สาลูกชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๖. สาลูกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๘๖)
ว่าด้วยสุกรสาลูกะถูกเลี้ยงไว้ฆ่า
(โคมหาโลหิตโพธิสัตว์ได้กล่าวกับโคจูฬโลหิตผู้น้องว่า)
[๑๐๖] เจ้าอย่าปรารถนาเป็นเช่นสุกรสาลูกะเลย เพราะสุกรสาลูกะนี้กินอาหารที่ทำให้เดือดร้อน เจ้าอย่าทะเยอทะยานไปนัก จงกินต้นข้าวลีบเถิด นั่นเป็นเหตุแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน
[๑๐๗] อีกไม่นานนัก ข้าราชสำนักพร้อมกับบริวารนั้นจะเป็นแขกมาที่นี้ ตอนนั้นเจ้าจะเห็นสุกรสาลูกะถูกตีด้วยสากนอนตายอยู่
(พระศาสดาตรัสพระคาถานี้ว่า)
[๑๐๘] ครั้นเห็นสุกรสาลูกะถูกฆ่าด้วยสากนอนตายถูกชำแหละอยู่ โคแก่ทั้ง ๒ ได้คิดว่า ต้นข้าวลีบของพวกเราเท่านั้นประเสริฐที่สุด
สาลูกชาดกที่ ๖ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
สาลุกชาดก
ว่าด้วย อุบายไม่ให้ถูกฆ่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภการประเล้าประโลมของนางถูลกุมาริกา จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
เรื่องการประเล้าประโลมของนางกุมาริกานั้น จักมีแจ้งใน จูฬนารทกัสสปชาดก.
แต่ในที่นี้ พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันขึ้นแล้วจริงหรือ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ใครทำให้เธอกระสันขึ้นมา? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า นางถูลกุมาริกาพระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ นางถูลกุมาริกานี้เป็นผู้กระทำความฉิบหายให้แก่เธอแม้ในกาลก่อน เธอก็ได้เป็นแกงอ่อมของบริษัทที่มาในวันวิวาห์ของนางถูลกุมาริกานี้ อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นโคผู้ชื่อว่ามหาโลหิต ส่วนน้องชายของพระโพธิสัตว์นั้นได้เป็นโคผู้ชื่อว่าจุลลโลหิต. โคทั้งสองตัวนั้นทำงานในตระกูลหนึ่งในหมู่บ้าน.
ตระกูลนั้นมีนางกุมาริกาคนหนึ่งกำลังเจริญวัย ตระกูลอื่นได้ขอนางกุมาริกานั้น. ครั้งนั้น ตระกูลนั้นคิดว่า ในกาลวิวาหมงคลจักมีแกงอ่อม จึงปรนเปรอสุกรชื่อว่าสาลุกะ ด้วยข้าวยาคูและภัต. สาลุกสุกรนั้นนอนอยู่ใต้เตียง. อยู่มาวันหนึ่ง โคจุลลโลหิตกล่าวกะพี่ชายว่า พี่พวกเราทำการงานในตระกูลนี้ ตระกูลนี้อาศัยพวกเราเลี้ยงชีวิต ก็แหละ เมื่อเป็นอย่างนั้น มนุษย์เหล่านี้ให้แต่หญ้าและฟางแก่พวกเรา แต่เลี้ยงดูสุกรตัวนี้ด้วยข้าวยาคูและภัต และให้นอนใต้เตียง สุกรตัวนี้จักทำอะไรแก่คนเหล่านี้.
โคมหาโลหิตกล่าวว่า พ่อ เจ้าอย่าปรารถนาข้าวยาคูและภัตของสุกรตัวนี้เลย ก็ในวันวิวาหมงคลของนางกุมาริกานี้ เขาประสงค์จะทำสุกรตัวนี้ให้เป็นแกงอ่อมจึงเลี้ยงสุกรตัวนี้ด้วยข้าวยาคูและภัต เพื่อกระทำเนื้อให้เป็นกล้ามๆ อีก ๒-๓ วัน เจ้าจะเห็นสุกรตัวนั้นถูกเขาฉุดลากออกจากใต้เตียงแล้ว ฆ่าสับให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ กระทำให้เป็นอาหาร สำหรับเลี้ยงแขก ดังนี้
แล้วตั้งคาถา ๒ คาถาแรกว่า :-
ท่านอย่าปรารถนาต่อสาลุกสุกรเลย เพราะเขาบริโภคอาหารอันเดือดร้อน ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยเคี้ยวกินแกลบเถอะ นี้เป็นลักษณะแห่งความอายุยืน.
ในไม่ช้า ราชบุรุษผู้มีบริวารมากนั้น ก็จะเป็นแขกมาประชุมกันที่นี้ ในกาลนั้น ท่านก็จะได้เห็นสาลุกสุกรตัวนี้ถูกเขาทุบด้วยสากตะลุมพุก นอนตายอยู่.
ในกาลนั้น มีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้ :-
พ่อมหาจำเริญ ท่านอย่าปรารถนาภาวะเช่นสาลุกสุกรเลย เพราะว่าสาลุกสุกรนี้บริโภคอาหารอันเดือดร้อน คือโภชนะเครื่องฆ่าตนซึ่งบริโภคแล้วไม่นานนัก จักถึงความตาย แต่ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ไม่ห่วงใย เคี้ยวกินแกลบปนฟางนี้ที่ตนได้แล้วเถิด นี้เป็นลักษณะคือเป็นนิมิตให้รู้ถึงความเป็นผู้มีอายุยืนยาว บัดนี้ คือไม่นานนัก ราชบุรุษผู้มาในงานวิวาหมงคลนั้น ชื่อว่าอำมาตย์ราชเสวก เพราะประกอบด้วยบริวารเป็นอันมาก จักเป็นแขกมาในที่นี้ เมื่อนั้นแหละ ท่านจะได้เห็นสาลุกสุกรนี้ ถูกทุบด้วยสากตะลุมพุก เพราะประกอบส่วนข้างบนเหมือนสาก นอนตายอยู่.
ต่อมาสองสามวันเท่านั้น เมื่อแขกในงานวิวาหมงคลพากันมาแล้ว เจ้าของงานทั้งหลายได้ฆ่าสาลุกสุกรทำเป็นแกงอ่อม. โคทั้งสองเห็นความวิบัตินั้นของสาลุกสุกรนั้น จึงปรึกษากันว่า แกลบเท่านั้นเป็นของประเสริฐสำหรับพวกเรา.
พระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว จึงตรัสพระคาถาที่ ๓ อันเกิดจากเรื่องนั้นว่า :-
วัวชราทั้งสองได้เห็นสาลุกสุกรผู้กล้าหาญ ถูกเจ้าของทุบด้วยสากตะลุมพุก นอนตายอยู่ จึงได้คิดกันว่า ข้าวลีบเท่านั้นเป็นอาหารอย่างสูงสุดของพวกเรา.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
ถูลกุมาริกาในครั้งนั้น ได้เป็น นางถูลกุมาริกา ในบัดนี้แหละ
สาลุกสุกรในครั้งนั้น ได้เป็น ภิกษุผู้กระสัน ในบัดนี้
โคจุลลโลหิตในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์ ในบัดนี้
ส่วนโคมหาโลหิตในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสาลุกชาดกที่ ๖
-----------------------------------------------------