นานาฉันทชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๙. นานาฉันทชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๘๙)
ว่าด้วยความต้องการที่ต่างกัน
(พราหมณ์กล่าวกับพระโพธิสัตว์ว่า)
[๑๑๕] ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายอยู่ในเรือนหลังเดียวกัน แต่มีความต้องการต่างกัน คือ ข้าพระองค์ต้องการบ้านส่วย ส่วนนางพราหมณีต้องการแม่โคนม ๑๐๐ ตัว
[๑๑๖] บุตรของข้าพระองค์ต้องการรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย หญิงสะใภ้ต้องการต่างหูแก้วมณี ส่วนนางปุณณิกาทาสีผู้ต่ำต้อยต้องการครก กระด้ง และสาก พระเจ้าข้า
(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๑๑๗] ท่านทั้งหลายจงให้บ้านส่วยแก่พราหมณ์ แม่โคนม ๑๐๐ ตัวแก่นางพราหมณี รถเทียมม้าอาชาไนยแก่บุตรของพราหมณ์ ต่างหูแก้วมณีแก่หญิงสะใภ้ และครก กระด้ง สากแก่นางปุณณิกาทาสีผู้ต่ำต้อย
นานาฉันทชาดกที่ ๙ จบ
----------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
นานาฉันทชาดก
ว่าด้วย ต่างคนต่างใจ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภการได้พร ๘ ประการของท่านพระอานันทเถระ จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
เรื่องนี้จักมีแจ้งใน ชุณหชาดก เอกาทสนิบาต.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น พอเจริญวัย เล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกสิลา เมื่อพระราชบิดาสวรรคต ก็ได้ครองราชสมบัติ.
พระโพธิสัตว์นั้น มีปุโรหิตของพระราชบิดาถูกถอดจากตำแหน่ง. ปุโรหิตนั้นเป็นคนเข็ญใจ อาศัยอยู่ในเรือนคนชราแห่งหนึ่ง. ครั้นวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ปลอมเพศโดยใครๆ ไม่รู้จัก เสด็จเที่ยวตรวจตราพระนครในตอนกลางคืน. พวกโจรที่กระทำโจรกรรมแล้ว พากันดื่มสุราในโรงสุราแห่งหนึ่ง เอาหม้อใส่สุราไว้ต่างหากหม้อหนึ่ง ถือไปบ้านของตนๆ ในระหว่างทาง ได้เห็นพระโพธิสัตว์นั้นเข้าจึงกล่าวว่า เฮ้ย เจ้าเป็นใคร? แล้วตีชิงเอาผ้าห่ม ให้ยกหม้อสุรานั้นขู่ให้เดินไป.
ฝ่ายพราหมณ์นั้น ขณะนั้น ออกไปยืนอยู่ในระหว่างถนน ตรวจดูดาวนักษัตรรู้ว่า พระราชาตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกศัตรู จึงเรียกนางพราหมณี. นางพราหมณีนั้นกล่าวว่า อะไรกันค่ะท่าน แล้วรีบมายังสำนักของพราหมณ์นั้น. ลำดับนั้น พราหมณ์กล่าวกะนางพราหมณีนั้นว่า นางผู้เจริญ พระราชาของเราตกอยู่ในอำนาจของศัตรู. พราหมณีกล่าวว่า ก็ธุระอะไรของท่านเล่า พวกพราหมณ์ผู้มียศในราชสำนักจักรู้เอง. พระราชาทรงสดับเสียงของพราหมณ์ได้เสด็จไปหน่อย จึงตรัสกะพวกนักเลงว่า นาย ข้าพเจ้าเป็นคนยากจน ท่านเอาผ้าห่มไปแล้ว จงปล่อยข้าพเจ้าเถิด. พระราชาทรงตรัสอยู่บ่อยๆ พวกนักเลงเหล่านั้นจึงปล่อยไป ด้วยความกรุณา.
พระราชาทรงกำหนดเรือนที่อยู่ของนักเลงเหล่านั้นแล้วเสด็จกลับ.
ลำดับนั้น แม้ปุโรหิตคนเก่าก็กล่าวว่า นางผู้เจริญ พระราชาของเราพ้นจากเงื้อมมือของศัตรูแล้ว. พระราชาได้ทรงสดับคำแม้นั้น แล้วทรงกำหนดเรือนของปุโรหิตนั้นไว้ เสด็จขึ้นสู่ปราสาท.
เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระราชารับสั่งให้เรียกพราหมณ์ทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ท่านอาจารย์ ในตอนกลางคืน ท่านทั้งหลายได้ตรวจดาวนักษัตรบ้างหรือเปล่า?
