คิดถึงลูกหลานที่เป็น “ครู”ซึ่งปัจจุบันวงการครู ไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ จึงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ แต่ไม่ห่วงเพราะพวกเขาก็โตๆกันแล้ว

บ้านสามหลัง...

         “ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้คงเดิม เวลาเปลี่ยน ฤดูกาลเปลี่ยน ดอกไม้ใบหญ้าเปลี่ยน และใจของผู้คนก็เปลี่ยน เช่นกัน...วันใดต้องเผชิญกับคำว่าเปลี่ยน จงบอกตัวเองว่า “นี่คือสัจธรรม” ความจริงที่ไม่มีใครหลีกพ้น และอาจเพราะคำว่าเปลี่ยนนี่เอง ที่ทำให้เรามีโอกาสได้พบกับสิ่งใหม่ ที่รอคอย...”

         ข้อคิดส่วนหนึ่ง จากหนังสือ คิดได้ได้คิด ของนักเขียนที่ชื่อ นุสนธิ์

         ทำให้ผมคิดถึงตัวเองที่เกษียณแล้ว และคิดถึงลูกหลานที่เป็น “ครู”ซึ่งปัจจุบันวงการครู ไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ จึงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ แต่ไม่ห่วงเพราะพวกเขาก็โตๆกันแล้ว 

         ยุคสมัยของผมที่เป็นผู้บริหาร จะสร้างงานให้ครูไม่มาก เพราะผมสงสารครู และผมเองเข้าถึงงานบางอย่างได้ เมื่อมุ่งการเรียนการสอนเสียแล้ว เรื่องอื่นก็จะเป็นเรื่องเล็กหมด ไม่ต้องมาโกลาหลวุ่นวาย

         ผมจะบอกครูอยู่เสมอว่า ในช่วงเย็นครูไม่ต้องรอให้ผมกลับก่อน ผมขอกลับเป็นคนสุดท้าย เพื่อดูน้ำดูไฟ ผมไว้ใจตัวผมเอง เพราะเราไม่มีภารโรง และคุณครูก็ไม่ควรอยู่เกินสี่โมงเย็น

         คุณครูควรเอาเวลาไปดูแลตัวเอง ไปจับจ่ายซื้อกับข้าว หรือไปดูแลครอบครัว ดูแลภรรยาและสามีบ้างก็ได้ หรือไม่ก็เอาเวลาไปหารายได้พิเศษ ถ้ามีความถนัดและความสนใจก็ทำไป

         เพราะ “คุณภาพ”โรงเรียนหรือผู้เรียน มันไม่ได้อยู่ที่ครูอยู่เย็นอยู่ค่ำ ลองสังเกตหรือวิจัยดูก็ได้ ว่าครูทำงานหนักแล้ว เด็กอ่านออกมากขึ้นไหม? ผลสัมฤทธิ์ระดับโรงเรียน เขตและสพฐ.สูงขึ้นบ้างไหม?

         คุณภาพจะพัฒนา ถ้าครูทำงานหนักและเต็มเวลาในห้องเรียนต่างหาก และทั้งเด็กและครูก็ไม่ควรเกินเวลาที่ควรจะเป็น มิฉะนั้นร่างกายและสมองจะอ่อนล้า ทุกคนต้องการการพักผ่อน เพื่อเริ่มต้นวันใหม่อย่างสวยงาม  

         ผมพูดแล้วก็ทำอย่างที่พูด ช่วงนั้นพอครูกลับกันหมด ผมก็ออกมาปลูกต้นไม้ รดน้ำ พรวนดินที่โคกหนองนา ๔ ปีผ่านไป...ใครผ่านไปผ่านมา ก็จะพบต้นไม้สูงใหญ่ จนแทบจะมองไม่เห็นตัวบ้าน

        พอความคิดเปลี่ยน ก็ดูเหมือนหลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงตามมามากมาย ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำงานให้ร่างกายทรุดโทรม จึงพยายามยืดหยุ่นตัวเอง คือได้ทั้งงานและได้ความเป็นส่วนตัวด้วย

         บางทีก็เคยคิดว่าเราตั้งหลักช้าไปหรือเปล่า...แต่นั่นแหละ บริบทของงานและต้นทุนชีวิตของคนเราไม่เหมือนกัน ก็ยังดีที่ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเกษียณแล้ว 

         เมื่อผมทำงานอย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ จึงไม่มีความวิตกกังวลใดๆ ที่จะบริหารการเปลี่ยนแปลงชีวิต เพื่อเตรียมตัวเกษียณ ด้วยการสร้างงานและสร้างบ้านสร้างเรือน

         สร้างความเป็นปึกแผ่นแก่ครอบครัว ขอบคุณทุกคนในบ้านหลังนี้ ที่ร่วมด้วยช่วยกัน ถึงแม้ว่างานครูจะหนักหนาสาหัสปานใด ทุกคนก็ยังทุ่มเทเวลา ใส่ใจในการออกแบบ อดทนและรอคอยเพื่อการสานต่อให้สมบูรณ์

         เพื่อบ้านหลังที่สามในที่ดินผืนน้อย ซึ่งอาจจะไม่ใช่รีสอร์ทที่หรูหรามากมายนัก แต่เชื่อเถอะว่า มีความพร้อมด้วยน้ำใจและไมตรี ที่จะต้อนรับญาติพี่น้อง และเพื่อนพ้องน้องพี่อย่างแน่นอน

         ขอบคุณชีวิต..ที่คิดเปลี่ยนแปลง เพราะคำว่าเปลี่ยนนี่เอง ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้พบกับสิ่งใหม่ ที่รอคอย...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๓  กรกฎาคม  ๒๕๖๗