ว่าด้วย การสรรเสริญกันและกัน

ชัมพุขาทกชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๔. ชัมพุขาทกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๙๔)

ว่าด้วยสุนัขจิ้งจอกอยากกินลูกหว้า

             (สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งต้องการจะลวงกากินลูกหว้าแสร้งสรรเสริญกาว่า)

             [๑๓๐] ใครนั่นมีเสียงหยดย้อยยอดเยี่ยม กว่าสัตว์ที่มีเสียงไพเราะทั้งหลาย จับอยู่ที่กิ่งต้นหว้า เจรจาด้วยสำเนียงอันน่าพอใจ คล้ายลูกนกยูง

             (กาสรรเสริญตอบสุนัขจิ้งจอกว่า)

             [๑๓๑] กุลบุตรรู้จักสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน นี่ท่านผู้มีผิวพรรณเช่นกับลูกเสือโคร่ง เชิญท่านบริโภคเถิดเพื่อน เราจะให้ลูกหว้าสุกแก่ท่าน

             (เทวดาโพธิสัตว์เห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง จึงกล่าวว่า)

             [๑๓๒] เราเห็นมานานแล้ว คนที่มาประชุมกันพูดเท็จ สรรเสริญกันเอง คือ กากินอาหารที่เขาคายแล้วและสุนัขจิ้งจอกกินซากศพ

ชัมพุขาทกชาดกที่ ๔ จบ

-----------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ชัมพุขาทกชาดก

ว่าด้วย การสรรเสริญกันและกัน

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะ จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในครั้งนั้น เมื่อพระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะ พระโกกาลิกะจึงเข้าไปยังตระกูลทั้งหลาย กล่าวคุณของพระเทวทัตว่า พระเถระผู้มีนามว่าเทวทัต เกิดในราชวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราช โดยสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้ามหาสมมตราช เจริญในขัตติยวงศ์อันไม่ปะปน ทรงพระไตรปิฎก ได้ฌาน มีถ้อยคำไพเราะ เป็นธรรมกถึก ท่านทั้งหลายจงให้ จงกระทำแก่พระเถระเถิด.
               ฝ่ายพระเทวทัตก็กล่าวคุณของพระโกกาลิกะว่า พระโกกาลิกะออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ท่านทั้งหลายจงให้ จงกระทำแก่พระโกกาลิกะเถิด. พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะนั้นต่างกล่าวคุณของกันและกัน เที่ยวฉันอยู่ในเรือนแห่งตระกูลทั้งหลายด้วยประการดังนี้.
               อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างกล่าวถ้อยคำพรรณนาคุณอันไม่มีจริงของกันและกัน แล้วเที่ยวฉันอาหารอยู่ พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะนั้นกล่าวคำพรรณนาคุณอันไม่เป็นจริงแล้วบริโภคภัตตาหาร แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะก็บริโภคแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในราวป่าชมพู่แห่งหนึ่ง. ในป่าชมพู่นั้น มีกาตัวหนึ่งจับอยู่ที่กิ่งชมพู่ กินผลชมพู่สุกๆ ครั้งนั้น มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินมา แหงนดูเห็นกาคิดว่า ถ้ากระไร เรากล่าวคุณอันไม่เป็นจริงของกานี้ จะได้กินชมพู่สุก
               เมื่อจะกล่าวคุณของกานั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
               ใครนี่มีเสียงอันไพเราะเพราะพริ้ง อุดมกว่าสัตว์ผู้มีเสียงเพราะทั้งหลาย จับอยู่ที่กิ่งชมพู่ ส่งเสียงร้องไพเราะดุจลูกนกยูงฉะนั้น.
               ลำดับนั้น กาเมื่อจะสรรเสริญตอบสุนัขจิ้งจอกนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               กุลบุตรย่อมรู้จักสรรเสริญกุลบุตร ดูก่อนสหายผู้มีผิวพรรณคล้ายลูกเสือโคร่ง เชิญท่านบริโภคเถิด เรายอมให้แก่ท่าน.
               ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงเขย่ากิ่งชมพู่ให้ผลทั้งหลายหล่นลงไป.
               ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นชมพู่ เห็นกากับสุนัขจิ้งจอกทั้งสองแม้นั้น กล่าวคุณอันไม่เป็นจริงของกันและกันกินชมพู่สุกอยู่ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า
               ดูก่อนบุคคลผู้สรรเสริญกันและกัน เราได้เห็นคนพูดมุสา คือกาผู้เคี้ยวกินของที่คนอื่นคายแล้ว และสุนัขจิ้งจอกผู้กินซากศพ มาประชุมกันนานมาแล้ว.
               ก็แหละ เทวดานั้นครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว จึงแสดงรูปารมณ์อันน่ากลัวให้กาและสุนัขจิ้งจอกเหล่านั้นให้หนีไปจากที่นั้น.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               สุนัขจิ้งจอกในกาลนั้น ได้เป็น พระเทวทัต
               กาในกาลนั้น ได้เป็น พระโกกาลิกะ
               ส่วนรุกขเทวดาได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาชัมพูขาทกชาดกที่ ๔               
               -----------------------------------------------------