วันพุธที่ 6 ธันวาคม 2566 สมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทยและสมาคมส่งเสริมการวิจัยร่วมกับบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม จัดประชุมวิชาการเสนอผลงานการวิจัยบัณฑิตศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 7 RMU NGRC2023 โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ราชบัณฑิต ประธานคณะกรรมการ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประธานกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และนายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ บรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง "นวัตกรรมเพื่อการศึกษาที่ยั่งยืน" ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม 

               ในงานนี้ผมได้นำเสนอบทความวิจัยเรื่อง "พระพุทธศาสนาแบบชาวบ้านในสังคมเกษตรกรรมของไทย" เพื่อเสนอแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพระพุทธศาสนาเชิงวิชาการและพระพุทธศาสนาแบบชาวบ้าน พระพุทธศาสนาเชิงวิชาการนั้นเป็นพระพุทธศาสนาในภาคปริยัติที่เน้นการศึกษาและการสืบทอดผ่านตัวหนังสือหรือคัมภีร์เป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามการที่พระพุทธศาสนาสามารถดำรงอยู่ได้จนกระทั่งปัจจุบันนั้นนอกจากผลของการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแล้ว พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนของชาวบ้านผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา หรือพระพุทธศาสนาแบบชาวบ้าน (Popular Buddhism) เป็นพระพุทธศาสนาที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยที่เป็นสังคมแบบเกษตรกรรม 

                ประเด็นที่น่าสนใจคือพระพุทธศาสนาในภาคอีสานที่เชื่อมโยงประเพณีอีสานที่เรียกว่า "ฮีตสิบสอง คองสิบสี่" คำว่า ฮีตสิบสอง หมายถึงจารีตประเพณี 12 เดือนของพระพุทธศาสนาแบบชาวบ้าน นั่นหมายความว่า แต่ละเดือนในหนึ่งปีจะต้องมีประเพณีการทำบุญใหญ่ที่รวมคนในชุมชนเข้าด้วยกัน แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็พระราชนิพนธ์หนังสือ ชื่อ “พระราชประเพณีสิบสองเดือน” ในสังคมเกษตรกรรมของไทยก็เช่นเดียวกัน คนอีสานมีประเพณีวัฒนธรรมที่เรียกว่า “ฮีตสิบสอง” ซึ่งผู้วิจัยแบ่งฮีตสิบสองออกเป็นสองประเภท คือ ฮีตสิบสองที่มาจากประเพณีและคำสอนทางพระพุทธศาสนา เช่น บุญเข้ากรรม บุญเทศน์มหาชาติ บุญเข้าพรรษา บุญออกพรรษาและบุญกฐิน ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือประเพณีการทำบุญที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตเกษตรกรรม เช่น บุญข้าวจี่ บุญคูณลาน บุญข้าวประดับดิน บุญบั้งไฟ บุญข้าวสากหรือบุญสารทไทย ด้วยเหตุนี้ ฮีตสิบสองจึงเป็นประเพณีที่หลอมรวมคนในชุมชนเข้าด้วยกัน เป็นประเพณีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานและเป็นประเพณีที่เชื่อมโยงพระพุทธศาสนาแบบชาวบ้านเข้ากับวิถีชีวิตของเกษตรกรของไทย 

