อาการของโรคจิตเภท">โรคจิตเภทอาจแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ  ได้แก่ อาการด้านบวก (positive symptoms) คือการมีลักษณะบางอย่างที่คนอื่นๆ ไม่มีกัน และอาการด้านลบ (negative symptoms) คือการขาดลักษณะบางอย่างที่คนอื่นๆ มีกันตามปกติ   อาการทั้ง 2 กลุ่มนี้มีความเป็นไปของอาการและตอบสนองต่อการรักษาต่างกันบ้าง  แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องมีอาการในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น โดยทั่วไปในระยะแรกกลุ่มอาการด้านบวกจะค่อนข้างเด่นโดยอาจมีอาการในกลุ่มอาการด้านลบบ้างเล็กน้อย ขณะที่ในระยะหลังๆ กลุ่มอาการด้านบวกจะซาลง ลักษณะของกลุ่มอากรด้านลบจะเด่นขึ้น อาการอีกสองกลุ่มที่สำคัญในโรคจิตเภทได้แก่อาการทางอารมณ์และอาการทางความคิดอ่าน ระยะหลังมีบทความเกี่ยวกับโรคจิตเภทพูดถึงอาการกลุ่มความคิดอ่าน (cognitive symptoms) กันมากขึ้น ผู้เขียนจึงกล่าวถึงอาการในกลุ่มนี้อีกกลุ่มหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตามอาการในกลุ่มความคิดอ่านนี้บางอาการอาจจัดอยู่ในกลุ่มอาการด้านบวก หรือบางอาการจัดอยู่ในกลุ่มอาการด้านลบ ก็ได้

1. กลุ่มอาการด้านบวก

เป็นอาการที่มักพบในระยะอาการกำเริบ และเป็นลักษณะที่โดยทั่วไปจะมองออกว่าเขาผิดปกติไป หรือเป็นโรคจิต  อาการที่พบบ่อยได้แก่อาการหลงผิดและประสาทหลอน ในบางคนอาจพบมีลักษณะพูดจาไม่รู้เรื่องบ้าง

. อาการหลงผิด 
           อาการหลงผิดได้แก่การที่เขามีความเชื่อที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยความเชื่อนี้จะฝังแน่น ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะมีข้อมูลหลักฐานอื่นๆ มาหักล้างมากมายเท่าไดก็ตาม อาการหลงผิดเป็นอาการเด่นของโรคจิตเภทโดยเฉพาะในระยะโรคกำเริบ ซึ่งมีเนื้อหาหลากหลายตามแต่ประสบการณ์ของคนๆ นั้น อาการหลงผิดที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่           
          
หลงผิดว่าพฤติกรรมของคนอื่น เหตุการณ์ต่างๆ มีความหมายเกี่ยวข้องกับตนเอง  เขาจะโยงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับตนเอง เห็นสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อกับตนเองแฝงอยู่ในที่ต่างๆ ที่ตนเอผ่านไป  เป็นความหลงผิดที่พบได้บ่อยในโรคจิตเภท เช่น ขณะดูโทรทัศน์ผู้ประกาศข่าวอ่านข่าวการระบาดของไข้หวัดนก เขาเกิดความรู้สึกว่าผู้ประกาศข่าวต้องการสื่อข่าวนี้ถึงเขา เพราะเขาเพิ่งพบเพื่อนที่เป็นเจ้าของเล้าไก่เมื่อเช้านี้ หรือ ขณะขึ้นรถเมล์เห็นคนอ่านนิตยสารหน้าปกสีแดง พอลงจากรถเมล์ก็พบป้ายกาชาด ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่ามีคนต้องการให้ตนเองบริจาคเลือดเป็นการด่วน  หรือเห็นคนคุยกันไกลๆ ขณะรอรถเมล์ก็คิดว่าคนๆ นั้นพูดถึงตนเอง แต่ที่ไม่มองตนเองเพราะกลัวว่าเขาจะรู้ เป็นต้น
           
