ฉันไม่ต้องกานำบางสิ่งที่เขารักออกมา แต่ฉันจำเป็นต้องทำหน้าที่ของพ่อแม่ เพราะต้องมีกฎเกณฑ์บางข้อที่เขาต้องปฏิบัติตาม
ลูกชายอายุ 14 ปีของฉันรักการเล่นเกม
เขาเล่นในคอมพิวเตอร์ เขาเล่นใน laptop เขาเล่นในมือถือ เขาเล่นกับเพื่อนๆ เขาเล่นเมื่ออยู่คนเดียว และเขาน่าจะเล่นเกมในห้องน้ำ หากเขาสามารถทำได้
และถึงแม้ว่าเขาไม่เล่นเกม แต่เขาก็ดูยูทูปที่เกี่ยวกับเล่นเกมอยู่ดี
ในฐานะที่เป็นคุฯแม่ ฉันเข้าใจ การเล่นเกมเป็นสิ่งที่สนุก มันท้าทาย มันน่าตื่นเต้น มีเกมเป็นพันๆให้เขาเลือกเล่น มันสิ่งที่ลดความเครียดและเชื่อมต่อกับเพื่อนๆทางออนไลน์ ซึ่งชื่นชอบการเล่นเกมอย่างที่เขาชอบ แต่ฉันอาจโกหก หากฉันยอมรรับมันในตอนนั้น เพราะมันทำให้ฉันกลายเป็นบ้าไปเลยทีเดียว
ฉันตระหนักว่าเวลาเปลี่ยนแปลงไปจากความเคยชินที่เราเคยมี และฉันพยายามเข้าใจในสิ่งที่ยากจะเข้าใจคือแนวคิดที่ว่าวัยรุ่นยุคนี้หาเพื่อนในสื่อสารทางสังคมมากกว่าที่เคยเป็น การเล่นเกม และการติดต่อทางไลน์ ฉันไม่ได้เกลียดมัน แต่มันอย่างที่มันเป็น (เป็นวลีที่ฉันพูดกับตนเองหลายๆครั้งต่อวัน ตั้งแต่เป็นพ่อแม่ของวัยรุ่น)
ฉันไม่ได้ห้ามเขาไม่ให้เล่นเกม ลูกชายรักการเล่นเกม ประเด็นแรกคือฉันสามารถสัญญากับคุณว่า เขาสามารถหาวิธีการเล่นเกมโดยที่คุณอนุญาตหรือไม่ก็ได้ ประเด็นที่ 2 มันเป็นการใช้เวลาว่างของเขา (เหมือนการอ่าน เขียน หรือการถักโครเช่ของเรา) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยบอกว่าการเล่นเกมจะมีประโยชน์หากมีกฎเกณฑ์บางข้อกำหนด
อย่างไรก็ตาม ฉันจะไม่ได้ทำงานอย่างพ่อแม่คนอื่นๆ หากฉันไม่ยื่นคำขาด เขาจะต่อต้านฉัน แต่เพื่อความเป็นอยู่ดีของเขา ฉันก็เลยตั้งกฎเกณฑ์ง่ายๆบางข้อสำหรับบ้านของฉัน
1. จำกัดเวลาและนานแค่ไหนที่เขาจะเล่นเกม
เกมไม่เป็นเพียงแต่การใช้เวลาว่างที่โปรดปรานกับลูกชายของฉัน แต่เกมยังเป็นวีการให้เขาคลายความกดดันและคลายเตรียดหลังจากเรียนหนักมาทั้งวัน หรือเป็นวิธนีการให้เขาผ่อนคลาดในวันเสาร์ตอนบ่ายๆ ดังนั้น ฉันเข้าใจว่าหากเขากลับบ้านและเล่นเมสัก 1 ชั่วโมง หรือก่อนเขาทำการบ้าน หรือใช้เวลาเล่นเกมกับเพื่อนๆของเขาในวันเสาร์เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่การเล่นเกมแบบมาราธอน ใช้เวลายาวนาน เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ในบ้านของฉัน
ฉันค่อนข้างจะยืดหยุ่นกับข้อจำกัด (เพราะมันทำให้ฉันไม่ต้องออกกฎเหล็ก) เพราะได้วางกฎเกณฑ์กับการเล่นเกม ในวันโรงเรียนเปิด อาจให้เวลาสัก 1-2 ชั่วโมงต่อวัน แต่ระหว่างหน้าร้อน จะให้เวลายาวนานกว่าวันเปิดเรียน เพราะเขามีเวลาว่าง
2. เขาจะเล่มเกมที่ผ่านการอนุมัติแล้วเท่านั้น
ฉันจะตรวจสอบเกมที่เขาเล่น และตัดสินใจว่าเกมไหนเหมาะกับเด็กชายอายุ 14 ปี แน่นอนว่าจะผ่อนคลายกฎนี้เวลาที่เขาโตขึ้น ฉันคงไม่อยากตรวจสอบเกมตอนอายุ 18 หรือไปเรียนวิทยาลัยหรอก แต่ตอนนี้หน้าที่ของฉันคือปกป้องลูก
3. งานบ้านต้องเสร็จก่อนการเล่นเกม
