ผู้บริหารทุกโรงเรียนลงมือทำการพัฒนาครูบนงานด้วยตนเอง คือทั้งวางระบบ และเป็นโค้ชเอง อย่างมืออาชีพ

ปฏิวัติการศึกษาเดนมาร์ค / รศ.ประภาภัทร  นิยม

            วันนี้มาศึกษาดูการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่ประเทศเดนมาร์ก กับท่านอาจารย์หมอวิจารณ์  พานิช  และทีมครูรุ่งอรุณรุ่นใหม่ๆ

             สิ่งที่พวกเราประทับใจกันมาก  ประการแรก พบว่าเดนมาร์กปฏิวัติการศึกษากันมานานเป็นศตวรรษแล้ว  โดยปฏิวัติตั้งแต่เป้าหมายใหญ่ คือ “การพัฒนาคนสู่ความเป็น อารยวิถี” (well-being) ให้เป็นหลักประกันการอยู่รอดอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน รักษาความเป็นกลางของประเทศเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ทั้งใกล้และไกล

              อาจารย์หมอตั้งข้อสังเกตว่า เขามองบริบทหรือระบบนิเวศน์ของการจัดการศึกษากว้างขวางมาก ออกจากขอบเขตของโรงเรียน แต่ไปให้ไกลถึงการเรียนรู้รอบๆตัวในชีวิตประจำวันของคนทุกวัย และเป็นการมองเพื่ออนาคต

            สิ่งที่เราเห็นเป็นผลพวงจากการมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่จุดเริ่มเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 (18—)

              แนวคิดเชิงเป้าหมายแรกคือ พลิกฟื้นคุณภาพชีวิตของประชาชนและความมั่นคง (เสถียรภาพ)ของสังคมเดนมาร์กหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เพื่อให้เกิดสังคมที่รับประกันว่าทุกคนต้องมีความสุขขั้นพื้นฐาน รักษาความเป็นกลางและสันติภาพในท่ามกลางการพัฒนาไปข้างหน้า เช่น การพึ่งพาตนเองในเรื่องพลังงานจากแสงแดดและลม การก้าวสู่ฐานการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมด้วยดิจิตอลเทคโนโลยี  และแน่นอน การจัดการศึกษา/การเรียนรู้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง สู่ความเป็นอารยะวิถี ซึ่งย้อนกลับมาเป็นหลักประกันความสำเร็จของเป้าหมายอื่นๆต่อไป

            โดยการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกหนแห่ง เพื่อเป็นสะพานสู่การสร้างความเข้าใจร่วม และตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองที่มีต่อผู้อื่น เช่น เคารพซึ่งกันและกัน จนเกิดวัฒนธรรมของความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) อยู่ในสายเลือด ไม่เลือกปฏิบัติ    มีความสุขกับความพอเพียง   โดยเผื่อแผ่ความเท่าเทียมอย่างทั่วถึง

              เราจะไม่เห็นภาพของความเหลื่อมล้ำ เช่นระบบค่าตอบแทนในอาชีพต่างๆ จะไม่แตกต่างกันมาก ส่วนใหญ่จะมีรายได้ดีพอสมควร แต่ทุกคนต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูงมาก ขึ้นอยู่กับรายได้นั้นๆ เพื่อให้รัฐสามารถจัดสวัสดิการสังคมอย่างดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงทั่วถึงและเท่าเทียมกัน เช่นการรักษาพยาบาลและการศึกษา การให้พ่อแม่เลี้ยงดูทารกและเด็กเล็กอย่างเต็มที่

             เราจะไม่เห็นคนอวดรวย อวดความมั่งมีและอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น ส่วนใหญ่ขี่จักรยานกันเป็นปรกติ เดินเหินแข็งแรง ไม่ว่าคนแก่ หนุ่มสาว หรือเด็กๆ

             จะเห็นการดูแลเด็กแบบให้ช่วยตนเอง เรียนรู้เผชิญความยากลำบาก ความไม่สำเร็จด้วยตนเอง แก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยพ่อแม่ไม่โอ๋ แต่คอยดูอยู่ห่างๆอย่างมั่นใจและไว้วางใจในตัวเด็ก

