คำว่า ‘คอรัปชั่นเชิงนโยบาย’ เกิดขึ้นและใช้กันแพร่หลายเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว และใช้เป็นเครื่องมือการต่อสู้กัน ทางการเมืองต่อเนื่องมาหลายยุค มีหลายคนได้รับโทษอาญาจากความผิดที่เกิดจากสิ่งที่เรียกกันว่า ‘คอรัปชันเชิงนโยบาย’ ดังปรากฎในบทความของ ดร. มานะ นิมิตมงคล ที่โพสใน www.anticorruption.in.th เมื่อ 22 เมษายน 2021 ผู้สนใจหาอ่านได้ แต่สาระทั้งหมดดังกล่าวไม่ใช่วัตถุประสงค์ของบทเขียนนี้จึงไม่นำมาเสนอในบทเขียนนี้ 

วัตถุประสงค์ของบทเขียนนี้คือการทำความเข้าใจกับคำว่า corruption และถ้าจะมีสิ่งที่เรียกกว่าคอรัปชั่นเชิงนโยบาย สิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ จึงขอนำสาระที่ได้อ่านจากเวฟไซต์ publicsafety.gc.ca เรื่อง Definitions of Corruption ซึ่งเป็นสาระสรุปการวิจัยฉบับที่ 48 ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการให้นิยามแยกตามประเภทหรือลักษณะของคอรัปชั่น และอธิบายเกี่ยวกับคอรัปชั่นได้เข้าใจง่าย ตามประเภทยองคอรัปชั่นดังนี้ 

อุปสงค์กับอุปทานคอรัปชั่น (Demand vs supply corruption)

       อุปทานคอรัปชั่น เป็นการยอมจ่ายเงิน หรือผลประโยชน์อื่นเพื่อแลกกับสิ่งที่ต้องการ ส่วนอุปสงค์คอรัปชั่นก็คือการรับเงิน หรือผลประโยชน์อื่นดังกล่าว 

คอรัปชั่นทางตรงกับทางอ้อม (Conventional vs unconventional corruption)

       คอรัปชั่นทางตรงเป็นคอรัปชั่นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้มีอำนาจรับสินบนเพื่อทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนคอรัปชั่นทางอ้อมเป็นคอรัปชั่นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะที่มาจากการเลือกตั้งยอมทำอย่างใดอย่าง หรือไม่ยอมทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อประโยขน์ของผู้เกี่ยวข้อง โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

คอรัปชั่นขนานใหญ่กับแบบธรรมดา (Grand vs petty corruption)

       คอรัปชั่นแบบธรรมดา เป็นการเรียกผลประโยชน์เล็กๆ น้อยเพื่ออำนวยความสะดวก หรือเพื่อประโยชน์ในการติดต่องานราชการ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นรายกรณีทั่วไป ส่วนคอรัปชั่นขนานใหญ่เป็นคอรัปชั่นทางตรงแบบหนึ่ง แต่มีขอบเขตและผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีอำนาจระดับสูงในรัฐบาล ทั้งที่มาจากการแต่งตั้ง และเลือกตั้ง ที่ใช้ช่องทางราชการในการแสวงหาผลประโยชน์จากงาน หรือโครงการของรัฐ มีหลายแบบ เช่น คอรัปชั่นเชิงการเมือง (Political corruption) และ  คอรัปชั่นแบบครอบงำรัฐ (State capture corruption: บางคนเรียกว่าคอรัปชั่นแบบยึดรัฐ) 

       คอรัปชั้นเชิงการเมือง เป็นคอรัปชั่นที่มีการดำเนินการเป็นระบบและขบวนการ มีผู้มีอำนาจและข้าราชการหลายระดับเกี่ยวข้อง  และคอรัปแบบครอบงำรัฐเกิดขึ้นจากบริษัทธุรกิจ หรือองค์การภายนอกมีออิทธิพลต่อการกำหนดทิศทาง นโยบาย และการดำเนินงานของรัฐบาล 

