ความเห็นล่าสุด


สวัสดีครับคุณ Suchart ก่อนอื่นผมขอเรียนก่อนว่า เมื่อเราพูดถึงยุทธศาสตร์ เราหมายถึงอย่างน้อย 3 อย่าง คือ Strategic Policy (ยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย: ยุคแรก) Strategic Planning หรือ Plan ( แผนยุทศาสตร์: ยุคต่อมา และประเทศไทยเมื่อพูดถึงยุทธศาสตร์ ส่วนใหญ่จะหมายถึง แผนยุทธศาสตร์ จึงเขียนออกมาแบบมี ​​vision, mission, goal, strategy, indicator/measurement ประมาณนี้

ประการที่สอง แนวทางการวางแผนยุทธศาสตร์มีหลายแนวคิด และที่ผมนำเสนอในบทเขียนข้างต้นขอขยายความาเข้าใจตามที่คุณ ​Suchart ถามเป็นดังนี้

  1. คำว่าจุดยืนของกิจการ หรือองค์การนั้นหมายถึง สิ่งที่องค์การเลือกจะทำ ซึ่งมักจะกำหนดออกมาในลักษณะของ​ strategic intend คือ Vision ซึ่งเป็นตัวบ่งออกว่ากิจการใหม่ตามยุทธศาสตร์ที่จะวางแผนใหม่นั้นจะไปในทิศทางใด มีจุดยืนแบบไหน และภาพอนาคตที่ต้องการเป็นอย่างไร ในกรณีที่องค์การดำเนินกิจการอยู่แล้ว ก็ต้องมีจุดยืนในการทำกิจการอยู่แล้ว แต่อาจจะเขียนออกมาในรูปของแผนแบบดั้งเดิม เช่น กำประหนดเป็นนโยบาย/ เป้าประสงค์ ซึ่งยังไม่ใช่ Vision แม้จะเป็นการมองอนาคต แต่เป็นการมองอนาคตแบบ ‘สิ่งที่ต้องการ หรือสิ่งที่อยากทำ (นโยบาย/ เป้าประสงค์) ดังนั้นถ้าองค์การต้องการเปลี่ยนการวางแผนแบบดังเดิม เป็นแผนยุทธศาสตร์ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการวางแผน เปลี่ยนจุดยืนจากนโยบายธรรมดา/เป้าประสงค์ เป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ โดยการศึกษาสภาพปัจจับันปัญหาขององค์การ และอาจจะ SWOT ก็ได้ โดยการ SWOT บนจุดยืนตามแผนแบบดังเดิมที่ทำอยู่ ตรงนี้เองเวลานักวางแผนไทยทำแผนยุทธศาสตร์จึงมักจะมี SWOT แต่ต้องเป็นการ SWOT บนฐานของจุดยืนเดิม จึงจะเป็นว่าในการดำเนินงานตามจุดยืนเดิมนี้มีจุดอ่อนจุดแข็งโอกาส และภัยคุกครามอะไรบ้าง แล้วก็กำหนดจุดยืนขององค์การใหม่เป็นจุดยื่นเชิงยทธศาสตร์ คือ Vision

องค์การประกาศจุดยืนใหม่นี้โดยไม่ SWOT ได้ไหม คำตอบคือ ได้ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารที่เจ้าของกิจการมอบหมาย เช่น กรณี Job กับยุทธศาสตร์พลิกโฉมของ Apple เป็นต้น หรือเจ้าของกิจการ/ผู้บริหบารที่รับผิดชออาจจะ SWOT แต่ไม่บอกเราก็ได้

  1.  แนวทางที่จะดำเนินการตามจุดยืน ในแผนยุทธศาสตร์ ก็คือ Mission หลังจากเราได้ Vision แล้วเราก็กำหนด Mission เพื่อให้เป็นไปตาม Vision โดยใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ข้างต้น หรือข้อมูลอื่น หรือระดมสมอง ก็ได้