            
หลงผิดว่ามีคนปองร้ายตนเอง เขารู้สึกว่ามีผู้ไม่หวังดีต่อตนเอง อาจเป็นคนที่เขารู้จักเช่นคนในที่ทำงาน ญาติ หรืออาจเป็นใครที่เขาเองก็บอกได้ไม่แน่ชัด การแสดงออกของความไม่หวังดีมีตั้งแต่พยายามกลั่นแกล้ง กดดันให้เขารู้สึกเครียด ทรมานจิตใจจนทนไม่ได้ หรืออาจส่งคนคอยติดตามเขาจะได้รู้ว่าเขาทำอะไรบ้าง ไปจนถึงมีคนคอยจะทำร้ายเขา จนต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าไปไหน
           นวลกลับเข้ามาในที่ทำงาน หลังจากกินข้าวเที่ยง พบว่ามีแก้วน้ำที่คนกินไม่หมดวางบนโต๊ะของตนเอง เธอรู้ทันทีว่านี่เป็นสัญญาณบอกกับเธอว่าต่อไปให้ระวังการกินน้ำและอาหาร เพราะอาจมีคนแอบปนยาพิษลงไป เมื่อเธอมองไปที่หน้าต่างก็เห็นพนักงานคนหนึ่งซึ่งเพิ่งมาทำงานได้ 2  อาทิตย์กำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เธอก็ทราบว่าเป็นเขานี่ เองที่พยายามส่งสัญญาณเตือนเธอ และเขาเองก็เกรงอันตรายเหมือนกัน เลยทำเป็นอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่สนใจเธอ
            หลงผิดว่าตนมีความสำคัญหรือมีความสามารถ  เช่น สามารถอ่านใจผู้อื่นได้ สามารถพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าในอนาคตได้ หรือส่งฟ้าฝนให้ตกลงมาได้ บ้างก็หลงผิดว่าตนเองเป็นญาติหรือเป็นคนสนิทของบุคคลมีชื่อเสียง มีอำนาจที่ทุกคนต้องเชื่อฟังเขาเพราะถ้าเขาแค่บอกเพื่อนคนนั้นคนที่เขาไม่พอใจก็จะตกอยู่ในอันตรายได้  บางครั้งก็หลงผิดเชื่อมโยงไปกับเรื่องทางศาสนาหรือประวัติศาสตร์ เช่น ตนเองบรรลุธรรมแล้วตอนนี้มีหน้าที่ต้องสั่งสอนผู้อื่น ชาติก่อนตนเองเป็นพระอรหันต์บางองค์ หรือเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ตอนนี้มาเพื่อกู้ประเทศชาติให้พ้นจากวิกฤติ เป็นต้น
            หลงผิดทางร่างกาย  เป็นการหลงผิดที่เกี่ยวข้องกับร่างกายทั้งหมด เช่น หลงผิดว่าตนเองตั้งครรภ์ถามเมื่อไรก็บอกว่าท้องได้ 5 เดือน เมื่อแย้งว่าปีที่แล้วเขาก็บอกอย่างนี้ถ้าตั้งครรภ์จริงก็น่าจะคลอดแล้ว เขาก็เฉยๆ ไป แต่สักพักก็พูดอีก  บ้างก็หลงผิดว่าตนเองเป็นโรคต่างๆ
            หลงผิดว่าตนเองถูกควบคุม เขาจะมีความรู้สึกว่าเขาไม่เป็นอิสระ การกระทำ ความคิด หรืออารมณ์ความรู้สึกของตนเองนั้นถูกควบคุมโดยอำนาจบางอย่างหรือคนบางคน โดยมาทำให้เขาต้องนอนนิ่งๆ หรือรู้สึกเศร้า โดยที่ฝืนอำนาจนี้ไม่ได้  การควบคุมนี้บางครั้งก็ผ่านมาทางกระแสจิต คลื่นวิทยุ หรือเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้ 
          
หลงผิดแบบอื่นๆ  เช่น รู้สึกว่าไม่ว่าตนเองคิดอะไร คนรอบข้างรู้จะหมด เหมือนกับความคิดของตนเองเป็นคลื่นเสียงแผ่ออกไปภายนอก ทำให้เจ้าตัวไม่อยากอยู่ท่ามกลางคนมากๆ พยายามจะไม่คิดอะไร โดยเฉพาะการคิดในแง่ลบ    หรือเชื่อว่าคนใกล้ชิดเช่นภรรยา หรือพี่น้องไม่ใช่ตัวจริงแต่เป็นคนอื่น  หรือหลงผิดว่ามีคนหลงรักตนเอง โดยคนนั้นมักเป็นผู้ที่มีสถานะเหนือกว่า
 