           รูปแบบการจัดการศึกษาเรียนรู้แบบไม่มีหลักสูตร ที่นี่จึงมีหลากหลายมากๆ มีทั่วทุกหัวระแหงจริงๆ

             ตั้งแต่ระดับเมือง เช่นการจัดพื้นที่เรียนรู้ระดับชุมชน (urban multiple functions play stations) กระจายทั่วทุกๆชุมชน เน้นห้องสมุดแบบเปิด (ขนาดใหญ่/เล็ก) + play stations ทั้งในและนอกอาคาร หลากหลายทางเลือก แบบ adventure ในธรรมชาติ    สวนประเภทต่างๆ หรือจะเป็นแบบฝึกสมองประลองปัญญา + การออกกำลังกาย เล่นเดี่ยว เล่นทั้งครอบครัว การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์สถานเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1851 ถึงปัจจุบันยังคงเปิดทำการจัดแสดงรวบรวมผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

              โบสถ์วิหาร คฤหาสน์ พระราชวัง สุสานต่างๆที่นำมาเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ การแสดงประวัติศาสตร์ของประเทศบ้าง วัฒนธรรมดั้งเดิมบ้าง โดยเน้นความสามารถในกรออกแบบการนำเสนอทั้งเนื้อหา และสุนทรียภาพ ซึ่งแต่ละแห่งต้องลงทุกทุนการดูและ บำรุงรักษาไม่ใช่น้อย เพื่อให้บริการต้อนรับประชาชนให้เข้าถึงได้ง่าย สนุกในการเรียนรู้ สะอาด ปลอดภัย (โดยเฉพาะห้องน้ำ มีบริการทั่วถึงและสะอาดทุกแห่ง)

              ลองจินตนาการดูแล้วกันค่ะว่า สมาชิกครอบครัวทุกวัยไปเที่ยวไหนกัน ที่ไม่ใช่ศูนย์การค้าอย่างบ้านเรา

ส่วนสถานศึกษาก็เช่นกัน มีหลากหลายรูปแบบ ไม่เฉพาะแต่โรงเรียนของรัฐ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,300-1,400 แห่ง ทั่วประเทศ (เมษายน 2024) ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศที่จัดการศึกษาภาคบังคับโดยผู้ปกครองไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ฟรี 100%     กับโรงเรียนเอกชนอีกจำนวนน้อย ซึ่งเราเน้นมาดูงานครั้งนี้ ก็มีหลากหลายรูปแบบเช่นกัน                 

ที่น่าสนใจมากคือ  International People’s College (IPC), Hellingor, 1861 มีนักศึกษาประมาณ 80 คน ที่นี่น่าประทับใจมากจริงๆ เพราะเขาสะท้อนความพยายามที่กล่าวข้างต้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แบบตรงประเด็น นั่นก็คือ ภารกิจในการสร้างประชาชนคนรุ่นใหม่ของเดนมาร์ก ให้เป็นผู้นำสังคมที่ตระหนักถึงการพัฒนาสังคมวัฒนธรรม ทัศนคติ  วิธีคิด ที่ขอเรียกว่า อย่างอารยวิถี (Well-Being) คืออยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนในความแตกต่างระหว่างชนชาติ (มีนักศึกษามาจาก 30 กว่าชาติทั่วโลก) ความเชื่อ วัฒนธรรม แม้แต่วัย 

             รับนักศึกษาอายุตั้งแต่ 17 ขึ้นไป ถึง 80 ยังมีมาเรียนผ่านหลักสูตร 1 ปี (2 เทอม) ก่อนเข้าสู่มหาวิทยาลัย หรือทำงาน โดยได้รับการรับรองคุณวุฒิการศึกษาอย่างเป็นทางการ    มีอยู่ทั้งหมด 70 แห่งกระจายทั่วประเทศ แต่ละแห่งจะมีเอกลักษณ์หรือจุดเน้นเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป แต่เน้นวิชาชีวิตเป็นหลัก 

