วันที่ ๘ และ ๙ มิถุนายน ผมติดต่อท่านรองฯ กองพล   และท่าน ผอ. สำนักงานสภาฯ นงเยาว์ สุคำภา ขอเอกสารรายงานการประชุมสภามหาวิทยาลัย ปี ๒๕๖๗ และ ๒๕๖๖ เอามาศึกษาล่วงหน้าว่ามีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอะไรบ้าง       

ก็พบเรื่องการอุทธรณ์ร้องทุกข์ของอดีตอาจารย์ที่ถูกเลิกจ้าง    กล่าวหาอธิการบดีว่ากลั่นแกล้ง    ที่ท่านอธิการบดีเกริ่นให้ผมทราบแล้วเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม   เรื่องนี้จบไปแล้ว  

ท่านรองฯ กองพลกับ ผอ. นงเยาว์นัดมาคุยกับผมบ่ายวันที่ ๑๒ มิถุนายน เพื่อหารือเรื่องการจัดวาระการประชุมสภาในวันที่ ๒๒ มิถุนายน    ผมขอปรับลำดับของวาระจาก วาระเชิงนโยบาย (ที่ใช้เวลาพิจารณาเรื่องใหญ่ๆ ที่มีผลกระทบสำคัญต่อมหาวิทยาลัย) ที่เดิมเป็นวาระที่ ๗  อยู่หลังสุด    เลื่อนมาเป็นวาระที่ ๓ หลังวาระแจ้งเพื่อทราบ  และวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม    เพื่อให้กรรมการมีเวลาพิจารณาเรื่องนโยบายในทุกการประชุม     เป็นการเปิดโอกาสให้สภาทำหน้าที่ strategic function   ที่เป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าหรือการปรับตัวของมหาวิทยาลัย    ตามแนวทางที่กำหนดไว้ว่า จะให้สภาใช้เวลา ร้อยละ ๖๐ กับงานเชิงพัฒนา 

ผมได้รับรู้ว่า มีเรื่องที่ สป. อว. ส่งมา ในลักษณะบัตรสนเท่ห์ กล่าวหาว่ามีการบริหารงานแบบมีผลประโยชน์ทับซ้อน    ผมส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วพิจารณาประกอบการยกร่างหนังสือตอบ   

เมื่อเข้ารับหน้าที่ผมก็พบว่า มีภารกิจจัดการความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัย ที่สภามหาวิทยาลัยจะต้องหาทางขจัด    และพัฒนาบรรยากาศของความสามัคคีขึ้นใหม่    เพื่อให้ประชาคม มทส. ร่วมกันทำงานสร้างความเจริญให้แก่ประเทศ    ยกระดับผลงานของมหาวิทยาลัยให้ยิ่งกว่าสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ที่ มทส. พัฒนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำได้อย่างดียิ่ง          

วิจารณ์ พานิช          

 ๒๒ มิ.ย. ๖๗