เข้าใกล้สงครามโลกอีกหนึ่งก้าว โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์

ยูเครนควรยอมแพ้สงครามไปนานแล้ว เพราะสงครามกับรัสเซียแพ้ตั้งแต่วันแรก ยุทธศาสตร์การทำสงครามของสหรัฐ อังกฤษ นาโต้และยูเครนกับรัสเซีย คือยุทธศาสตร์รบแตกหักรวดเร็ว ทุ่มเทสรรพกำลัง ทั้งหมดหวังเอาชนะรัสเซียในเวลาที่สั้นที่สุด ส่วนยุทธศาสตร์ของรัสเซียคือการทำสงครามแบบยืดเยื้อเพื่อ ต้องการให้เลือดของสหรัฐและพันธมิตรไหลออกจากร่างกายไปเรื่อยๆ ไหลไปทุกวัน วันละเล็กวันละน้อย ด้วยความคาดหวังว่าจะทำให้ สหรัฐและพันธมิตรที่เข้าร่วมการทำสงครามป่วยเป็นโรคโลหิตจาง ร่างกายซีดเซียว หมดเรี่ยวหมดแรงที่จะรบ ต้องหาทางลงเอาเอง

มีประเทศไหนในโลกบ้างที่จะทำสงครามขนาดใหญ่เต็มรูปแบบได้ โดยต้องพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดจากพันธมิตรของตัวเองเฉกเช่นยูเครน เห็นได้ชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่การทำสงครามเพื่อชาติ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนตนเอง แต่เป็นการ ”รับจ้าง“ ทำสงครามของรัฐบาลยูเครนให้กับชาติมหาอำนาจคือสหรัฐ อังกฤษ และนาโต้ ผมคิดว่าหากสหรัฐประกาศยุติการสนับสนุนอาวุธให้แก่ยูเครนในวันนี้ ไม่น่าจะเกินสามวัน เจ็ดวันหลังจากนั้น สงครามรัสเซียกับยูเครนจะยุติลงทันที เพราะเมื่อผู้จ้างทำสงครามเบื่อหน่ายที่จะจ้างงานอีกต่อไป คนรับจ้างก็ไม่มีงานทำ ต้องตกงาน ถูกเลิกจ้างเท่านั้นเอง

ทั่วโลกทราบดีมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนนั้น แท้จริงแล้วคือสงครามระหว่างสหรัฐ - อังกฤษกับรัสเซีย ส่วนนาโต้เป็นเพียงลูกไล่ ลูกน้องหรือนอมินีของสหรัฐเท่านั้น

สหรัฐและอังกฤษมีนโยบายทางการเมืองที่ชัดเจนว่าต้องการทำลาย ประเทศรัสเซียและจีนให้แตกออกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยให้มากประเทศที่สุด เพื่อให้ง่ายแก่กลุ่มทุนการเงินและทุนอุตสาหกรรมอาวุธของพวกยิวไซออนนิสต์จะเข้าไปลงทุนเพื่อครอบครองทรัพยากรทางธรรมชาติของ ประเทศทั้งสองได้ง่ายขึ้น เป็นเพราะว่าระบอบการปกครองของรัสเซียและจีนในปัจจุบัน ที่มีปูตินและสี จิ้นผิง เป็นผู้นำกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อการที่กลุ่มทุนชาวยิวจะเข้าไปมีอำนาจเหนือ ทรัพยากรของทั้งสองประเทศได้

ผมพบว่า ในระยะไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาสถานการณ์ของโลกมีความเอนเอียงที่เข้าใกล้สงครามโลกครั้งที่สามมากขึ้น เมื่อประธานาธิบดีฝรั่งเศสประกาศว่าจะส่งกองทัพเข้าร่วมรบกับยูเครน ในขณะเดียวกันอิสราเอลได้ส่งเครื่องบินรบเข้าไป
โจมตีสถานทูตอิหร่านในกลางเมืองหลวงของประเทศซีเรียจนราบเป็นหน้ากลอง นักการทูตในสถานกงสุลอิหร่านทั้งหมดเสียชีวิต รวมทั้งผู้นำทางการเมืองและการทหารระดับสูงของอิหร่านจำนวนหนึ่งได้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย เหตุการณ์แบบนี้ แม้กระทั่งในประเทศที่ประกาศสงครามกัน ก็ยังมีการยกเว้นที่จะไม่ทำร้ายนักการทูตของอีกฝ่ายหนึ่ง

สำหรับเหตุการณ์ในฉนวนกาซาที่ ยืดเยื้อมาถึงหกเดือนแล้ว สหรัฐนอกจากส่งกำลังทหารเข้าไปช่วยอิสราเอลในการปราบปรามชาว ปาเลสไตน์แล้ว ยังส่งอาวุธสมัยใหม่จำนวนมากเข้าไปเพิ่มเติมให้แก่รัฐบาลอิสราเอลด้วย ดูเหมือนว่าอิสราเอลและสหรัฐกำลังพยายามยั่วยุและท้าทายรัฐบาลอิหร่านว่าจะมีความอดกลั้นต่อการท้าทายในครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน

ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โลกได้เผชิญวิกฤติการเกิดสงครามโลกครั้งที่สามมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต แต่วิกฤติของโลกทุกครั้ง สามารถคลี่คลายได้จากภาวะผู้นำของโลกที่มีความอดกลั้น และการตระหนักถึงความร้ายแรงอย่างน่ากลัวของการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการประหัตประหารกัน

ในบรรดาชาติมหาอำนาจในโลกนี้ กล่าวได้ว่าสหรัฐเป็นประเทศที่สามารถสร้างความเสี่ยงให้เกิดสงครามโลกได้มากที่สุด เพราะพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจสหรัฐเป็นทุนนิยมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มทุนผูกขาด ทุนที่มีอำนาจสูงสุดในสหรัฐคือทุนการเงินและทุนอุตสาหกรรม อาวุธสงคราม พรรคการเมืองใหญ่ สองพรรคของสหรัฐล้วนตกอยู่ใต้อิทธิพลของกลุ่มทุนผูกขาดทั้งสิ้น

อำนาจสูงสุดของประเทศอยู่ที่ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐจะมาจากระบบการเลือกตั้งที่ถูกผูกขาดโดยสองพรรคใหญ่เท่านั้นคือพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิคกัน ประวัติศาสตร์ระยะใกล้แสดงให้เห็นว่า พรรคเดโมแครตเคยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพแรงงานอย่างกว้างขวางมาก่อน ส่วนพรรครีพับลิคกันเป็นพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากทุนขนาดใหญ่มาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ทุกวันนี้ใบเดนเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนทรัมป์เป็นคู่ท้าชิงจากพรรครีพับลิคกัน ความแตกต่างของสองพรรคการเมืองนี้ที่มองเห็นคือไบเดนกระหายการทำสงครามไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรัสเซียและจีน คือชอบสงครามที่หลั่งเลือด ส่วนทรัมป์ชอบการทำสงครามทางการค้ากับจีน คือชอบสงครามที่ไม่ หลั่งเลือด เปรียบเทียบกันแล้ว เราอาจเรียกพรรครีพับลิกัน ในขณะนี้ว่าเป็นพรรค “ฝ่ายขวา” ส่วนพรรคเดโมแคตกลับมีความเป็นขวามากกว่า ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “ฝ่ายขวาจัด” หรือ “ ขวาฟาสซิสต์”

ขณะนี้โลกได้เดินเข้าสู่เส้นทาง ความเสี่ยงครั้งใหม่ และครั้งใหญ่ที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่สามได้ จากสองเหตุการณ์หรือสองปัจจัยที่สำคัญคือ

เหตุการณ์แรก หากฝรั่งเศสเคลื่อนกองทัพเข้าสู่ยูเครน ซึ่งคือการประกาศสงครามกับรัสเซียโดยตรง รัสเซียคงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การทำสงครามใหม่หมด โดยหันมาใช้การทำสงครามด้วยอาวุธนิวเคลียร์แทน เมื่อถึงเวลานั้นสหรัฐ อังกฤษและนาโต้คงกระโดดเข้าร่วมทำสงครามครั้งนี้ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนเหตุการณ์ที่สองคือ หากอิหร่านตอบโต้อิสราเอลคืน สหรัฐ อังกฤษและนาโต้ก็มีแนวโน้มค่อนข้างสูงมากว่าจะกระโจนเข้าร่วมกับอิสราเอลในการทำสงครามขนาดใหญ่กับอิหร่านทันที ในกรณีนี้สงครามที่ตะวันออกกลางจะขยายตัวและมีโอกาสกลายเป็นสงครามโลกได้เช่นเดียวกัน

สงครามโลกยังอาจเกิดขึ้นได้จากสองเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยอันเป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือตราบเท่าที่ชาติจักรวรรดินิยมเช่นสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสและชาตินาโต ยังต้องการครอบครองและควบคุมทรัพยากรทางธรรมชาติส่วนใหญ่ของโลกใบนี้เอาไว้เป็นของตนเองเท่านั้น โดยคิดว่านี่เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติของโลกที่ว่าปลาใหญ่ต้องกินปลาเล็ก

อีกเงื่อนไขหนึ่งที่ส่งเสริมให้โลกร้อนระอุอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องของ อารมณ์และความฝันของผู้นำชาติจักรวรรดินิยมเฉกเช่นชาติสหรัฐที่ยังต้องการเป็นชาติมหาอำนาจทางด้านอาวุธอันดับหนึ่งของโลกเหนือทุกชาติในโลกต่อไป เหมือนกับในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่านักการเมืองอเมริกันส่วนใหญ่และชาวอเมริกันจำนวนมากยังมีความฝันว่าพวกเขาคือชาติมหาอำนาจ อันดับหนึ่งของโลก และความเป็นมหาอำนาจของพวกเขาคือการเป็นผู้ ที่ครอบครองอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในโลก และพร้อมที่จะใช้มันทำลายศัตรูทุกชาติในโลกของพวกเขาเมื่อไรก็ได้ ในฐานะที่พวกเขาเป็นผู้พิทักษ์ ความสงบสุขของโลกหรือเป็นตำรวจโลกนั่นเอง

เมื่อเร็วๆ ผมอ่านคำสัมภาษณ์ของวุฒิสมาชิกชาวสหรัฐชื่อ Tim Walberg เรื่องการแก้ปัญหาที่ฉนวนกาซา และปัญหาที่มีกับรัสเซียด้วยความเข้าใจว่าความหลงไหลในชาตินิยมแบบคลั่งชาติของคนมีอำนาจชาวอเมริกันนั้นเป็นอย่างไร เขากล่าวว่า

“ การแก้ปัญหาฉนวนกาซ่าง่ายนิดเดียว แค่บอมบ์ให้เละเหมือนฮิโรชิมา และนางาซากิก็พอ เราไม่ควรเสียเงินแม้แต่แดงเดียวกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกาซ่า น่าจะทำเหมือนกับนางาซากิและฮิโรชิม่า รีบจัดการให้จบไวๆ แล้วก็ทำแบบเดียวกันในยูเครน เพื่อเอาชนะปูตินอย่างรวดเร็ว”

โอกาสที่โลกจะหลีกพ้นจากภัยของสงครามโลกครั้งที่สามยังมีอยู่ หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำของบางประเทศในระยะใกล้ที่สำคัญคืออิสราเอล สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมนี

ขณะนี้ประชาชนชาวอิสราเอลนับแสนคน ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องและขับไล่นายกรัฐมนตรีอิสราเอลคนปัจจุบันที่มีนโยบาย “ขวาจัด” ที่ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่ร่วมโลกกับชาวปาเลสไตน์เลย ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นในอิสราเอลแล้วได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีนโยบายเป็นทางสายกลางมากขึ้น เงื่อนไขของการทำสงคราม ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านและชาติอาหรับอื่นๆ จะได้รับการคลี่คลายลงไปได้ระดับหนึ่ง

เช่นเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐในปลายปีนี้ หากทรัมป์ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ เขาจะหันไป ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศของสหรัฐ มากกว่าการใช้นโยบายกระหายสงครามแบบไบเดนที่ท้าทาย และยั่วยุ ที่จะทำสงครามกับทั้งรัสเซียและจีนแบบที่เป็นอยู่ในขณะนี้ทุกวี่ทุกวัน

อนาคตและความสงบสุขของโลกขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไม่กี่คน  หากผู้นำของโลกขาดประสบการณ์ชีวิต คิดอะไรเป็นเรื่องของผลประโยชน์ไปเสียทั้งหมด  คิดอะไรเป็นเรื่องของธุรกิจการค้าไปเสียทั้งหมด คิดอะไรเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการค้าของครอบครัวตนเองไปเสียทั้งหมด คิดอะไรเป็นเรื่องของการเมืองไปเสียทั้งหมด คิดว่าประเทศตัวเองดีที่สุดในโลก คิดว่าประเทศตัวเองต้องเป็นที่หนึ่งตลอดกาล คิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิดดีที่สุด คิดว่าความแตกต่างในโลกนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำลายทิ้งไปเสียทั้งหมด รวมทั้งหากโชคร้ายได้ผู้นำที่เป็นคนที่ไม่มีวุฒิภาวะทางปัญญาและไม่มีความฝันถึงโลกมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

การมีชีวิตอยู่ในโลกที่มีโอกาสแค่กินข้าวร่วมโต๊ะกับครอบครัวของตนเองอย่างเป็นสุข ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆเสียแล้วสำหรับโลกทุกวันนี้ครับ

สิ่งที่พวกเราสมควรทำเฉพาะหน้าในขณะนี้ก็คือ ทำให้เห็นว่าโลกใบนี้ยังมีความหวังและมีสันติภาพได้ ในขณะที่ไบเดนทำให้คนเห็นว่าวิถีของโลกคือการเอารัดเอาเปรียบของประเทศใหญ่ที่มีต่อประเทศเล็ก ซึ่งไบเดนมองว่าเป็นเรื่องปกติ และโลกนี้อยู่ได้ด้วยความกลัวและการใช้ความรุนแรง


สวัสดีครับ…จากผมเอง

สังศิต พิริยะรังสรรค์

ประธานคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ  วุฒิสภา

๙ เมษายน ๒๕๖๗