หนังสือแปล ฟูกุซาวะ ยูกิชิ มุ่งสู่การศึกษา    อัตชีวประวัติ ฟูกุโอ  นักคิดผู้พลิกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น    เขียนโดย ฟูกุซาวะ ยูกิชิ  แปลโดย วิภาดา กิตติโกวิท    เป็นหนังสือที่เขียนโดยนักคิดนักการศึกษานักพัฒนาญี่ปุ่นสมัยเมจิ เมื่อ ๑๕๐ ปีก่อน    คือ Fukusawa Yukishi   หนังสือแปลเล่มนี้หนากว่า ๖๐๐ หน้า    เป็นการรวมหนังสือ ๒ เล่มเข้าด้ วยกันคือ เล่มแรกเป็นรวมบทความด้านการศึกษา   เล่มหลังเป็นอัตชีวประวัติ   

ผมได้แนะนำสาระของตอนแรก มุ่งสู่การศึกษา ไว้แล้ว ที่ (๑)     ตอนนี้จะแนะนำ ตอน อัตตชีวประวัติ ของปราชญ์ท่านนี้   นำสู่การสอนใจคนไทยรุ่นใหม่ ในยุคปัจจุบัน

นี่คือตัวอย่างของ “คนจริง”  คนที่มีจุดยืนของตนเอง    ไม่คลอนแคลนไปตามแรงขับดันของกิเลสตัณหา และของกระแสสังคม     ผมมองว่า ประสบการณ์และการเรียนรู้จากประสบการณ์ของท่าน ฟูกุซาวะ ยูกิชิ ตั้งแต่วัยเด็ก หล่อหลอมให้ท่านประสบความสำเร็จในชีวิตตามแนวที่ท่านกำหนด    ไม่ยอมให้สถานการณ์และวิถีปฏิบัติของคนทั่วไปในสังคมญี่ปุ่นเมื่อ ๑๕๐ ปีที่แล้ว กำหนดวิถีชีวิตของท่าน   

คนเก่ง มีความสามารถขนาดท่านโดยทั่วไปในสังคมญี่ปุ่นขณะนั้น จะเข้าสู่ชีวิตการเมือง   ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลในระดับรัฐมนตรี     ซึ่งท่านก็ได้รับการชักชวน    แต่ท่านไม่ไป    ท่านต้องการเป็นนักวิชาการอิสระ    ต้องการทำงานเพื่อบ้านเมืองตามแนวของท่าน    คือผ่านการเป็นนักวิชาการอิสระ  เชื่อว่าความสามารถและความเชื่อของตนจะช่วยให้ตนและครองครัวมีชีวิตที่ดีได้    และทำประโยชน์แก่สังคมได้มากกว่า   

นิยามความสำเร็จในชีวิตของท่าน แตกต่างจากค่านิยมของคนทั่วไป   หนังสือเล่มนี้จึงมีค่ามากสำหรับเราจะอ่านและตีความหาคุณค่า    สำหรับนำมาเป็นเข็มทิศชีวิตของตัวเราเอง    แม้คนที่อยู่ในบั้นปลายชีวิตอย่างผม ก็ยังตั้งใจว่าจะอ่านอีกหลายๆ รอบ   เพื่อสะท้อนคิดสอนใจตน และนำออกแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างกว้างขวาง เพื่อประโยชน์ของคนรุ่นหลัง    และเพื่อร่วมกันพัฒนาบ้านเมือง   

นอกจากทำงานวิชาการด้วยตัวเองแล้ว    ท่านยังตั้งองค์กร เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการทำงานให้แก่สังคม    คือตั้งโรงเรียนเอกชน เริ่มจากโรงเรียนที่สอนตามบ้าน    ที่ในที่สุดขยายเป็นมหาวิทยาลัย Keio อันทรงชื่อเสียง    และผมเคยไปเยี่ยมเมื่อราวๆ ๓๐ ปีที่แล้ว ภายใต้โครงการ JSPS    เรื่องราวของการซื้อที่ดินกว่าหมื่นไร่ในโตเกียว จากรัฐเมื่อ ๑๕๐ ปีที่แล้วน่าสนใจมาก   และเป็นโชคดีของบ้านเมืองญี่ปุ่นที่ที่ดินนั้นตกเป็นของมหาวิทยาลัย   แม้จะมีความพยายามเอาคืนจากเจ้าของเดิมก็ไม่สำเร็จ    ช่วยให้มหาวิทยาลัยเคิโอะ เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ทำหน้าที่สร้างสรรค์วิชาการสาธารณะได้อย่างดีเยี่ยม   