อาการที่มักพบเฉพาะในโรคจิตเภท

1.     หูแว่วได้ยินเสียงคนมากกว่าสองคนถกเถียงหรือออกความคิดเห็นกัน โดยพูดถึงเรื่องของตนเอง
2.     หูแว่วเสียงพูดวิจารณ์การกระทำหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของตนเอง
3.     หูแว่วได้ยินเสียงดังขึ้นมาพร้อมๆ กันกับที่ตนเองคิด เนื้อหาใจความเหมือนกับที่ตนคิดทุกอย่าง บางคนบอกว่าเป็นเหมือนเสียงสะท้อนของความคิด
4.     รู้สึกว่าความคิดของตนเองแผ่กระจายออกไปภายนอก จนคนอื่น ๆ รอบข้างทราบกันหมดว่าตนเองคิดอะไรอยู่
5.     มีการรับรู้เป็นปกติ แต่ไปโยงเอาสิ่งที่รับรู้มาเข้ากับความหลงผิดของตนเองที่เกิดขึ้นมาในขณะเกิดเหตุการณ์นั้น ทั้งที่ไม่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น มองเห็นตำรวจโบกมือให้รถไป เกิดเชื่อขึ้นมาว่าตำรวจโบกมือเพื่อบอกว่าสามีจะต้องจากตนเองไปเร็วๆ นี้ 
6.     รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตนเอง ร่วมไปกับเชื่อว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนเองนี้ เป็นมาจากการกระทำของบุคคลหรืออำนาจภายนอก
7.     รู้สึกว่าจู่ ๆ ความคิดเกิดหายไปกะทันหัน จากการที่มีบุคคลหรืออำนาจภายนอกมาดึงความคิดออกไป
8.     รู้สึกว่าความคิดที่มีนั้นไม่ใช่ความคิดของตนเอง หากแต่เป็นจากบุคคลหรืออำนาจภายนอกสอดแทรกความคิดนั้นเข้าสู่ตนเอง
9.     มีความเชื่อว่าอารมณ์ความรู้สึก  แรงผลักดัน  หรือการกระทำที่มีในขณะนั้นมิใช่ของตนเอง หากเป็นจากอำนาจภายนอกมาควบคุมบังคับให้เป็นเช่นนั้น ตนเองเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่คอยทำตามการควบคุม  

. อาการประสาทหลอน

            เป็นการรับรู้สิ่งต่างๆ ตามประสาทรับรู้ของคนเรา ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โดยที่ไม่มีสิ่งนั้นๆ จริง  เช่น หูแว่ว ภาพหลอน เป็นต้น  ลักษณะเช่นนี้มักพบในระยะโรคกำเริบ เมื่อโรคทุเลาลง อาการนี้จะห่างไป หรือถึงจะมีบ้างก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่อตัวเขามากเหมือนกับในระยะโรคกำเริบ บางคนที่เป็นมานานและดีขึ้นแล้วบอกว่าเขายังได้ยินเสียงแว่วอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สนใจมัน ได้ยินก็ได้ยินไป บางครั้งเสียงมาพูดโน่นพูดนี่ เขาก็ไม่ไปจริงจังกับมัน เรียกว่าเคยชินไปแล้ว           
            