สำหรับแนวคิด ‘คอรัปชั่นเชิงนโยบาย’ น่าจะใกล้เคียง หรือเป็นสิ่งเดียวกันกับ ‘คอรัปชั่นเชิงการเมือง’ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ในบริบทประเทศไทยจะมีปัญหาทั้งคอรัปชั่นเชิงการเมือง และคอรัปชั่นแบบครอบงำรัฐ​ แต่ในบทเขียนนี้จะกล่าวถึงเฉพาะคอรัปชั่นเชิงนโยบาย 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศเรามีคอรัปเช่นในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ เพราะจริงๆ แล้วทั่วโลกมีปัญหาคอรัปชั่นแบบต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นด้วยกันทั้งสิ้น ต่างกันที่จะมีมากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น และถ้าประเทศใดแก้ปัญหาคอรัปชั่นได้ดีก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่ที่ผมยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเพราะมีการนำใช้แนวคิด ‘คอรัปชั่นเชิงนโยบาย หรือคอรัปชั้นทางการเมือง’ นี้เป็นเครื่องมือในการทำลายในลักษณะเดียวกันกับ ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน และทฤษฎีสมคบคิด’ ดังที่เขียนไว้ในบทเขียนก่อนหน้านั้นมาแล้วครับ 

ประเด็นคือ ทั้ง 3 เรื่องเป็นสิ่งที่ดี แต่ทั้ง 3 เรื่องมีสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจใช้ชัดเจน มีการนำใช้โดยสุจริตใจ และมีแนวปฏิบ้ติที่เป็นรูปธรรม หาไม่แล้วก็จะมีการนำใช้แนวคิดเหล่านั้นทำลายกันเอง และสร้างปัญหาให้กับประเทศเราไม่มีที่สิิ้นสุด ดังปรากฏการณ์ทางการเมืองในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาครับ ผลก็คือประเทศบอบช้ำ และคนไทยส่วนใหญ่รับเคราะห์กรรมครับ 

เรื่อง ‘คอรัปชั่นเชิงนโยบาย’ นี้ก็เช่นกัน โดยเฉพาะเราเจาะจงว่าเป็น ‘คอรัปชั่นเชิงนโยบาย’ ไม่ใช่คอรัปชั่นเชิงการเมือง จึงทำให้สปอร์ตไลท์อยู่ที่ ‘นโยบาย’ ซึ่งบิดเบือนและกล่าวหากันได้ง่ายครับ ดังน้้นเรา โดยรัฐบาล หรือสภาผู้แทนราษฎร (รวมทั้งประชาชน) ต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้กระจ่างชัดโดยการกำหนดองค์ประกอบของคอรัปชั่นเชิงนโยบาย หรือเชิงการเมือง ให้ชัดเจนว่าประกอบด้วยอะไรบ้างจึงจะเรียกว่าเข้าข่าย ‘คอรัปชันเชิงนโยบาย’ ซึ่งถ้าฝ่ายการเมือง หรือบุคคลใด หรือกลุ่มใดมีการดำเนินการครบตามองค์ประกอบ ให้ถือว่าเป็นคอรัปชั่นเชิงนโยบาย และเอาผิดได้เลย แต่ปัจจุบันนี้เราปล่อยให้ตีความกันเอาเอง และสร้างปัญหาให้กับประเทศเราเป็นอย่างยิ่ง 

การกำหนดองค์ประกอบของความผิดต้องชัดเจน เป็นรูปธรรม จึงจะแก้ปัญหาได้ เช่นเดียวกับปัญหาคำว่า ‘จริยธรรม’  หรือ ‘กบฎ’ ซึ่งก็เป็นปัญหาเชิงสังคมและการเมืองของประเทศเราไม่น้อยในปัจจุบัน 

ผมเคยเขียนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญประเทศสหรัฐอเมริกาในหลายวันก่อน ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดองค์ประกอบความผิดของคำว่ากบฎต่อรัฐไว้ว่า ‘(1) มีการเกณฑ์คนเพื่อทำสงครามกับรัฐ (2) ร่วมหรือช่วยเหลือศัตรูของประเทศ และ (3) ผู้ต้องหาสารภาพต่อสาธารณะ’ และกำหนดว่าการลงโทษกบฎเป็นโทษเฉพาะบุคคล ไม่รวมถึงทาญาติ เป็นต้น 

ส่วนประเทศเราจะกำหนดอย่างไร ก็ว่ากันไปครับ แต่ขอให้มีความชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ครับ 

รักนะประเทศไทย

สมาน อัศวภูมิ 

22 สิงหาคม 2567