กฎเกณฑ์ของบ้านคือลูกชายต้องทำงานบ้านให้เสร็จก่อนการเล่นเกม งานบ้านที่เขาต้องทำไม่ได้ใช้เวลาเยอะ ดังนั้นจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา ก่อนการเล่นเกม ในบางกรณี (ซึ่งน้อยครั้งมากจะเกิด) ตอนที่เขาทำงานบ้าน ฉันจะไปอยู่ด้วยเพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ แต่ก็เหมือนกับหน้าที่ของพ่อแม่คนอื่นๆ หากฉันยังมั่นคงกับกฎเกณฑ์ ลูกชายจะยินดีที่จะทำตาม
4. ไม่มีการเล่นเกมในอาหารมื้อเย็น หรือเมื่อเราออกไปทานอาหารเย็นนอกบ้าน
เมื่อเราอยู่ทานอาหารเย็นร่วมกัน จะไม่มีการเล่นเกม นี่เป็นเวลาแห่งการติดต่อกันแบบหน้าต่อหน้า ไม่มีการใช้มือถือหรือการเล่นเกม ฉันคิดว่าลูกชายจะให้เวลาเราอย่างน้อย 30 นาที-1 ชั่วโมง ในการเล่นเกมแลกกับการทานอาหารเย็นร่วมกันแบบครอบครัว ตอนนี้เขาอาจไม่รักมัน แต่ในวันหนึ่ง เขาอาจซาบซึ้งเวลาที่เราใช้ร่วมกันแบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น
5. ไม่มีการเล่นเกมหลังจาก 4 ทุ่มเป็นต้นไป
ในขณะที่ฉันจะมีเวลาที่ยืดหยุ่นในหน้าร้อน แต่เราจะมีเวลาเฉพาะตอนโรงเรียนเปิด นั่นคือหลังจากสี่ทุ่มเป็นต้นไป ห้ามนำมือถือ ไอแพด แล็บท็อบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดมาที่เตียงนอน ดังแม้ว่านี้จะเป็นกฎเกณฑ์ที่ยาก แต่จะมีการตรวจสอบห้องว่าจะไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้บนเตียง
6. ไม่มีการพูดคุยทางออนไลน์กับคนที่เขาไม่รู้จัก
7. ให้เวลาที่เด็กๆจะมีกิจกรรมร่วมกับคนอื่นๆ
8. งานอดิเรก, กีฬาต่างๆ, กิจกรรมนอกหลักสูตร, หรือกิจกรรมกลางแจ้ง เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด
การหาจุดสมดุลสำหรับชีวิตของเขาเป็นสิ่งที่จำเป็น เป็นบางสิ่งที่ครอบครองเทศะในหัวใจ และเวลาในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นบาสเกตบอล, เบสบอล, หรือยิมนาสติก, วิชาการหุ่นยนต์, หรือชมรมหมากรุกหลังจากโรงเรียนเลิก, หรือการเดินป่ากับเพื่อนๆในวันหยุด
ครั้งแรกฉันรู้ว่าคุณคงไม่พอใจกับนักเล่นเกมในครอบครัว มันเป็นการยากที่จะกระตุ้นให้พวกเขาใช้เวลาว่างไปกับของอย่างอื่น แทนที่คอมพิวเตอร์, laptop, หรือมือถือ แต่จุดสมดุลเป็นสิ่งจำเป็น การมีปฏิสัมพันธ์แบบหน้าต่อหน้ากับเด็กๆ, การทำให้ทักษะการสื่อสารและทักษะทางสังคมเข้มแข็งมากขึ้น, การพบกับเด็กคนอื่นๆที่มีจิตใจแบบเดียวกัน, และการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ และการทำร่วมกับคนอื่นๆเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดังนั้นอย่าให้วัยรุ่นของคุณต่อสู้กับคุณในเรื่องนี้ จงยึดมั่นอยู่กับที่ และทำข้อกำหนดให้เรียบร้อย วัยรุ่นจะขอบคุณในที่สุด
ในฐานะที่เป็นคุณแม่ ฉันไม่กังวลว่าลูกชายฉันชอบเกม ฉันเพียงแต่คิดว่า มันเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งของเขา แต่ฉันไม่อยากให้เกมเป็นทั้งหมดของความสนุกสนาน
ชีวิตกำลังเคลื่อนที่ และฉันไม่ต้องการให้เขมาคิดย้อนกลับและนั่งเสียใจที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับหน้าจอแทนที่จะไปมีประสบการณ์กับชีวิต
แปลและเรียบเรียงจาก
Amannda Maphies. My Son Loves Gaming, But He Needs Balance: 8 Rules I’m Implementing in My Home.