เสียงแว่ว เป็นประสาทหลอนชนิดที่พบบ่อยที่สุดในโรคนี้ โดยพบได้ถึงร้อยละ 60-70 ลักษณะที่พบ ได้แก่ เป็นเสียงคนพูดกับตัวเขา ดุว่า ข่มขู่ สั่งให้ทำตาม หรืออาจเป็นเสียงคนพูดคุยกันเรื่องของตัวเขาทั้งในด้านดีและไม่ดี โดยทั่วไปเสียงที่ได้ยินจะเป็นในด้านไม่ดีเสียมากกว่า ทำให้เขารู้สึกเครียด ทรมาน ในบางคนอาจเป็นเสียงคนพูดชมเชยหรือให้กำลังใจก็ได้ เสียงที่ได้ยินมักเป็นช่วงๆ ในบางคนอาจมีทั้งวันก็ได้  
ในช่วงแรกที่ได้ยินเขาจะแยกไม่ออกว่านี่คือเสียงแว่ว เพราะตามการรับรู้ของเขา เขาได้ยินเป็นเสียงจริงๆ เหมือนกับเสียงของคนอื่นๆ  นอกจากนี้ระบบการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลของเขาที่สูญเสียไป ทำให้เขาไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่านี่ไม่น่าจะใช่เรื่องจริง คนทั่วไปมักจะมองว่าเขาคิดไปเอง หรืออย่าไปสนใจมันสิ แต่ในระยะที่อาการมากนั้นเขาไม่สามารถคิดเช่นนั้นได้ ปัจจุบันทางการแพทย์เชื่อว่าประสาทสมองของคนที่เป็นโรคจิตเภทมีการทำงานผิดปกติไป มีการกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนรับรู้เสียง ทำให้เขาได้ยินเสียงซึ่งไม่แตกต่างไปจากเสียงจริง  เขาไม่ได้อยากให้เกิด แต่มันเป็นขึ้นมาเอง 
 
           ในระยะต้นๆ เสียงที่เขาได้ยินอาจเป็นคำพูดสั้นๆ  เช่นอดทนเข้าไว้ ระวังอันตราย  แต่ส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงพูดเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า บางครั้งเขาก็คิดโต้ตอบกับเสียงไป แต่ส่วนมากจะพูดโต้ตอบ คนอื่นจะสังเกตเห็นว่าเขาพูดพึมพำ ทำท่าพยักเพยิดกับใครอยู่ หรือหัวเราะคิกคัก โดยมักจะเป็นเวลาอยู่คนเดียว บางครั้งขณะพูดกับคนอื่นอยู่จู่ๆ เขาก็หยุดพูดไปเฉยๆ ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเป็นเพราะมีเสียงแว่วแทรกเข้ามา   ในระยะที่เขาเริ่มอาการดีขึ้นแล้วส่วนใหญ่ก็จะทราบว่าลักษณะแบบนี้ทำให้คนอื่นมองแล้วไม่ปกติ เขาจึงพยายามไม่พูดโต้ตอบกับเสียง จะทำเฉพาะเวลาอยู่คนเดียว หรืออาจใส่ซาวอะเบาท์เพื่อกลบเสียงแว่ว
            เสียงที่ได้ยินนอกจากเป็นเสียงคนซึ่งพบได้บ่อยแล้วยังอาจเป็นเสียงอื่นๆ เช่น เสียงระฆัง เสียงนาฬิกา เสียงคนเคาะโต๊ะ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก
 
            ในบ้านเราที่พบบ่อยอีกลักษณะคือเป็นกระแสจิต  กล่าวคือเขารับรู้และสื่อติดต่อกับคนอื่นหรือเทพทางกระแสจิตโดยที่ไม่ได้ยินเป็นเสียง  โดยมากเนื้อหาของกระแสจิตนี้จะเป็นเรื่องกลางๆ มากกว่าที่จะเป็นการข่มขู่ ดุด่าเหมือนเสียงแว่ว
            ภาพหลอน พบได้ประมาณร้อยละ 10  เขาจะเห็นภาพคนมาพูดคุยด้วย โดยอาจมีลักษณะรูปร่างเหมือนคนปกติหรือมีลักษณะแปลก เป็นเทพ เป็นองค์ต่างๆ ก็ได้   ส่วนใหญ่จะเห็นภาพพร้อมกับได้ยินเสียง ผู้ที่มีแต่ภาพหลอนอย่างเดียวโดยอาจเป็นเป็นสัตว์ด้วย มักจะเป็นจากการใช้สารกระตุ้นประสาทหรือเป็นอาการที่เกิดขึ้นขณะหยุดเหล้ากะทันหันมากกว่า
            อาการประสาทหลอนแบบอื่นๆ เช่น ได้กลิ่นแปลกๆ  รู้สึกเหมือนมีอะไรมาชอนไชตามตัว นั้นพบได้น้อยและมักพบร่วมกับอาการหูแว่ว หากมีแต่อาการประเภทนี้โดยไม่มีอาการหูแว่วแล้ว มักพบว่าจะเป็นโรคทางสมองหรือจากสารต่างๆ มากกว่า