  2. ศึกษาสภาวะการขององค์การ โดยใช้ข้อมูลเดิมที่มีอยู่/และหรือข้อมูลใหม่/ ระดมสมองผู้มีประสบการณ์ ตรงนี้เอง SWOT/ TOWS หรือเทคนิคอื่น ๆ ​จะนำมาใช้เพื่อกำหนด Goals, Strategy หลัก Strategy ย่อยครับ
  3. ตัวบ่งชี้ จะกำหนดตามมาหลังจากมี Vision, Mission, Goals,  และ Strategy แล้ว ส่วนจะกำหนดท้ัง Strategy หลัก และรอง นั้นองค์การ หรือนักวางแผนก็ตัดสินใจได้

ผมเชื่อว่าถ้าดำเนินการทั้ง 4 ขั้นตอนข้างต้น น่าจะได้แผนยุทธศาสตร์ หรือยุทธศาสตร์ที่ดีครับ ส่วนการนำเสนอ หรือการจัดทำเอกสารแผนยุทธศาสตร์นั้น ก็แล้วแต่องค์การหรือฝ่ายบริหารจะเลือกครับ แต่โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบประมาณนี้ครับ 1. ภูมิหลังและความเป็นมา เป็นข้อมูลที่มีอิทธิพลอและความจำเป็นที่ต้องมีการวางแผนยุทธศาสตร์ครั้งนั้น แต่งานวิจัยไม่จำเป็นต้องรายงานส่วนนี้ เพราะมีอยู่ในบทที่ 1 แล้ว แต่ในคู่มือการนำแผนยุทธศาสตร์ไปใช้ควรมีส่วนนี้่เป็นบทนำ แต่ไม่ใช่ลอกบทที่ 1 มาเลยนะครับ 2. วิสัยทัศน์ ต้องเขียนออกมาห้เห็นภาพอนาคตว่าองค์การ มีจุดยืนที่ต้องการจะบรรลุคืออะไร ที่สำคัญคือต้องสื่อภาพอนาคตให้ชัดกับบุคลากรในองค์การ และผู้เกี่ยวข้อง เช่น วิสัยท้ศน์กรุงเทพมหานครองผู้ว่าช้ชชาติ และคณะคือ ‘กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน’ (ท่านและคณะไม่เรียกว่าวิสัยทัศน์ แต่ในฐานะนักวิชาการเห็นว่านี่คือ​ วิสัยท้ศน์ ที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ เท่าท่ีผมศึกษามา) 3. พันธกิจ เป็นการกำหนดสิ่งหลัก ๆ ที่องค์ต้อง/ควรดำเนินการถ้าจะให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนด ซึ่งผมยังไม่เห็นกลุ่มพันธกิจหลักของกรุงเทพฯ ซึ่งท่านอาจจะมีอยู่แล้วไม่ทราบ แต่ประเด็นยุทธศาสตร์มีครับ4. วัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าองค์การจะมียุทธศาสร์ระยะสั้น ระยะยาวอย่างไร อะไรก่อนหน้าหลัง เพื่อเป็นตัวกำหนดเบื้องต้นว่าองค์การควรมียุทธศาสตร์หลัก และยุทธศาสตร์ย่อยที่จะดำเนินอะไรบ้าง ในส่วนนี้ผมก็ไม่เห็นผู้ว่ากรุงเทพฯ และคณะกำไว้หรือไม่ แต่วัตถุประสงค์ในการดำนำใช้ยุทธศาสตร์ในการดำนเนินงานกรุงเทพฯ มหานคร มีความช้ดช้ดที่นโยบาย 214 นโยบาย และกลุ่มนโยบายที่ผู้ว่าฯ แลคณะกำหนดไว้5. ยุทธศาสตร์หลัก/ยุทธศาสตร์ย่อย เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ที่เชื่อว่าจะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ ตามพันธกิจ และวิส้ยที่กำหนดไว้่ ประเด็นนี้กรุงเทพมหานครปัจจุบันชัดมากคือ  9 กลุ่มนโยบาย (ยุทธศาสตร์หลัก) และ 214 นโยบาย (ยุทธศาสตร์ย่อย) แต่อย่าลืมว่าท่านผู้ว่าชัชชาติ และคณะไม่ได้ระบุว่านี่คือยุทธศาสตร์นะคร้บ แต่เช่น เดิมในฐานะน้กวิชาการเห็นว่าเป็นยุทธศาสตร์หลัก และยุทธศาสตร์ย่อยที่ดีมาก ๆ ถ้ากรุงเทพมหานคร ข้าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน หรือส่วนใหญ่ร่วมือก้นดำเนินการได้ตามนี้ กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองน่าอยู่ขั้นอีกเยอะเลยครับ 6. ตัวบ่งชี้ว่าการดำเนินงานเป็นไปตามยุทธ์ศาสตร์ ซึ่งจะกำหนดเฉพาะยุทธศาสตร์หลัก หรือทั้งยุทธศาสตร์หลัก และยุทธศาสตร์ก็ได้ และอีกอย่างในการนำเสนอแผนยุทธศาสตร์นั้น อาจจะนำรายการที่ 6 ไปไว้ในกรอบเดียวก้นกับยุทธศาสตฺ์หลัก/ยุทธศาสตร์/ ยุทธศาสตร์ย่อยก็ได้ 7. แนวทางในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ซึ่งจำเป็นสำหรับองค์การขนาดใหม่ หรือราชการ เพราะแผนยุทธศาสตร์จะเกี่ยวาข้องก้บคนจำนวนมาก หากไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ไว้่อาจจะทำให้ความเข้าใจและการนำใช้แผนยุทูศาสตร์มีปัญหา แต่ไม่ถึงกับต้องเป็นการบริหารยุทธศาสตร์ครับ
สำหร้บงานวิจัยของคุณ Suchart ไม่จำเป็นต้องมีการรายงานในส่วนนี้ก็ได้คร้บ