                บทความต้องการชี้ให้เห็นว่า นอกจากพระพุทธศาสนาเชิงวิชาการ (Textual Buddhism) แล้ว สังคมไทยยังมีพระพุทธศาสนาแบบชาวบ้านหรือแบบประชานิยม (Popular Buddhism) ที่ประคับประคองให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่อย่างมั่นคงในสังคมไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นการวิจัยจากชีวิตและประสบการณ์ของผู้วิจัยที่เป็นลูกชาวไร่ชาวนา เกิดมาในสังคมเกษตรกรรม เพราะที่ผ่านมาพระพุทธศาสนาแบบชาวบ้านมักถูกมองข้ามและกำลังถูกคนรุ่นใหม่ทอดทิ้ง ไม่ให้ความสำคัญ ความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทำให้สังคมในยุคปัจจุบันด้อยค่า ไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะภาครัฐไม่ได้ให้การส่งเสริมหรือสนับสนุนเท่าที่ควร  นอกจากนั้นคณะสงฆ์เองควรให้ความสำคัญ ส่งเสริมบทบาทของพระสงฆ์ให้เป็นผู้นำของชาวบ้านในการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามให้คงอยู่คู่กับสังคมไทยในชนบท เนื่องจากว่าพระพุทธศาสนาแบบชาวบ้านเป็นความเชื่อ เป็นประเพณี วัฒนธรรมที่ประคับประคองสังคมชนบทที่เป็นเกษตรกรประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย ทำให้สังคมชุมชนในหมู่บ้านดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง

             นอกจากนี้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายหลักการและวิธีการทำนาในแบบของพระองค์ซึ่งปรากฏในกสิภาทวาชสูตร เขตตสูตร อัจจายิกสูตร เขตตูปมสูตรซึ่งเป็นหลักธรรมเกี่ยวกับเกษตรกรรม โดยได้แสดงถึงนาดี นาไม่ดีและวิธีที่จะทำนาให้ได้ผลดีแก่ชาวนา ทรงตรัสถึงรูปแบบการทำนาของพระองค์ว่า เป็นการทำนาที่มีเป้าหมายเป็นทั้งโลกิยะที่มีผลเป็นข้าวเปลือก และการทำนาที่มีเป้าหมายเป็นโลกุตตระโดยมีผลเป็นความหลุดพ้นว่า “ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเรา เป็นผาลและประตัก เราคุ้มครองกายคุ้มครองวาจาได้แล้ว สำรวมในการบริโภคอาหาร เราดายหญ้า (คือวาจาสับปลับ) ด้วยคำสัตย์ โสรัจจะของเราช่วยทำงานให้สำเร็จ ความเพียรของเราช่วยนำธุระไปให้ถึงความเกษมจากโยคะ นำไปไม่ถอยหลัง นำไปถึงที่ซึ่งบุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก เราไถนาอย่างนี้นาที่เราไถนั้นมีผลเป็นอมตะ บุคคลครั้นทำนาอย่างนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้” 

             เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือการที่พระพุทธองค์ทรงนำอุปกรณ์การทำนามาเปรียบเทียบกับธรรมได้อย่างเหมาะสม ทรงอุปมาการปฏิบัติธรรมกับการทำนา ซึ่งสิ่งสำคัญลำดับแรกของการทำนาคือข้าวกล้า (ศรัทธาเป็นพืช) เพราะถ้าขาดสิ่งนี้แล้ว สิ่งอื่นก็ไร้ความหมาย เช่นเดียวกับการขาดศรัทธาความเชื่อมั่นจะเป็นเหตุให้เกิดความลังเลสงสัยห่างไกลจากความสำเร็จ เพราะฉะนั้นการทำเกษตรกรรรมจะได้ผลผลิตคือข้าวเปลือกตามเป้าหมาย ต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดผลตามเป้าหมายที่พึงปรารถนาคือข้าวเปลือก หากต้องการปัญญาในทางธรรมเช่นเดียวกับกสิภารทวาชพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงชีพด้วยการทำนาก็สามารถกระทำได้ด้วยการปลูกศรัทธาที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา  นอกจากนั้นพระพุทธองค์ทรงเปรียบพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาว่าเป็นนาบุญของชาวโลก (อนุตฺตรํ ปฺุญญเขตฺตํ โลกสฺส) และพระองค์ได้มอบหมายให้พระอานนท์ออกแบบผ้าจีวรของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา  ซึ่งพระอานนท์ก็ออกแบบจีวรอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันโดยได้รับแรงบันดาลใจจากพื้นที่นาของชาวมคธ  โดยเป็นสัญญลักษณ์สื่อความหมายว่าพระภิกษุสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของชาวโลกนั่นเอง