. ความต่อเนื่องของความคิดเสียไป 

เรื่องที่เขาเล่าอาจกระโดดจากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ต่อเนื่องกันเท่าไร หรืออาจเปลี่ยนเรื่องไปเลยโดยที่เรื่องเก่าก็ยังพูดไม่จบความ ทำให้ฟังไม่เข้าใจ
  ตัวอย่างเช่น เขาอาจพูดว่า 
ผมเป็นคนไม่ค่อยคิดอะไร ใครจะว่ายังไงก็ช่างเขาคนเราก็โตๆ กันแล้ว คงต้องขยันกันหน่อยจะอยู่ว่างไม่ได้  เรื่องของจิตใจเป็นสิ่งนามธรรมคงไปยึดมากไม่ได้ ถ้าเห็นดีด้วยก็ทำ ไม่เห็นดีก็ไม่ต้องทำ เมื่อถึงเวลาเราก็คงเข้าไปถึงสิ่งที่ต้องการไม่ได้เป็นธรรมดา …”  ลักษณะเช่นนี้จะพบในช่วงอาการกำเริบ หากเป็นมากจะฟังไม่เข้าใจเลยเพราะลำดับประธาน กริยา กรรมในประโยคอยู่สลับที่กันไปหมด  

2. กลุ่มอาการอาการด้านลบ

            เป็นอาการที่มักพบหลังจากป่วยมาเป็นปีๆ  คือหลังจากระยะโรคกำเริบทุเลาลงแล้ว ลักษณะโดยรวมคือเขาจะเฉยๆ อยู่คนเดียว ไม่ยุ่งกับใคร คนทั่วไปมักมองไม่เห็นว่าลักษณะแบบนี้ของเขาเป็นจากอาการของโรค แต่จะมองว่าเขานิสัยเปลี่ยนไป สันโดษ เก็บตัว หรือเป็นคนขี้เกียจ ไม่เอาอะไรเลย ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลดีสำหรับด้านลบ การรักษาด้วยยาไม่ค่อยได้ผลเหมือนกับอาการด้านบวก  ลักษณะของกลุ่มอาการด้านลบ ได้แก่
            พูดน้อย เขาไม่ค่อยจะเป็นฝ่ายที่เริ่มต้นพูด เวลาถามก็จะตอบน้อยมาก อาจตอบแค่ว่า ไช่” “ไม่รู้สิ  ถามก็นานกว่าจะตอบ หรือบางทีพูดๆ แล้วก็หยุดไปนาน จนต้องกระตุ้นให้พูดต่อ
            อารมณ์เรียบเฉย การแสดงออกของอารมณ์ทั้งทางสีหน้าและท่าทางลดลงมาก ไม่สบตากับคนที่พูดคุยด้วย เขาไม่มีท่าทียินดียินร้ายต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น
            เฉื่อยชา
  เขาไม่สนใจจะทำอะไร ไม่สามารถจะเริ่มต้นทำอะไรได้ หรือทำอะไรก็ทำได้ไม่นาน ไม่อยากได้ใคร่ดีอะไร ในบางรายอาจไม่ค่อยสนใจดูแลตัวเอง เช่น ไม่อาบน้ำถ้าไม่เตือน เผ้าผมไม่สระ ไม่หวี หนวดเครารุงรัง ไม่สบายก็ไม่สนใจสุขภาพตัวเอง
            ไม่สังคมกับผู้อื่น เขาจะไม่ค่อยคบหาสมาคมกับคนอื่น เพื่อนฝูงชวนไปไหนก็ไม่ไป โดยไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ถ้าจำเป็นต้องรู้จักกับใครก็ทำแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น รายที่เป็นมากอาจอยู่แต่ในห้องจะพบคนในบ้านก็ตอนออกมากินข้าวเท่านั้น

