พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบ จากพระไตรปิฎก เล่มที่  9  (พระสูตร เล่มที่ 1)  ทัฆนิกาย สีลขันธวรรค 

ดร.ศักดิ์  ประสานดี 

ปธ.7, พ.ม., พธ.บ., ศศ.บ., ศษ.บ. พบม. D.ODT, พธ.ด.

 

บทกล่าวนำ: วิเคราะห์พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบจากพระไตรปิฎก

พุทธวิธีการสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏในพระไตรปิฎก แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถอันยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดธรรมะที่ลึกซึ้งให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย โดยเฉพาะการสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่พระองค์ทรงใช้บ่อยครั้งและประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

พระพุทธองค์ทรงเลือกใช้สิ่งที่ผู้ฟังคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน ทั้งจากธรรมชาติ สัตว์ พืช การประกอบอาชีพ และวิถีชีวิตทางสังคม มาเป็นอุปมาในการอธิบายธรรมะ ทำให้ผู้ฟังสามารถเชื่อมโยงหลักธรรมที่เป็นนามธรรมเข้ากับประสบการณ์จริงในชีวิต ก่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและจดจำได้ง่าย

การสอนแบบอุปมาอุปมัยนี้ยังแสดงให้เห็นถึงพุทธวิธีที่ทรงปรับการสอนให้เหมาะสมกับผู้ฟังแต่ละกลุ่ม ทั้งระดับสติปัญญา ภูมิหลัง และสถานะทางสังคม อีกทั้งยังคำนึงถึงจุดมุ่งหมายของการสอนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศรัทธา การสร้างความเข้าใจ การกระตุ้นให้เกิดการปฏิบัติ หรือการแก้ไขความเห็นผิด

นอกจากนี้ พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยยังมีคุณค่าต่อการสืบทอดพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวิธีการสอนที่สามารถปรับใช้ได้ในทุกยุคสมัย และยังคงความหมายที่ลึกซึ้งของหลักธรรมไว้ได้อย่างครบถ้วน การศึกษาวิเคราะห์พุทธวิธีการสอนนี้จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน

ก. คำสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบ ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 9 ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ดังนี้:

 1.1 พรหมชาลสูตร - ทรงเปรียบทิฏฐิ 62 เหมือนตาข่ายดักปลา ที่ดักสัตว์ไม่ให้หลุดพ้น ฉันใด ทิฏฐิต่างๆ ก็เป็นเครื่องดักสัตว์โลกไว้ในสังสารวัฏ ฉันนั้น และทรงเปรียบตถาคตเหมือนราชสีห์ที่บันลือสีหนาทอย่างองอาจ ไม่หวั่นไหวต่อเสียงของสัตว์อื่น เพราะตถาคตแสดงธรรมด้วยความรู้แจ้ง ไม่กลัวการคัดค้านจากใคร

1.2 สามัญญผลสูตร - ทรงเปรียบผลของความเป็นสมณะเหมือนต้นมะม่วงที่ให้ผลเป็นลำดับ เริ่มจากดอก ผลอ่อน จนถึงผลสุก ฉันใด การปฏิบัติธรรมก็มีผลเป็นลำดับ จากศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงวิมุตติ ฉันนั้น และทรงเปรียบผู้บรรลุธรรมเหมือนบุรุษที่ลงอาบน้ำในสระ ชำระล้างธุลีทั้งปวงจนสะอาดหมดจด ผู้บรรลุธรรมก็เช่นกัน ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งปวง

1.3  อัมพัฏฐสูตร - ทรงเปรียบความเป็นกษัตริย์เหมือนไฟที่ลุกโพลง แม้จะตกไปอยู่ในที่ต่ำก็ยังส่องแสงสว่าง ฉันใด กษัตริย์แม้จะตกต่ำไปก็ยังประเสริฐกว่าพราหมณ์ ฉันนั้น และทรงเปรียบวิชาความรู้เหมือนอาวุธ ที่อาจใช้ในทางที่ผิดเพราะมานะและทิฏฐิ จึงต้องประกอบด้วยคุณธรรม ความอ่อนน้อมถ่อมตน

1.4  โสณทัณฑสูตร - ทรงเปรียบพราหมณ์แท้เหมือนไฟที่มีเชื้อดี ย่อมลุกโพลงสว่างไสว ส่วนพราหมณ์เทียมเหมือนไฟที่มีเชื้อเลว ย่อมมีควันมาก และทรงเปรียบศีลกับปัญญาเหมือนมือทั้งสองที่ต้องช่วยกันล้าง ศีลกับปัญญาต้องพัฒนาควบคู่กันไป จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

1.5  กูฏทันตสูตร - ทรงเปรียบการบูชายัญที่ประเสริฐเหมือนการปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่ผู้อื่น ไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่กลับอำนวยประโยชน์แก่มหาชน และทรงเปรียบทานที่ให้ด้วยศรัทธาเหมือนน้ำที่รดต้นไม้ ย่อมทำให้เกิดความเจริญงอกงาม

1.6  มหาลิสูตร - ทรงเปรียบผู้เห็นธรรมเพียงด้านเดียวเหมือนคนตาบอดคลำช้าง ได้สัมผัสเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วเข้าใจผิด คิดว่านั่นคือช้างทั้งตัว และทรงเปรียบการบรรลุธรรมเหมือนการปีนภูเขา บางคนเห็นทิวทัศน์ด้านหนึ่ง บางคนเห็นอีกด้านหนึ่ง แต่ผู้ขึ้นถึงยอดเขาย่อมเห็นได้รอบด้าน เช่นเดียวกับผู้บรรลุธรรมสูงสุดย่อมเห็นธรรมครบถ้วนทุกแง่มุม

1.7  ชาลิยสูตร - ทรงเปรียบวาทะของเดียรถีย์เหมือนเชือกที่ผูกสุนัขไว้กับหลัก แม้จะวิ่งรอบหลักอย่างไรก็ไม่พ้นจากหลัก ฉันใด ผู้ยึดมั่นในทิฏฐิก็วนเวียนอยู่กับความเห็นผิดของตน ไม่อาจเข้าถึงความจริงได้ฉันนั้น และทรงเปรียบผู้หลุดพ้นจากทิฏฐิเหมือนนกที่บินในอากาศ ไม่มีเครื่องผูกมัด

1.8  มหาสีหนาทสูตร - ทรงเปรียบพระองค์เหมือนราชสีห์ผู้กล้าหาญ เมื่อบันลือสีหนาทย่อมไม่หวั่นเกรงสัตว์ใดๆ และทรงเปรียบการบำเพ็ญทุกรกิริยาของพระองค์เหมือนนักรบที่ฝึกฝนตนอย่างหนัก แต่เมื่อพบว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง ก็ทรงละทิ้งเพื่อแสวงหาทางที่ดีกว่า แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่จะยอมรับความผิดพลาดและเปลี่ยนแปลงตนเอง

1.9  โปฏฐปาทสูตร - ทรงเปรียบการสอนธรรมของพระองค์เหมือนการสร้างปราสาทเป็นชั้นๆ ต้องสร้างฐานให้มั่นคงก่อนแล้วจึงสร้างชั้นต่อไป การเข้าใจธรรมก็ต้องเป็นไปตามลำดับ และทรงเปรียบความเห็นของเดียรถีย์เหมือนคนตาบอดแย่งกันบอกว่าผ้ามีสีอะไร ทั้งที่ไม่เคยเห็น เพราะต่างก็พูดตามความเข้าใจผิดของตน

1.10  สุภสูตร - ทรงเปรียบการฝึกจิตเหมือนการฝึกม้าอาชาไนย ต้องทำอย่างมีระบบและอดทน จึงจะได้ผลดี และทรงเปรียบผู้มีศีลเหมือนต้นไม้ที่มีรากแก้วมั่นคง ย่อมเจริญเติบโตและให้ร่มเงาแก่ผู้อื่นได้ ส่วนผู้ทุศีลเหมือนต้นไม้ที่ถูกตัดราก ย่อมเหี่ยวแห้งตายในที่สุด

1.11  เกวัฏฏสูตร - ทรงเปรียบปาฏิหาริย์ 3 อย่างกับการจับปลา: อิทธิปาฏิหาริย์เหมือนเบ็ดตกปลา ดึงดูดใจคนแต่ไม่ยั่งยืน อาเทศนาปาฏิหาริย์เหมือนแหจับปลา จับได้มากแต่อาจหลุดรอด ส่วนอนุสาสนีปาฏิหาริย์เหมือนลอบดักปลา เมื่อปลาเข้าไปแล้วไม่อาจออกมาได้ เปรียบเหมือนผู้เข้าถึงธรรมแล้วย่อมไม่กลับไปสู่ความเสื่อม และทรงเปรียบการแสวงหาธรรมเหมือนบุรุษค้นหาต้นกำเนิดของมหาสมุทร จนพบว่าเกิดจากกระแสน้ำเล็กๆ ที่ไหลมารวมกัน

1.12  โลหิจจสูตร - ทรงเปรียบศาสดาที่สอนธรรมแต่ห้ามศิษย์สอนต่อ เหมือนคนตัดเชือกที่ต่อกันไว้ ทำให้ขาดประโยชน์ที่ควรได้ และทรงเปรียบการสอนธรรมเหมือนการจุดประทีปต่อๆ กัน ทำให้แสงสว่างแผ่ขยายออกไป แม้ประทีปดวงแรกไม่หมดไป ธรรมะก็เช่นกัน ยิ่งเผยแผ่ยิ่งเพิ่มพูน

1.13  เตวิชชสูตร - ทรงเปรียบพราหมณ์ผู้อ้างว่ารู้ทางไปพรหมโลกเหมือนแถวคนตาบอดจูงกันเดิน คนหน้าก็มองไม่เห็น คนกลางก็มองไม่เห็น คนหลังก็มองไม่เห็น และทรงเปรียบการปฏิบัติเพื่อไปสู่พรหมโลกเหมือนการสร้างบันไดขึ้นปราสาทที่ยังไม่มี ย่อมเป็นไปไม่ได้ ต้องรู้ที่ตั้งและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องก่อน

สรุปแล้วในพระไตรปิฎกเล่มที่ 9 นี้ พระพุทธองค์ทรงใช้อุปมาอุปมัยที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจธรรมะที่ลึกซึ้งได้ง่ายขึ้น โดยใช้ตัวอย่างจากสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้น


 

ข. การวิเคราะห์การใช้อุปมาอุปมัยในพระไตรปิฎกเล่มที่ 9 (พระสูตรเล่มที่ 1)  ดังนี้

1.แบ่งตามประเภทและลักษณะการสอน ดังนี้:

1.1 อุปมาจากธรรมชาติ: พระองค์ทรงอุปมาอุปมัย ดังนี้ 

- แสงไฟ/ดวงอาทิตย์ - แสดงถึงปัญญาที่สว่างไสว

- ต้นไม้/ดอกไม้ - แสดงการเจริญเติบโตตามลำดับ

- ภูเขา - แสดงความมั่นคงแข็งแกร่ง 

- น้ำ/มหาสมุทร - แสดงความลึกซึ้งกว้างขวาง

 

1.2 อุปมาจากสัตว์: ดังนี้ 

- ราชสีห์ - แสดงความกล้าหาญ ไม่หวั่นไหว

- ช้าง - แสดงความยิ่งใหญ่ที่ต้องพิจารณาให้รอบด้าน

- ม้าอาชาไนย - แสดงการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ

- ปลาติดข่าย - แสดงการติดอยู่ในกิเลสตัณหา

 

1.3 อุปมาจากการงานอาชีพ: ดังนี้ 

- ช่างก่อสร้าง - แสดงการสร้างปราสาทเป็นชั้นๆ

- นักรบ - แสดงการฝึกฝนอย่างหนัก

- ชาวประมง - แสดงวิธีการจับปลาต่างๆ

- พ่อค้า - แสดงการแสวงหาและแลกเปลี่ยน

 

1.4  อุปมาจากสังคมและวัฒนธรรม: ดังนี้ 

- ระบบวรรณะ - แสดงการเปรียบเทียบคุณค่าที่แท้จริง

- ประเพณีบูชายัญ - แสดงการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า

- ระบบการศึกษา - แสดงการถ่ายทอดความรู้

- ความเชื่อเรื่องพรหมโลก - แสดงการปฏิบัติที่ถูกต้อง

 

2. การอุปมาอุปมัยตามวัตถุประสงค์และผลของการใช้  

2.1  ด้านการสอนตามระดับผู้ฟัง:

- สอนชาวบ้าน: ใช้อุปมาจากชีวิตประจำวัน เช่น การปลูกต้นไม้ การจุดไฟ

- สอนนักบวช: ใช้อุปมาที่ลึกซึ้ง เช่น การฝึกจิต การละกิเลส

- สอนปัญญาชน: ใช้อุปมาที่ต้องคิดวิเคราะห์ เช่น เรื่องทิฏฐิ 62

- สอนผู้ปกครอง: ใช้อุปมาเกี่ยวกับการบริหาร เช่น การสร้างบ้านเมือง

 

2.2 ด้านเป้าหมายการสอน:

- เพื่อให้เกิดศรัทธา: เช่น เปรียบพระพุทธเจ้าเหมือนราชสีห์

- เพื่อให้เกิดความเข้าใจ: เช่น เปรียบขั้นตอนปฏิบัติเหมือนสร้างปราสาท

- เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ: เช่น เปรียบการฝึกตนเหมือนฝึกม้า

- เพื่อแก้ความเห็นผิด: เช่น เปรียบพราหมณ์ตาบอดจูงกัน

 

2.3 ด้านวิธีการสอน:

1) สอนแบบเปรียบเทียบตรงข้าม: 

  - ความดี-ความชั่ว

  - ปัญญา-อวิชชา

  - การปฏิบัติถูก-ผิด

  - ของจริง-ของปลอม

 

2)  สอนแบบเป็นขั้นตอน:

  - จากง่ายไปยาก

  - จากรูปธรรมสู่นามธรรม

  - จากสิ่งที่รู้แล้วสู่สิ่งที่ยังไม่รู้

  - จากส่วนย่อยสู่ส่วนใหญ่

 

3.ความพิเศษของการใช้อุปมาอุปมัย 

3.1 ลักษณะเด่นของการสอน:

- มีความเป็นเหตุเป็นผล

- เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง

- สร้างภาพให้เห็นชัดเจน

- จดจำได้ง่าย นำไปปฏิบัติได้

- เหมาะกับวัฒนธรรมและยุคสมัย

 

3.2 ผลกระทบต่อผู้ฟัง:

- สร้างความประทับใจ

- ทำให้เข้าใจธรรมะลึกซึ้ง

- เปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อ

- นำไปสู่การปฏิบัติจริง

- เกิดการถ่ายทอดต่อได้ง่าย

 

3.3 คุณค่าต่อพระพุทธศาสนา:

- รักษาคำสอนได้ยาวนาน

- อธิบายธรรมะได้ชัดเจน

- ปรับใช้ได้ทุกยุคสมัย

- เป็นต้นแบบการสอนธรรม

- สืบทอดพุทธวิธีการสอน