หวังว่าคงมีความกระจ่างชัดมากขึ้น สมาน อัศวภูมิ19 กันยายน 2565

ถูกครับ ผมมักจะได้ยินคนพูดเหมือนที่คุณสุจิตราเล่ามาครับ ส่วนอันตรายมากน้อยแค่ไหนนั้น มีข้อมูลสนับสนุนทั้งสองทางครับ องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ห้ามใส่ผงชูรสในอาหาร แต่ต้องระบุไว้ให้ผู้บริโภครู้ แต่ที่ผมเป็นห่วยคือ ​​’ใส่ชูรสในอาหาร ที่ผู้บริโภคไม่รู้’ แต่ที่ร้านอาหารชอบใส่เพาะมันทำให้อาหารอร่อยนั่นเอง จริง ๆ การค้นพบชูรสครั้งโดยศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่นนั้น พบจากสาหร่ายครับ คนญี่ปุ่นชอบกินสาหร่ายอยู่แล้ว พอได้ผงสกัดจากสาหร่ายมาใส่ในอาหารก็ดีและชอบครับ แต่ระยังหลังมานี้วัตถุดิบและกรรมวิธีในการผลิตผลชูรสเปลี่ยนไป สารที่ใช้มีคุณสมบัติเดียวกันกับที่ได้จากสาหร่าย แต่เป็นสารเคมีแทนนี่เองคือตัวปัญหาครับ

ถูกครับ การใช้ทฤษฎีไม่ถูกต้องตามองค์ประกอบ และเงื่อนไข ก็เหมือนกินยาไม่ครบสูตร และตามเวลาที่หมอแนะนำครับ ขอบคุณครับ ข

ขอบคุณท่านมาก ๆ เช่นกันครับ โลกนี้ประกอบด้วยสรรพสิ่งที่แตกต่างกัน จึงทำให้มีความสวยงามครับ

ขออภัยที่พิมพ์ผิดไปหลายที่ ของคุณมาก ​ ที่ถูกคือ ขอบคุณครับ คาดเคลื่อน ที่ถูกคือ คลาดเคลื่อน อีกเครื่องคือ ที่ถูกคือ อีกเรื่องคือ

เป็นครั้งแรกที่ตอบข้อมูลป้อนกลับครับ ได้บทเรียนที่ต้องระมัดระวังมากเลยครับ

ของคุณมาก​ Paeng77 ด้วย Sheninger เขาเป็นคนเขียนเรื่องนี้เป็นกลุ่มแรก ๆ ครับ มีผู้อ้างเขาเยอะ แต่ยังมีสาระที่คาดเคลือนพอสมควร ผมเลยนำแนวคิดเขามาแชร์ และอีกเครื่องคือความเข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง digital leadership กับ​ leadership in digital era ซึ่งผมได้เขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ในบทเขียนก่อนหน้านี้ครับ สมาน อัศวภูมิ (25 มิถุนายน 2565)

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี