
  • ความจริง-ความหลง

 

1.10  ผลของการใช้อุปมา:

-         ด้านความเข้าใจ:

  • เห็นภาพชัดเจน
  • เข้าใจเรื่องยากได้ง่าย
  • จดจำได้นาน
  • นำไปปฏิบัติได้

- ด้านการเผยแผ่:

  • ถ่ายทอดต่อได้ง่าย
  • ปรับใช้ได้หลายสถานการณ์
  • เข้าถึงคนทุกระดับ
  • สืบทอดหลักธรรมได้ยาวนาน

 

1.11  คุณลักษณะพิเศษของอุปมาในมหาวรรค:

  •  ความลึกซึ้งทางปรัชญา:
  • แสดงสัจธรรมระดับสูง
  • อธิบายหลักอภิธรรม
  • เชื่อมโยงเหตุปัจจัย
  • แสดงความสัมพันธ์ของธรรม

-         ความเป็นสากล:

  • เข้าใจได้ทุกวัฒนธรรม
  • ใช้ได้ทุกยุคสมัย
  • ครอบคลุมทุกระดับปัญญา
  • สื่อสารได้ทุกกลุ่มคน

 

1.12  การประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน:

 

- ด้านการศึกษา:

  • ใช้สอนธรรมะแก่เยาวชน
  • พัฒนาสื่อการสอน
  • จัดทำหลักสูตรธรรมศึกษา
  • สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้

- ด้านการเผยแผ่:

  • ปรับใช้กับสื่อสมัยใหม่
  • สร้างสื่อมัลติมีเดีย
  • พัฒนาการสอนออนไลน์
  • สร้างเครือข่ายการเผยแผ่

 

1.13 มิติทางจิตวิทยาในการใช้อุปมา:

- การเข้าถึงจิตใจ:

  • สร้างความประทับใจ
  • กระตุ้นความสนใจ
  • เปิดใจรับธรรมะ
  • สร้างศรัทธาที่มั่นคง

- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม:

  • ชี้ให้เห็นโทษของกิเลส
  • แสดงคุณของธรรม
  • กระตุ้นการปฏิบัติ
  • สร้างแรงบันดาลใจ

 

1.14 ความสัมพันธ์กับบริบททางสังคม:

- การสะท้อนสังคมอินเดียโบราณ:

  • ระบบวรรณะ
  • วัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ความเชื่อดั้งเดิม
  • วิถีชีวิตของผู้คน

 

  •  การปรับเปลี่ยนสังคม:
  • แก้ไขความเชื่อผิด
  • เสนอค่านิยมใหม่
  • สร้างสังคมธรรม
  • พัฒนาจิตใจมนุษย์

 

1.15 ความเป็นเอกลักษณ์ของพุทธวิธี:

  •  ลักษณะการสอนที่เป็นระบบ:
  • มีขั้นตอนชัดเจน
  • เชื่อมโยงเป็นเหตุผล
  • บูรณาการองค์ความรู้
  • มุ่งผลในทางปฏิบัติ

- ความเป็นพลวัต:

  • ปรับเปลี่ยนตามผู้ฟัง
  • ยืดหยุ่นตามสถานการณ์
  • พัฒนาต่อยอดได้
  • รักษาแก่นธรรมไว้

 

1.16   รูปแบบการเปรียบเทียบ

การเลือกใช้เปรียบเทียบที่ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ:   - ธรรมชาติ (ดอกบัว ต้นไม้ ดวงอาทิตย์ น้ำ)  ชีวิตประจำวัน (ประทีป เสาหลัก นายประตู)   อาชีพ (ช่างกลึง ช่างทอง)

แต่ละเปรียบเทียบมีความลึกซึ้งหลายระดับ:   - ระดับพื้นฐานที่เข้าใจง่าย   - ระดับลึกซึ้งสำหรับผู้ศึกษาธรรมะ   - ระดับปรมัตถ์สำหรับผู้ปฏิบัติขั้นสูง

มีการใช้เปรียบเทียบที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟัง:  สำหรับบุคคลทั่วไป  สำหรับนักปฏิบัติธรรม สำหรับผู้ปกครอง 

แสดงให้เห็นพุทธวิธีในการสอนที่แยบคาย ทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย  และยังคงทันสมัยและใช้ได้กับคนทุกยุคทุกสมัย  ทำให้เห็นว่าพระพุทธศาสนามีระบบการสอนที่ลึกซึ้งและมีประสิทธิภาพมาก

 

บทวิเคราะห์โดยรวม 

การใช้อุปมาอุปมัยในทีฆนิกาย มหาวรรคทั้ง 10 พระสูตรนี้ แสดงให้เห็นลักษณะสำคัญหลายประการ:

1. ความลึกซึ้งในการสอน: ใช้สิ่งที่คนทั่วไปคุ้นเคยมาอธิบายหลักธรรมที่ลึกซึ้ง

2. ความเหมาะสมกับผู้ฟัง: เลือกใช้อุปมาที่เหมาะกับระดับความเข้าใจและภูมิหลังของผู้ฟัง

3. ความหลากหลาย: ใช้อุปมาจากธรรมชาติ ชีวิตประจำวัน และประสบการณ์ที่หลากหลาย

4. ความเป็นสากล: อุปมาที่ใช้สามารถเข้าใจได้ข้ามกาลเวลาและวัฒนธรรม

5. ความชัดเจน: ทำให้เรื่องที่เข้าใจยากกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย

 

การศึกษาอุปมาอุปมัยเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เข้าใจธรรมะได้ลึกซึ้งขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้าในการสั่งสอนธรรมะให้เหมาะสมกับผู้ฟังในทุกระดับ

------------------------------------