พราหมณ์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ได้ตรวจดูแล้วพระเจ้าข้า
พระราชาตรัสถามว่า นักขัตตฤกษ์งามไหม? พราหมณ์. งามพระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสถามว่า ไม่เคราะห์อะไรๆ หรือ? พราหมณ์. ไม่มีพระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งให้เรียกปุโรหิตคนเก่ามาโดยรับสั่งว่า ท่านจงไปเรียกพราหมณ์จากบ้านโน้นมา แล้วตรัสถามว่า อาจารย์ตอนกลางคืน ท่านเห็นดาวนักษัตรบ้างไหม?
ปุโรหิตกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เห็นพระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสถามว่า เคราะห์อะไรๆ มีไหม?
พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระเจ้าข้า วันนี้ เวลากลางคืน พระองค์ตกอยู่ในอำนาจของศัตรู แต่เพียงครู่เดียว ก็หลุดพ้นได้.
พระราชาตรัสว่า ธรรมดาผู้รู้ดวงดาวนักขัตตฤกษ์ต้องเป็นคนเห็นปานนี้.
ครั้นตรัสแล้วให้ถอดพวกพราหมณ์ที่เหลือนอกนั้นเสียแล้วตรัสว่า พราหมณ์ เราเลื่อมใสท่าน ท่านจงรับเอาพร.
พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระพุทธเจ้าปรึกษากับบุตรและภรรยา แล้วจักรับเอา พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสว่า ไปเถอะท่าน ปรึกษากันแล้วจึงค่อยมา.
พราหมณ์นั้นไปแล้วเรียกพราหมณี บุตรชาย บุตรสะใภ้และหญิงทาสี มาแล้วถามว่า พระราชาพระราชทานพรแก่เรา เราจะรับเอาอะไร? พราหมณีกล่าวว่า ท่านจงนำโคนมมาให้ดิฉัน ๑๐๐ ตัว. บุตรชายชื่อว่าฉัตตมาณพกล่าวว่า ท่านจงนำรถเทียมม้าอันเทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัวมีสีเหมือนดอกโกมุท มาให้ฉัน. บุตรสะใภ้กล่าวว่า ท่านจงนำเอาเครื่องประดับมีต่างหูแก้วมณีเป็นต้น มาให้ดิฉัน. ทาสีชื่อว่าปุณณากล่าวว่า ท่านจงเอาครกและสากมาให้ดิฉัน. ส่วนพราหมณ์ต้องการรับเอาบ้านส่วย จึงไปยังราชสำนักอันพระราชาตรัสถามว่า ท่านถามบุตรและภรรยาดูแล้วหรือ จึงกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่มหาราช ข้าพระพุทธเจ้าถามแล้ว แต่มีความพอใจไม่เป็นอย่างเดียวกัน.
แล้วกล่าว ๒ คาถาแรกว่า :-
ข้าแต่มหาราช ข้าพระบาททั้งหลายอยู่ในเรือนหลังเดียวกัน แต่มีฉันทะความพอใจต่างกัน ข้าพระบาทอยากได้บ้านส่วย นางพราหมณีอยากได้โคนมสักร้อยหนึ่ง.
ลูกชายอยากได้รถเทียมอาชาไนย ลูกสะใภ้อยากได้ต่างหูแก้วมณี ฝ่ายนางปุณณทาสีผู้ชั่วช้าจำนงหวังจะใคร่ได้ครก สาก และกระด้ง.
พระราชาทรงสั่งว่า พวกท่านจงให้สิ่งที่ต้องการแล้วๆ แก่ทุกๆ คน ได้ตรัสเป็นคาถาว่า :-
ท่านทั้งหลายจงให้บ้านส่วยแก่พราหมณ์ จงให้โคนมร้อยตัวแก่พราหมณี จงให้รถเทียมม้าอาชาไนยแก่บุตรชาย จงให้ต่างหูแก้วมณีแก่บุตรสะใภ้ และจงให้ครกแก่นางปุณณทาสีผู้ชั่วช้า.
พระราชาได้พระราชทานสิ่งที่พราหมณ์ปรารถนา และยศใหญ่โตอย่างอื่น ด้วยประการดังนี้ แล้วตรัสว่า จำเดิมแต่นี้ไป ท่านจงขวนขวายในกิจที่จะพึงกระทำแก่เรา แล้วทรงตั้งพราหมณ์ไว้ในสำนักของพระองค์.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้เป็น อานนท์ ในบัดนี้
ส่วนพระราชา คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานานาฉันทชาดกที่ ๙
-----------------------------------------------------