ดื้อดึง, ไม่มีจุดหมาย, ขี้เกียจ, ไม่ฉลาด สำหรับนักเรียนหลายคนที่นั่งอยู่กลางห้องมีปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน พวกเขาจะได้ยินทุกคำ หรือคิดว่าพวกเขาคิดถึงแต่ตนเอง แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขนาดไหน แต่เมื่อเด็กพวกนี้ดูที่ตำราเรียนหรือใบงาน ตัวอักษรดูเหมือนจะเคลื่อนที่หรือไม่ก็เปลี่ยนแปลง คำนี้อ่านว่า pit หรือ tap กันแน่? Their หรือ through? สำหรับคนอื่นๆ คำมาอยู่ด้วยกันเพื่อสร้างประโยคใหม่ แต่คำถามแรกไม่มีการตอบ แม้ว่าทั้งห้องเกือบเสร็จหมดแล้ว

นี่คือสิ่งที่บอกลักษณะของภาวะที่มีความบกพร่องในการอ่าน (dyslexia) ที่เป็นสภาวะที่เกี่ยวข้องกับสมอง แต่มีปัญหาด้านการอ่าน การพูด และภาษาเป็นสิ่งที่ยากสำหรับพวกเขา

ผู้เชี่ยวชาญได้กะประมาณว่า 5-20% ของนักเรียนเกิดปัญหาการบกพร่องในการอ่านขึ้น จริงๆแล้ว ภาวะบกพร่องด้านภาษาเกิดจากความไม่สามารถในการเรียนรู้ถึง 80% แต่อย่างไรก็ตาม ในครอบครัว, โรงเรียน, และธุรกิจ ยังคงมีการเข้าใจผิดเรื่องนี้อยู่

ภาวการณ์บกพร่องด้านภาษาจะแสดงออกผ่านโรงเรียน ที่นักเรียนส่วนใหญ่อ่านหนังสือ แต่เนื่องจากความซับซ้อนการเชื่อมตัวกันระหว่างสมองของปัจเจก, รายงานทางวิทยาศาสตร์, กฎหมายของรัฐ, ความต้องการของท้องถิ่น, และการศึกษาของครู จึงทำให้ไม่มีการศึกษาถึงการตระหนักและบ่งชี้ภาวการณ์บกพร่องด้านการอ่าน, การค้นหา, และช่วยนักเรียนที่มีภาวะแบบนี้

เนื่องมาจากปัญหาด้านการบ่งชี้และการวินิจฉัย นักเรียนหลายคนจึงผ่านระบบโรงเรียนโดยไม่รู้ว่าพวกตนมีปัญหาด้านการเรียนรู้ และประมาณว่าชาวอเมริกัน 40 ล้านคนมีปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะคิดว่ามีเพียง 2 ล้านคนเท่านั้นที่ตระหนักรู้มัน

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจ, การตระหนักรู้, และการรักษานักเรียนที่มีความบกพร่องด้านการอ่านตอนนี้เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าเมื่อก่อน                                                                                                                 ยุคของเราเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ, ข้อมูลประชากร, และเทคโนโลยี ซึ่งอยู่เหนืออุตสาหกรรมและวัฒนธรรม การที่สามารถอ่านและเขียนจะช่วยให้นักเรียนเป็นคนที่มีทักษะที่เพียงพอสำหรับความสำเร็จทั้งที่โรงเรียนและนอกเหนือจากโรงเรียน เช่น

1. งานส่วนใหญ่ต้องอาศัยกับคอมพิวเตอร์ คนทำงานต้องมีทักษะการอ่านออกเขียนได้จึงจะสามารถทำงาน เช่นตั้งหรือซ่อมเครื่องจักรได้

2. ระบบการเรียนรู้จะมีลักษณะออนไลน์เกือบหมด คนทำงานต้องมีทักษะการอ่านเขียนเพื่อให้ได้งานต่อ และเรียนรู้เพิ่มเติม

3. CEO และผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการคิดในระดับสูง เช่น การคิดเชิงสร้างสรรค์, การคิดแก้ปัญหา, และการคิดแบบวิพากษ์ตอนนี้เป็นสิ่งจำเป็น ทักษะการคิดขั้นสูงดังกล่าวต้องอาศัยความเข้าใจการอ่านเป็นภาพ (visual reading comprehension)

สำหรับคนที่ไม่ได้รับการรักษาในขั้นต้นหละ? หลายคนประสบกับผลที่ไม่สำเร็จ เช่น นักเรียนที่อ่านไม่ได้ในระดับ 3 มีโอกาสที่จะเรียนชั้นมัธยมไม่จบ หรือ 1 ใน 5 ของผู้ที่มีการเรียนรู้บกพร่องจะหยุดเรียนไปเฉยๆ

การลาออกจากโรงเรียน ที่มีภาวะบกพร่องเรื่องการอ่านอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ไม่ค่อยมีเงิน สามารถส่งผลในทางลบได้ เกินครึ่งของผู้ใหญ่ที่ติดคุกจะไม่มีใบประกาศนียบัตร และ 60 % ของคนติดคุกจะมีปัญหาด้านการอ่านหนังสือไม่ออก ตามการศึกษาที่ทำกับผู้ต้องขังใน Texas ปรากฏว่า 48% ของผู้ต้องขังมีปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

และในพื้นฐานที่สุด ปัญหาการอ่านไม่ออกส่งผลให้มีปัญหาด้านจิต เช่น 60% ของเด็กและผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือไม่ออกจะมีปัญหาด้านจิตหรืออารมณ์ (mental or emotional disorder) โดยมากจะเป็น ADHD, ภาวะซึมเศร้า, และความกระวนกระวายใจ และมีอัตราการฆ่าตัวตายในระดับสูง ความเข้าใจด้านปัญหาการอ่านไม่ออกจะทำให้ผู้คนหาวิธีการช่วยและสนับสนุนสิ่งที่พวกเขาต้องการ เธอสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการที่ปัจเจกบุคคลเรียนรู้กับปัญหาการอ่านไม่ออก และวิธีการในการช่วยเหลือ

ทำไมการเข้าใจเรื่องภาวการณ์บกพร่องในการอ่านจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตอนจบ

สิ่งที่เธอควรรู้เกี่ยวกับปัญหาการอ่านไม่ออก

เราได้อธิบายถึงสาเหตุไปแล้ว ในที่นี้เราจะได้กล่าวถึงอะไรกันบ้าง

1. ปัญหาการอ่านไม่ออกเกิดขึ้นในทุกๆภาษาและในตัวเด็กไม่ว่าจะมีพื้นฐานแบบไหน เชื้อชาติใด และสถนภาพทางสังคมคืออะไร

2. ผู้ที่มีปัญหาด้านการอ่านโดยมากจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมองที่แตกต่างกัน การตระหนักรู้เรื่องความแตกต่างทางการเรียนไม่ใช่การสาปให้นักเรียนเป็นผู้แพ้ตลอดกาล ผู้ที่มีปัญหาด้านการอ่านอาจเป็นหมอ, ทนายความ, ศาสตราจารย์, และนักธุรกิจ และก็อาจเป็นศิลปิน, นักดนตรี, นางพยาบาล, และนักดับไฟ

3. หลายปีที่ผ่านมา กฎหมายการศึกษาพิเศษของรัฐหลีกเลี่ยงคำว่า dyslexia มาโดยตลอด และก็ไม่รู้ว่าเหตุใด

4. ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัญหาการอ่านไม่ออกในครั้งหนึ่งไม่เกี่ยวกับการรักษาทางแพทย์ และมีหลายคนอ้างว่าคำว่า dyslexia ไม่อยู่ในกฎหมาย เพราะว่าการรักษาแพง และต้องใช้ครูที่มีการฝึกฝนมาอย่างดี

5. การตระหนักรู้เรื่องปัญหาการอ่านไม่ออก และความเข้าใจตอนนี้กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากหลายส่วนของกิจกรรมทางการเมืองของพ่อแม่ที่สับสน และครูที่ลาออกจากโรงเรียนและจังหวัดอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอันนี้                                                                                    6. การตระหนักรู้และกิจกรรมทางการเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงเรื่องการหายไปของภาวะอ่านไม่ออกของเด็กจากกฎหมายแบบช้าๆ 39 รัฐได้ผ่านกฎหมายภาวะการอ่านไม่ออกในเรื่องความไม่สามารถในการเรียนรู้ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา 

7. รัฐ California, Tennessee, และอีก 2-3 รัฐได้ผ่านคำแนะนำสำหรับโรงเรียนและนักการศึกษาในเรื่องการประเมินและนำเสนอสื่อการเรียนรู้กับเด็กที่มีภาวะการอ่านไม่ออก

8. ไม่มีการรักษากับภาวการณ์อ่านไม่ออก แต่งานวิจัยที่มีการแทรกแซงกับเด็กที่มีภาวะการอ่านไม่ออก กลับมีความสามารถในการอ่าน พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จในงานวิชาการ และพวกเขาสามารถดำรงชีวิตต่อไปเพื่อทำในสิ่งที่พวกเขาได้เลือก

แต่พ่อแม่และครูต้องตระหนักรู้ในภาวะของการอ่านไม่ออกตั้งแต่เริ่มต้น และช่วยเหลือเด็ก ยิ่งนักเรียนที่มีภาวะในการอ่านไม่ออกสามารถหยุดความรู้สึกผิดพลาดได้เร็วขึ้น และเริ่มต้นไปสู่หนทางที่ถูกต้อง 

แปลและเรียบเรียงข้อมูลจาก

Holly Korbey. Why Understanding Dyslexia Matters.

https://www.kqed.org/mindshift/54869/why-understanding-dyslexia-matters