              ที่สำคัญคือการรู้จักตนเอง เข้าถึงจิตใจที่เป็นกุศล วิธีการเรียนเน้น สุนทรียสนทนา (dialogue based learning) และ การทำงานร่วมกัน (Collaborative learning) หน่วยงานการเรียนรู้ ( Task based learning)ให้ผู้เรียนเลือกตามความถนัด

             ดูจากอัธยาศัยและบุคลิกของครูใหญ่ (ซึ่งเพิ่งจะเกษียณอายุปีนี้) อบอุ่นและเป็นมิตร มีพลังสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างง่ายๆ     สถานที่ บรรยากาศก็ส่งเสริมกิจกรรมนั้นๆ น่ามาเรียนมากๆ

             สถานศึกษาอื่นๆอีก 3 แห่งที่ตอบรับเราในช่วงนี้ของการเปิดเทอมแรกของปี ได้แก่ International school of Hellerup, International school of Odense  และ Viking International school at Roskilde ทั้ง 3 แห่งเป็นโรงเรียนเอกชน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐประมาณ 2 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน ที่เหลือผู้ปกครองเป็นผู้จ่ายเอง

            แม้ว่าแต่ละโรงเรียนจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตน แต่กลับพูดถึงเป้าหมายใหญ่เป็นเสียงเดียวกันตรงกันเป๊ะเป็นเอกภาพโดยมิได้นัดหมาย คือ อารยวิถี (Well-Being) แม้จะเป็นโรงเรียนที่ก่อตั้งมานานเกือบร้อยปีหรือเพิ่งตั้งมาไม่นานเกิน 10 ปี ก็ตาม

             แต่ละแห่ง ครูใหญ่หรือผู้บริหารจะมีบุคลิกที่คล้ายกันคือ มีแรงบันดาลใจ มีความเป็นผู้นำสูงในการสร้างการเรียนรู้ซึ่งใช้วิธีการแบบองค์รวม (Holistic Learning) การสร้างสมดุล หรือบูรณาการ ระหว่างการเรียนความรู้และการเรียนชีวิต  วิธีการเรียนรู้ส่วนใหญ่เป็นการเรียนรู้ด้วยวิธีสืบเสาะ (Enquiry based learning) วิธีการเรียนบนการเล่น/เล่นเป็นเรียน (Play based learning) การเรียนบนสถานการณ์จริงนอกห้องเรียน ไม่เน้นการสอบแข่งขัน

              2 ใน 3 โรงเรียนให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพ พยายามสร้างสรรค์ให้ทุกตารางนิ้วในห้องเรียนและนอกห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างสวยงามและสร้างจินตนาการให้เด็กๆอย่างเต็มที่

              และที่สำคัญเหนืออื่นใด ผู้บริหารทุกโรงเรียนลงมือทำการพัฒนาครูบนงานด้วยตนเอง คือทั้งวางระบบ และเป็นโค้ชเอง อย่างมืออาชีพทีเดียว เห็นแล้วจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาสามารถรักษาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง

              ดูแล้วได้แต่รำพึงกันว่า โอ้ การศึกษาไทยในวันนี้ ช่างล้าหลังเสียจริงแล้ว ยากหนักหนาที่จะเปลี่ยน mindset ของผู้ดูแลรับผิดชอบการบริหารจัดการศึกษาให้ทันโลก และสร้างเป้าหมายหลักในการพัฒนาคนของชาติอย่างเป็นเอกภาพ และมีความต่อเนื่อง  ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการให้โรงเรียนมีความเป็นตัวของตัวเอง สามารถบริหารจัดการตนเองในทุกมิติ มีความเป็นโรงเรียนที่แท้จริง (autonomy) มีชีวิตชีวา พัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน มิใช่ส่วนราชการที่รอรับคำสั่งอย่างไร้พลัง ดังที่เป็นมาเป็นอยู่ และจะเป็นอีกต่อไปไม่รู้จบ