กากวตีชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๗. กากวตีชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๒๗)
ว่าด้วยนางกากวดี
(นฏกุเวรคนธรรพ์ยืนอยู่ในราชสำนัก ได้ขับร้องเพลงว่า)
[๑๐๕] นางผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้าอยู่ที่ใด กลิ่นกายนางก็ยังหอมฟุ้งมาจากที่นั้น ข้าพเจ้ามีใจกำหนัดยินดีในนางใด นางนั้นชื่อว่ากากวดี อยู่ไกลจากนี้
(พญาครุฑได้ฟังดังนั้น จึงถามว่า)
[๑๐๖] ท่านข้ามสมุทรไปได้อย่างไร ข้ามแม่น้ำเกปุกะไปได้อย่างไร ข้ามสมุทรทั้ง ๗ ไปได้อย่างไร และขึ้นไปยังวิมานฉิมพลีได้อย่างไร
(นฏกุเวรคนธรรพ์ตอบว่า)
[๑๐๗] ข้าพเจ้าข้ามสมุทรไปได้เพราะท่าน ข้ามแม่น้ำเกปุกะไปได้เพราะท่าน ข้ามสมุทรทั้ง ๗ ไปได้เพราะท่าน และขึ้นไปยังวิมานฉิมพลีได้ก็เพราะท่าน
(พญาครุฑได้กล่าวว่า)
[๑๐๘] น่าติเตียนจริง เราตัวใหญ่เสียเปล่า แต่หามีความคิดไม่ เพราะเราได้นำชายชู้ของเมียตัวเองทั้งไปทั้งกลับ
กากวตีชาดกที่ ๗ จบ
------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
กากาติชาดก
ว่าด้วย นางกากี
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึกรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้กระสันจะสึกจริงหรือ? เมื่อภิกษุนั้นทูลรับ จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า เพราะเหตุไร เธอจึงกระสันจะสึก. ภิกษุนั้นกราบทูลว่า เพราะอำนาจกิเลส พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมดาว่ามาตุคาม ใครๆ รักษาไว้ไม่ได้ ใครๆ ไม่อาจรักษา ก็โบราณกบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน แม้จะให้ยกมาตุคามขึ้นไว้ในวิมานต้นฉิมพลี ในท่ามกลางมหาสุมทร ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น เจริญวัยแล้ว เมื่อพระราชบิดาสวรรคต ก็ครองราชสมบัติ
พระอัครมเหสีของพระโพธิสัตว์นั้นพระนามว่ากากาติ ได้มีพระรูปโฉมงดงาม ดุจนางเทพอัปสร.
นี้เป็นเนื้อความสังเขปในชาดกนี้ ส่วนเรื่องอดีตโดยพิสดาร จักมีแจ้งใน กุณาลชาดก.
ก็ในกาลนั้น พระยาครุฑตนหนึ่งแปลงเพศเป็นมนุษย์มาเล่นสกากับพระราชา มีจิตปฏิพัทธ์ในพระนางกากาติอัครมเหสี จึงพาพระนางไปยังสุบรรณภพแล้วร่วมอภิรมย์อยู่กับพระนางนั้น. พระราชาเมื่อไม่พบเห็นพระเทวี จึงตรัสกะคนธรรพ์ชื่อนฏกุเวรว่า เธอจงค้นหาพระเทวีนั้นดู.
คนธรรพ์นั้นจึงกำหนดเอาพระยาครุฑนั้น จึงนอนอยู่ในดงตะไคร้น้ำในสระแห่งหนึ่ง ในเวลาครุฑนั้นไปจากสระนั้น ได้เกาะอยู่ในระหว่างปีกไปจนถึงสุบรรณภพ แล้วออกจากระหว่างปีก กระทำการเคล้าคลึงด้วยกิเลสกับพระเทวีนั้น แล้วเกาะอยู่ในระหว่างปีกของพระยาครุฑนั้นนั่นแหละกลับมาอีก
ในเวลาพระยาครุฑเล่นสกากับพระราชา จึงถือพิณของตน มายังสนามเล่นสกา ยืนอยู่ในราชสำนัก จึงกล่าวคาถาที่ ๑ โดยขับเป็นเพลงขับว่า :-
หญิงคนรักของเราอยู่ ณ ที่แห่งใด กลิ่นของนางยังหอมฟุ้งมาจากที่แห่งนั้น ใจของเรายินดีในนางใดนางนั้นชื่อกากาติ อยู่ไกลจากที่นี้.
พระยาครุฑได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ท่านข้ามทะเลไปได้อย่างไร ท่านข้ามแม่น้ำเกปุกะไปได้อย่างไร ท่านข้ามทะเลทั้ง ๗ แห่งไปได้อย่างไร ท่านขึ้นต้นงิ้วฉิมพลีได้อย่างไร.
คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ท่านข้ามทะเลในชมพูทวีปนี้ และแม่น้ำชื่อว่าเกปุกะ ซึ่งถัดจากทะเลนั้นไป และทะเลทั้ง ๗ แห่งซึ่งตั้งอยู่ในระหว่างภูเขาทั้งหลายได้อย่างไร คือข้ามไปได้ด้วยอุบายอะไร และท่านขึ้นต้นฉิมพลีอันเป็นภพของเราซึ่งตั้งอยู่เลยทะเลทั้ง ๗ ได้อย่างไร.
นฏกุเวรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
เราข้ามทะเลไปได้เพราะท่าน ข้ามแม่น้ำเกปุกะได้เพราะท่าน ข้ามทะเลทั้ง ๗ แห่งได้เพราะท่าน และขึ้นต้นฉิมพลีได้ก็เพราะท่าน.
ลำดับนั้น พระยาครุฑจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
น่าติเตียนเราผู้มีกายใหญ่โต น่าติเตียนเราผู้ไม่มีความคิด เพราะว่าเรานำมาบ้าง นำไปบ้างซึ่งชายชู้ของเมีย.
พระยาครุฑนั้นได้นำพระนางกากาตินั้นไปถวายพระราชา แล้วไม่ได้ไปเล่นสกาอีก.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดกว่า ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึกดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล.
นฏกุเวรในกาลนั้น ได้เป็นภิกษุผู้กระสันจะสึกในบัดนี้
ส่วนพระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากากาติชาดกที่ ๗
-----------------------------------------------------