3. กลุ่มอาการด้านความคิดอ่าน

            คำว่าความคิดอ่าน มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า cognition ในที่นี้หมายความถึงกระบวนการที่เริ่มตั้งแต่การรับข้อมูลจากสิ่งต่างๆ รอบตัว ซึ่งขึ้นกับการใส่ใจ (attention) และสมาธิ (concentration) เมื่อรับข้อมูลได้แล้วสมองจะมีการเก็บข้อมูลไว้ชั่วคราวเพื่อการทำงานที่สัมพันธ์กับข้อมูลที่ได้รับนั้น (working memory) นอกจากนี้ยังรวมถึงการจัดหมวดหมู่ข้อมูล ประเมินข้อมูล ความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของข้อมูลที่ได้ การแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจ และท้ายที่สุดคือการกระบวนการตอบสนองซึ่งแสดงออกมาในด้านการพูด การเขียน ภาษาท่าที
            ตัวอย่างเช่น เวลาครูสั่งการบ้านช่วงปิดเทอม นักเรียนจะจำหรือเข้าใจได้มากน้อยเท่าไร ขึ้นอยู่กับว่าขณะฟังนักเรียนมีความตั้งใจไหม มีสมาธิไหม ถ้าไม่มีสมาธิ ข้อมูลที่รับเข้าก็มีน้อย  ข้อมูลที่ได้รับเข้ามานั้นนักเรียนจะจำไว้ชั่วคราวก่อนที่จะเริ่มจดข้อความหลังจากครูพูดจบ นอกจากนี้นักเรียนอาจมองเห็นภาพรวมว่าการบ้านครั้งนี้โดยรวมแล้วยากกว่าครั้งก่อน หรือเป็นเรื่องที่ต้องค้นคว้ามาก เป็นต้น
            สำหรับกลุ่มอาการด้านความคิดอ่านนี้ ในระยะหลังนักวิชาการสนใจศึกษากันมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนมีความเห็นว่าอาจเป็นอาการสำคัญพื้นฐานของโรคนี้  อาการหลงผิดประสาทหลอนเป็นอาการที่ติดตามมาจากความผิดปกติพื้นฐานนี้ เปรียบเหมือนกับการมีไข้ซึ่งเป็นผลจากความเจ็บป่วยในบางส่วนของร่างกาย  เมื่อก่อนมักคิดว่าเพราะว่าเขามีอาการหลงผิดประสาทหลอนจึงทำให้การคิดอ่านเสียไป แต่ปัจจุบันนักวิชาการหลายคนมองกันว่าเพราะเขามีปัญหาด้านความคิดอ่านจึงทำให้เกิดอาการหลงผิดประสาทหลอนตามมา
            อาการด้านความคิดอ่านนี้ ได้แก่ความใส่ใจและสมาธิแย่ลง คนที่เป็นโรคจิตเภทจะไม่สามารถเพ่งความสนใจที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ การจดจำชั่วคราวเพื่อใช้งานเสียไป การจดจำชั่วคราวเพื่อใช้งาน (working memory) ในคนที่เป็นโรคจิตเภทจะบกพร่องด้วย ความจำชนิดนี้เป็นเหมือนกระดานดำที่ใช้จดอะไรชั่วคราว เมื่อทำสิ่งที่จดเสร็จแล้วหรือเมื่อมีเรื่องใหม่ให้จำเข้ามา เราก็จะลบข้อมูลเดิมออกเพื่อใส่ข้อมูลใหม่เข้าไป  ความผิดปกติของความจำนี้ได้แก่ ไม่สามารถจำอะไรได้นาน เช่น จำได้ไม่ถึง 10 วินาทีก็ลืม หรือถ้าทำอะไรอย่างหนึ่งแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งแทรกเข้ามาให้ทำ หลังจากเสร็จเรื่องใหม่ จะไม่สามารถทำเรื่องเก่าต่อไปได้อีก หรือไม่สามารถพลิกแพลงหาลู่ทางใหม่ๆ ได้ เช่น เมื่อโทรศัพท์ติดต่อธุระถึงคนๆ หนึ่งที่ทำงานแล้วสายไม่ว่าง ก็จะโทรซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะโทรติด โดยที่คนปกติอาจจะใช้โทรศัพท์มือถือ โทรไปหาเพื่อนร่วมงานของเขา หรือส่งแฟกซ์แทน
            การตีความสิ่งต่างๆ และการตอบสนองบกพร่องไป  ในคนปกติเมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามาก็จะมีการตีความว่าสิ่งนั้นคืออะไร มีความหมายอย่างไร และจะเลือกตอบสนองอย่างไร ซึ่งกระบวนการนี้เป็นไปตามการเรียนรู้ที่เคยมีอยู่เดิม รวมทั้งความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลต่อสิ่งต่างๆ  เช่น เมื่อมีคนให้ของ หากเขาเป็นเด็กกว่าเราจะไม่ยกมือไหว้ แต่จะแค่กล่าวขอบคุณเท่านั้น  ในวันๆ หนึ่งเราประสบเหตุการณ์ที่ต้องอาศัยการคิด การประเมินสถานการณ์ และการเลือกตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง
            กระบวนการทางความคิดเช่นนี้ในคนที่เป็นโรคจิตเภทจะบกพร่องไป ปกติคนเราจะมีข้อมูลเข้ามาอยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าเราสนใจที่ข้อมูลหนึ่ง เช่น กำลังสนทนากับเพื่อน แม้ว่าระหว่างนั้นจะมีเสียงคนอื่นในห้องพูดคุยกัน เสียงแอร์ เสียงเพลง ฯลฯ  สมองคนเราจะสามารถปิดกั้นข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องได้  แต่ในคนที่เป็นโรคจิตเภทนั้นการทำงานของสมองส่วนกลั่นกรองนี้จะเสียไป อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในโสตประสาทของเขาล้วนแต่มีความสำคัญมีความหมายพอๆ กันไปหมด ทำให้จับไม่ได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เขาต้องสนใจในขณะนั้น
            นอกจากนี้แล้ว เวลาฟังคำพูดยาวๆ แทนที่จะสนใจว่าผู้พูดต้องการสื่ออะไร เขากลับไปสนใจแค่บางข้อความ บางคำพูด โดยไม่เข้าใจว่าบางคำพูดที่เขาสนใจนั้นอาจไม่ใช่เรื่องราวที่สำคัญอะไรเลยเมื่อเทียบกับความหมายทั้งหมดที่อีกคนกำลังสื่อด้วย ทำให้เวลาตอบสนองออกไปจึงดูไม่เหมาะสม ไม่ถูกกาละเทศะ คนอื่นจึงมองว่าเขามีลักษณะแปลกๆ  ทำให้เข้ากับคนได้ลำบาก เพราะคนอื่นไม่เข้าใจพฤติกรรมของเขาการไม่สามารถมองภาพรวมของสิ่งต่างๆ นี้นอกจากจะเป็นกับการสนทนาแล้ว ยังอาจเกิดขึ้นกับการรับรู้ทางตาด้วย เช่น เวลามองคนแทนที่จะเห็นทั้งตัว เขากลับมองเป็นเป็นส่วนๆ เช่น ตา จมูก แขนที่ขยับไปมา ปากที่กำลังขยับขึ้นลง เป็นต้นในด้านการเข้าสังคมนั้น คนที่เป็นโรคจิตเภทมักจะบอกไม่ถูกว่าคนที่ตนเองพูดคุยด้วยนั้นมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร มีการวิจัยพบว่าเขาจะจับไมได้ว่าสีหน้าแต่ละอย่างนั้นแสดงถึงอารมณ์อะไร โดยเฉพาะอารมณ์ในด้านลบ จึงทำให้เขามีปัญหาในการเข้าสังคมพอสมควร
           
