วันศุกร์ที่แล้วผมออกราย การ ‘นพพรชวนคุย’ ในช่องยูทูปอุบลทีวี ซึ่งในวันนั้นเราคุยกันเรื่อง ‘ปฏิรูปตำรวจอย่างไร ประชาชนได้ประโยชน์’ โดยฐานคิดที่ว่าไหนๆ ก็เมื่อประเด็นการปฏิรูปองค์กรตำรวจอยู่ในวาระความสนใจกันอยู่แล้วในปัจจุบัน และเราในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็ควรได้มีส่วนในการปฏิรูปดังกล่าวด้วย 

เราพูดคุยกันหลายเรื่องวันนั้น แต่ ก็ยังมีหลายมิติที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ก็เลยถือโอกาสนำเสนอและขยายความกันในบทเขียนนี้อีกที ครับ

ฐานคิดของบทเขียนก็คือเราจะปฏิรูปตำตรวจอย่างไรที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คือได้ประโยชน์ทั้งองค์การตำรวจ และประชาชน ซึ่งถ้าเรามีฐานคิดอย่างนี้เราคงต้องตั้งคำถามแรกว่า ‘อะไรคือจุดมุ่งหมาย (purpose) ของการมีตำรวจ’ และก็ควรเป็นคำถามแรกในการปฏิรูปหน่วยงานราชการทุกกระทรวง และทุกหน่วยงาน เพราะข้าราชการรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ดังนั้นการมีหน่วยงานราชการและข้าราชการทำหน้าที่ในหน่วยงานดังกล่าวก็ควรมีจะมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และแน่นอนครับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานราชการเหล่านั้นก็ควรได้รับประโยชน์ตอบแทนที่เหมาะสมเช่นกัน 

แต่ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับผลประโยชน์ หรือมีอำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพร้องเป้นหลัก 

ที่นี้เรามาดูพระราชบัญญัติ และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งหรือปฏิรูปหน่วยงานราชการของไทยที่ผ่านมาจะเน้นการปรับระบบงานและองค์การของหน่วยงานเหล่านั้นเป็นหลัก โดยไม่ค่อยกล่าวถึงว่าประชาชนจะได้อะไร และถ้าประชาชนจะได้ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมายของการมีหน่วยงานราชการแล้ว หน่วยงานราชการและข้าราชการเหล่านั้นควรปฏิบัติหน้าที่อะไรและอย่างไร 

หลักการบริหารคือ Form follows function หรือ รูปแบบเป็นไปตามหน้าที่  ตอนนี้มาดูสาระสำคัญในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ดูว่ากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ว่าอย่างไร 

         หลักการและเหตุผลในการตรากฎหมายนี้คือเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ให้การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจเป็นไปตามระบบคุณธรม มีมาตรการป้เองกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจหรือกระทำการโดยมิชอบ และให้ข้าราชการตำรวจประพฤติปฎิบัติตนเหมาะสมแก่เกียรติของตำรวจ และอยู่ในจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ และให้เป็นไปตามแนวทางปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และเป็นตามบทบ้ญญัติของรัฐธรรมนูญ

          แล้วผลเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นที่เห็นและรับรู้กันอยู่ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะพระราชบัญญัติดังกล่าวตราขึ้นเพื่อการบริหารองค์กรตำรวจ ไม่ใช่่การบริหารกิจการตำรวจ ดังนั้นถ้าจะมีการปฏิรูปตำรวจจริงๆ ต้องตราพระราชบัญญัติการบริหารกิจการตำรวจ โดยเริ่มต้นว่าเรามีตำรวจไว้ทำหน้าที่อะไร แล้วจึงออกแบบระบบงานเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว พร้อมกำหนดบทบาทหน้าที่ อำนาจ และความรับผิดรับชอบตามหน้าที่ดังกล่าว ดังจะได้นำเสนอต่อไป

            ถ้าจะถามว่า พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติกำหนดหน้าที่ของตำรวจไว้ไหม คำตอบก็คือ ‘มี’ ซึ่งเขียนไว้ในหมวดที่ว่าด้วยการจัดระเบียบราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการจัดโครงสร้างงาน และอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานตามโครสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ดูรายละเอียดในมาตรา 10-13) แต่ไม่กล่าวถึงหน้าที่และความรับผิดชอบขององค์การตำรวจว่า 'เรามีตำรวจไว้เพื่ออะไร และเพื่อให้งานเป็นไปตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ แล้วเราจะจัดองค์การกันอย่างไร แต่ละองค์การย่อยทำหน้าที่อะไร มีขอบเขตอำนาจแค่ไหน และต้องรับผิดรับชอบอะไร อย่างไร (ย้ำหลักการ form follows function)

จากการศึกษาหน้าที่ของตำรวจ และการจัดองค์การตำรวจในต่างประเทศที่เขามีตำรวจไว้รับใช้ประชาชน และผลประโยชน์ของประเทศชาตินั้นเขาทำกันอย่างไร พบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วกำหนดหน้าที่เขาตำรวจไว้ 4 ลักษณะคือ 

         1. หน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมาย รักษาความเป็นระบบระเบียบของสังคม อำนวยความสะดวกและดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพส่วนบุคคล กลุ่มบุคคล และสังคมตามบทบัญญัติของกฎหมาย และศิลธรรมของสังคม ทั้งที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย หรือพบเห็นซึ่งหน้า ไม่ปฏิบัติตามนี้ผิดกฎหมายเลือก หรือระเว้นการปฏิบ้ติ