ข้อเรียนรู้สำคัญสำหรับผมอีกอย่างหนึ่งคือ ความเป็นคนรู้เท่าทัน “ความลวง”  “ความกลวง”   หรือมายาคติในสังคม และในผู้คนโดยทั่วไป ของท่าน   ผมคิดว่า เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องฝึกลูก ให้รู้จักพัฒนาสมรรถนะนี้ขึ้นในตน   และเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษา ที่จะต้องมีวิธีการหนุนให้ศิษย์พัฒนาสมรรถนะนี้   ที่ผมเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาค่านิยม (V – Values)    สังคมที่ “ความลวง” และ “ความกลวง” ครอบครอง  ย่อมเป็นสังคมที่อ่อนแอ

ประเทศไทยในปัจจุบัน ตกเป็นเหยื่อสภาพดังกล่าว แค่ไหน 

 ฟูกุซาวะ ยูกิชิ ได้รับการปลูกฝังคุณสมบัตินี้ จากแม่ พ่อ และสภาพแร้นแค้นในชีวิตวัยเยาว์ของตน   ความยากลำบากในชีวิตสำหรับบางคนกลายป็นประสบการณ์เชิงบวก    ทำอย่างไรให้มีสภาพเช่นนี้มากๆ ในสังคมไทย    ทำอย่างไรจะช่วยให้เยาวชนไทยเชื่อว่า “ชีวิตที่ลำบาก เป็นชีวิตที่เจริญ” 

ผมตีความว่า ท่านเรียนรู้และเกิดปัญญามาก เพราะมีนิสัยชอบตั้งคำถาม  ไม่เชื่อง่าย   และพยายามหาข้อมูลหลักฐานทั้งจากชีวิตจริงและจากตำราหรือทฤษฎี    เอามาตอบคำถามเพื่อการเรียนรู้ของตน    ที่เรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม   คือเรียนรู้ครบทุกด้าน ของ VASK   โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอุดมการณ์ (V – Values)    

นี่คือหนังสือเกี่ยวกับอุดมการณ์ชีวิต แบบทวนกระแส   มองอนาคต  มองการร่วมทำหน้าที่เปลี่ยนขาด (transform) สังคม  จากมุมของนักวิชาการอิสระของตน   จากมุมความเชื่อและอุดมการณ์ของตน   ซึ่งจะเห็นว่าไม่ง่าย    และเต็มไปด้วยภัยอันตรายรอบข้างจากคนที่เห็นต่าง และมีมาตรการรุนแรงต่อผู้มีความเห็นและพฤติกรรมไม่ตรงกับความเชื่ออย่างงมงายของตน 

ความใฝ่รู้  ความพากเพียรเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ร่วมกับการเรียนจากทฤษฎีหรือตำรา   ช่วยให้ ฟูกุซาวะ ยูกิชิ เปลี่ยนชีวิตตนเองจากชีวิตยากไร้ แร้นแค้น    กลายเป็นผู้มั่งคั่ง และทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง   ในระดับเป็นผู้นำการเปลี่ยนขาด (transform) สังคม     

ด้วยเหตุนี้ หนังสือ แปล ฟูกุซาวะ ยูกิชิ มุ่งสู่การศึกษา    อัตชีวประวัติ ฟูกุโอ  นักคิดผู้พลิกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น จึงเป็นหนังสือที่มีคุณค่ายิ่ง ต่อการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนหนุ่มสาวของไทย                    

วิจารณ์ พานิช

๓๐ พ.ย. ๖๖