ไม่สามารถคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล  เป็นอีกลักษณะหนึ่งของคนที่เป็นโรคนี้ ทำให้ดูเขามีความคิดแปลกๆ  เป็นแบบเด็กๆ  ลักษณะการให้เหตุผลของเขาจะไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึกของคนเรา เข้าทำนองคิดเองเออเอง หรืออาจมองไม่เห็นว่าการกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดผลอะไรตามมา ตัวอย่างเช่น เมื่อถามว่าทำไมวันนี้ถึงไปไหว้ต้นไม้หลังบ้าน เขาตอบว่าเพิ่งอ่านหนังสือมาว่าคนเราควรเคารพผู้อาวุโส เพราะผ่านโลกมามากกว่า ตอนเย็นเดินขณะผ่านต้นไม้นึกขึ้นมาได้ว่าต้นไม้นี้มีอายุมากว่า 50 ปีแล้ว ก่อนปลูกบ้านเสียอีก จึงควรที่จะไหว้เพื่อแสดงความเคารพ   หรือเขาอาจจุดไฟไหว้เจ้าในมุ้งโดยให้เหตุผลว่าเพื่อที่ลมจะได้ไม่มาทำให้เทียนดับบ่อยๆ ควันจากธูปที่ไหว้เจ้าจะได้อยู่นานๆ ด้วย โดยไม่คิดว่าอาจทำให้ไฟไหม้ได้ 

