ชัมพุกชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๕. ชัมพุกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๓๕)
ว่าด้วยสุนัขจิ้งจอกชัมพุกะอวดเก่ง
(ราชสีห์โพธิสัตว์สอนสุนัขจิ้งจอกว่า)
[๑๓๗] ชัมพุกะ ช้างนั้นมีร่างกายสูงใหญ่และมีงายาว เจ้าไม่ได้เกิดในตระกูลของราชสีห์ที่สามารถจับช้างได้
(ราชสีห์โพธิสัตว์ยืนอยู่บนยอดภูเขา เห็นสุนัขจิ้งจอกถึงความพินาศ จึงกล่าวว่า)
[๑๓๘] สัตว์ใดมิใช่ราชสีห์ ทำท่าทางเหมือนราชสีห์ สัตว์นั้นจะเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอกถูกช้างเหยียบแล้ว นอนทอดอาลัยอยู่บนแผ่นดิน
[๑๓๙] ผู้ใดไม่รู้กำลังกาย กำลังปัญญา และกำเนิดของบุคคลผู้มียศ ผู้สูงสุด มีร่างกายใหญ่และมั่นคง มีกำลังมาก ผู้นั้นก็เหมือนชัมพุกะที่ถูกช้างฆ่านอนตายอยู่
[๑๔๐] ส่วนผู้ใดในโลกนี้รู้กำลังกายและกำลังปัญญาในตน พิจารณาด้วยความรู้ที่ได้เล่าเรียนศึกษามา และด้วยคำสุภาษิต ประมาณตนแล้วจึงทำการงาน ผู้นั้นย่อมมีชัยอย่างไพบูลย์
ชัมพุกชาดกที่ ๕ จบ
----------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
ชัมพุกชาดก
ว่าด้วย โทษที่ไม่รู้ประมาณตน
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภเหตุที่พระเทวทัตทำท่าทางอย่างพระสุคตเจ้า จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารแล้วในหนหลังแล.
ส่วนในชาดกนี้มีความย่อดังต่อไปนี้ :-
พระศาสดาตรัสถามว่า สารีบุตร พระเทวทัตเห็นพวกเธอแล้วกระทำอย่างไร พระเถระจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัตนั้น เมื่อจะกระทำตามพระองค์ ให้พัดในมือข้าพระองค์แล้วนอน ทีนั้น พระโกกาลิกะจึงเอาเข่าประหารพระเทวทัตนั้นที่อก พระเทวทัตนั้นกระทำตามพระองค์ ได้เสวยทุกข์เห็นปานนี้.
พระศาสดาทรงสดับดังนั้นจึงตรัสว่า สารีบุตร เทวทัตกระทำตามกิริยาท่าทางของเรา จึงเสวยความทุกข์ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ก็ได้เสวยมาแล้วเหมือนกัน อันพระเถระทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดราชสีห์ อยู่ในถ้ำ ณ หิมวันตประเทศ วันหนึ่ง ฆ่ากระบือแล้วกินเนื้อ ดื่มน้ำ แล้วกลับมายังถ้ำ สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งพบราชสีห์นั้น เมื่อไม่อาจหลบหนี จึงนอนหมอบ เมื่อราชสีห์กล่าวว่า อะไรกัน สุนัขจิ้งจอก มันจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักอุปัฏฐากท่าน. ราชสีห์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงมา แล้วนำสุนัขจิ้งจอกนั้นไปยังสถานที่อยู่ของตน แล้วนำเนื้อมาเลี้ยงดูมันทุกวันๆ เมื่อสุนัขจิ้งจอกนั้นมีร่างกายอ้วนพี เพราะกินเดนของราชสีห์
วันหนึ่ง เกิดมานะขึ้นมาก มันจึงเข้าไปหาราชสีห์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าเป็นกังวลสำหรับท่านมาตลอดกาลนาน ท่านนำเนื้อมาเลี้ยงข้าพเจ้าเป็นนิจ วันนี้ ท่านจงอยู่ที่นี้แหละ ข้าพเจ้าจักฆ่าช้างเชือกหนึ่งกินเนื้อมันแล้วจักนำมาเผื่อท่านด้วย.
ราชสีห์กล่าวว่า สุนัขจิ้งจอกเจ้าอย่าพอใจเรื่องฆ่าช้างนี้เลย เพราะเจ้ามิได้เกิดในกำเนิดสัตว์ที่ฆ่าช้างกินเนื้อ เราจักฆ่าช้างให้แก่เจ้า ธรรมดาช้างทั้งหลายตัวใหญ่ร่างกายสูง เจ้าอย่าสวนหน้าจับ เจ้าจงทำตามคำของเรา แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนสุนัขจิ้งจอก ช้างนั้นตัวใหญ่ ร่างกายสูง งาก็ยาว ตัวเจ้าไม่ได้เกิดในตระกูลสัตว์ที่จะจับช้างได้.
สุนัขจิ้งจอก เมื่อราชสีห์ห้ามอยู่ ก็ขืนออกจากถ้ำ บันลืออย่างสุนัขจิ้งจอก ๓ ครั้งว่า ฮกๆๆ แล้วยืนบนยอดเขา แลดูที่เชิงเขา เห็นช้างดำเชือกหนึ่งกำลังเดินไปตามเชิงเขา จึงโดดไปหมายว่าจักตกลงบนกระพองของช้างนั้น แต่พลาดตกไปที่ใกล้เท้า. ช้างยกเท้าหน้าเหยียบลงบนกระหม่อมของสุนัขจิ้งจอกนั้น ศีรษะแตกแหลกละเอียดเป็นจุรณวิจุรณไป. สุนัขจิ้งจอกนั้นนอนทอดถอนใจอยู่ ณ ที่นั้นเอง. ช้างส่งเสียงโกญจนาทแปร๋นแปร๋นหลีกไป.
พระโพธิสัตว์ไปยืนอยู่บนยอดเขา เห็นสุนัขจิ้งจอกนั้นถึงความพินาศ จึงกล่าวว่า สุนัขจิ้งจอกได้รับความฉิบหาย เพราะอาศัยมานะของตน แล้วกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
ผู้ใดมิใช่ราชสีห์ ยกตนเพราะสำคัญว่าเป็นราชสีห์ ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอก ถูกช้างเหยียบนอนหายใจแขม่วอยู่บนแผ่นดิน.
ผู้ใดไม่รู้จักกำลังกาย กำลังความคิด และชาติสกุลของผู้มียศ เป็นคนชั้นสูง มีข้อลำล่ำสัน มีกำลังมาก ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอก ถูกช้างเหยียบนอนตายอยู่นี้.
ส่วนผู้ใดใคร่ครวญก่อนแล้ว จึงทำการงาน รู้จักกำลังกาย และกำลังความคิดของตน ด้วยการเล่าเรียนด้วยความคิด และด้วยคำสุภาษิต ผู้นั้นย่อมมีชัยอย่างไพบูลย์.
พระโพธิสัตว์กล่าวกรรมที่ควรกระทำในโลกนี้ด้วยคาถา ๓ คาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้เป็น พระเทวทัต ในบัดนี้
ส่วนราชสีห์ในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาชัมพุกชาดกที่ ๕
--------------------------