          2. หน้าที่่เป็นกลไกส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม โดยเพราะการับแจ้งความ การสืบสวน จับกุมตามอำนาจที่กำหนด (เช่น จับตามหมายศาล หรือจับด้วยเหตุเฉพาะหน้า)  สอบสวน และนำสำนวนเสนอกัยการเพื่อฟ้องศาล 

           3. หน้าที่ให้ความรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและหน้าที่ของตำรวจ และงานการศึกษาในพื้นที่เสี่ยงและกันดาน 

           4. งานบริการและสนับสนุนการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม เช่น การท่องเที่ยว การจราจร และบริการอื่นๆ ที่ประชาชนร้องขอ 

             ส่วนการแบ่งอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดรับชอบกันอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการบริหารราชการของประเทศ และองค์การบร้หารกิจการของตำรวจตามหน้าที่ อำนาจ และความรับผิดรับชอบ แต่โดยทั่วไปจะแบ่งองค์​การตรวจออกเป็น 2 หน่วย คือ องค์การตำรวส่วนกลาง (เช่น FBI ของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น) และองค์การตำรวจส่วนท้องถิ่น (ตำรวจภูธรของประเทศไทย ไม่ใช่ตรวจท้องถิ่นนะครับ แต่เป็นตำรวจระด้บชาติ ที่ตั้งอยู่ในภูธร เท่านั้น ระตรวจระดับชาตินี้ก็ไม่ใช่ตำรวจส่วนกลางด้วย)

            ตำรวจส่วนกลาง เป็นองค์การตำรวจที่มีหน้าที่ตามที่มอบหมายตามพระราชบัญญัคิที่มีกำหนดการดูแลงานตำรวจได้ทั้งประเทศ โดยจะดำเนินการในกรณีที่ว่าตำรวจท้องถิ่นไม่ได้ทำหน้าที่ ที่ควรเป็น หรือที่องค์​การบริหารระดับท้องถิ่น หรือประชาชนร้องขอ ส่วนตำรวจท้องถิ่นเป็นองค์การตำรวจในสังกัดหน่วยงานราชการท้องถิ่น ซึ่งอาจจะเป็นท้องถิ่นแบบจังหวัดจัดการตนเอง (คล้ายกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ ในปัจจุบัน) หรือเทศบาลแบบต่างๆ แต่เทศบาล หรือองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต) หรือ แม้แต่กรุงเทพมหานครในปัจจุบันของไทย ก็ไม่ใช่ส่วนท้องถิ่นตามความหมายนี้ แม้จะเรียกว่า  ‘ท้องถิ่น’ ก็ตาม หากเราจัดองค์การตำรวจแบบนี้ ตำรวจก็จะไม่เป็นองค์การขนาดใหญ่เหมือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และตำรวจท้องถิ่นก็จะรับใช้ประขาชนมากขึ้น แทนที่จะรับใช้ต้นสังกัดอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนพื้นที่ใดที่ยังไม่มีองค์การส่วนท้องถิ่น ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจส่วนกลางในการทำหน้าที่ตำรวจ เหมือนระบบปัจจุบัน แต่ทำหน้าที่เฉพาะพื้นที่ที่ยังไม่มีองค์การส่วนท้องถิ่นดูแล แต่ในกระณีที่เป็นท้องถิ่นทั้งจังหวัด เ(ช่น กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ที่มีการเลื้อกตั้งผู้ว่าราขการโดยตรง แต่น่าเสียดายที่กรุงเทพมหานครก็เป็นเพียงท้องถิ่นในนามเท่านั้น) ก็จะมีตำรวจท้องถิ่นของตนเอง ทำหน้าที่่ตำรวจตามกฎหมายกำหนดท้้งจังหวัด ยกเว้นพื้นที่ที่มีการบริหารแบบเทศบาล ซึ่งเป็นองค์การท้องถิ่นอีกแบบหนึ่ง และมีตำรวจของตนเองอยู่่แล้วครับ 

เราสามารถออกแบบและบริหารกิจการตำรวจไทยตามหน้าที่ทั้ง 4 ข้างต้น โดยออกพระราชบํญญํติการบริหารกิจการตำรวจ (ไม่ใช่ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ครับ) แต่จะให้ดีกว่านี้และประชาขนได้ประโยชน์กว่านี้ก็ควรจะปรับปรุง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใหม่แยกงานราชการออกเป็นสองลักษณะ คืองานราชการส่วนกลาง ซึ่งบริหารโดยรัฐบาลกลาง และงานราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งบริหารโดยองค์การส่วนท้องถิ่น แล้วประชาชนจะได้รับการบริการดีกว่าที่เป็นอยู่นี้แน่นอนครับ 

ฝากให้คนรุ่นใหม่พิจารณาครับ และคนรุ่นเก่าก็ไม่ควรไปขวางเขา เพราะอนาคตของประเทศนี้จะส่งผลต่อพวกเขาโดยตรง พวกเรา รวมทั้งผมด้วยนี้ใช้ทรัพยากรของประเทศเพื่อตนเองมามากพอแล้วครับ

 

สมาน อัศวภูมิ

28 มีนาคม 2567