4. กลุ่มอาการด้านอารมณ์

            อารมณ์ผิดปกติที่พบบ่อยในโรคจิตเภทคือ อารมณ์เศร้า โดยเขาจะมีลักษณะซึมลงไป หน้าตาเศร้าหมอง พูดน้อยลง รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า เป็นภาระแก่ผู้อื่น  อาการซึมเศร้านี้อาจเกิดขึ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกของอาการก็ได้  ในบางรายเป็นผลจากอาการหลงผิดประสาทหลอน เช่นรู้สึกซึมเศร้าที่ตนเองไม่สามารถหลุดพ้นจากการถูกปองร้าย หรือมีเสียงมาว่าตนเองเลว  บางรายในระยะแรกๆ ที่อาการของโรคยังไม่มากยังพอรู้ตัวบ้าง อาจตระหนักว่าตนเองเปลี่ยนแปลงไป ควบคุมตนเองไม่ได้ บ้างก็มีความรู้ว่านี่คืออาการของโรคจิต เกิดอารมณ์ซึมเศร้าตามมา
            สิ่งที่ต้องระวังคือในผู้ที่มีอารมณ์ซึมเศร้าอาจมีความคิดทำร้ายตนเองเกิดขึ้นในช่วงไดช่วงหนึ่ง ในบางรายก็เพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากการถูกทรมานจิตใจหรือถูกปองร้าย บางรายก็เพราะรู้สึกตนเองเป็นภาระ ญาติหรือคนใกล้ชิดจึงควรสังเกตและสอบถามถึงปัญหาความไม่สบายใจของเขาหากเห็นว่าเขาซึมลง
            อารมณ์อื่นที่พบได้คือ อารมณ์วิตกกังวล กลัว โดยเป็นผลจาจากอาการหลงผิดประสาทหลอน บางคนกังวลมากไม่กล้ากินอาหารที่ไม่ได้ทำด้วยตนเองเพราะไม่แน่ใจว่าจะมีใครแอบใส่อะไรลงไปหรือเปล่า บางคนจะต้องคอยตรวจดูในห้องว่ามีใครแอบเอาเรื่องดักฟังมาซ่อนไว้ไหม บ้างก็มีความวิตกกังวลโดยที่บอกไม่ถูกกว่ากังวลใจเรื่องอะไร  อารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว อาจพบได้โดยเป็นผลจากอาการหลงผิดประสาทหลอนเช่นกัน ซึ่งญาติมักไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงฉุนเฉียวขึ้นมา
           การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อีกอย่างหนึ่งที่พบไม่บ่อยได้แก่การแสดงออกของอารมณ์ไม่สอดคล้องกับเรื่องราวในขณะนั้น ซึ่งเกิดจากสมองที่ปกติจะทำงานประสานกันในระหว่างอารมณ์ ความคิดกับสิ่งกระตุ้นที่เข้ามาในขณะนั้นๆ บกพร่องไป หรือในบางคนอาจพบลักษณะเช่นนี้ที่เป็นจากเขามีความคิดอะไรที่เป็นของตัวเองอยู่แต่คนอื่นไม่เข้าใจ ตัวอย่างเช่น ขณะได้ยินข่าวร้าย แทนที่เขาจะตกใจหรือเสียใจกลับหัวเราะออกมาอย่างไม่สมเหตุผล เมื่อถามก็ให้คำอธิบายไม่ได้ว่าทำไมเขาจึงทำเช่นนั้น