บทนำ

หนังสือ ความรัก การแพทย์ และปาฏิหาริย์

................

 หลังจากอ่านต้นฉบับหนังสือแปล ความรัก การแพทย์ และปาฏิหาริย์ จบ   ผมตีความว่า เป็นหนังสือที่มาจากพลังของการใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (critical reflection) สู่การสร้างหลักการใหม่ (Kolb’s Experiential Learning Cycle) ของผู้เขียน    ที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (transformation) ของตนเอง     เกิดพฤติกรรมการเป็นศัลยแพทย์แนวใหม่    หมุนวนยกระดับวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด จนกลายเป็นหนังสือเล่มนี้    โดยผู้เขียนเขียนหนังสือเล่มนี้แบบเน้นการเล่าเรื่อง    สะท้อนพลังหรือความสามารถในการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน   ผ่านการสังเกตพร้อมกับการใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างลึกซึ้ง และเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน     

หากจะให้สรุปภาพรวมของหนังสือทั้งเล่ม ผมสรุปว่า เป็นเรื่องของการประสานจิตกับกาย (บทที่ ๑ - ๔)  และการเชื่อมโยงกายสู่จิต (บทที่ ๕ - ๙)   หากทำได้อย่างแท้จริง ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น    ความรัก และพลังบวก เป็นพลังสำคัญที่สุดในการเชื่อมโยงจิตกับกาย และกายกับจิต      

เป็นหนังสือว่าด้วยจิตวิทยาเชิงบวก  เพื่อปลดปล่อยพลังของความเป็นมนุษย์    ที่ร่างกายมนุษย์เยียวยาตนเองได้    หากพลังต้านอ่อนลง    พลังต้านมาจากจิตวิทยาเชิงลบ   

พลังใหม่เกิดขึ้นเมื่อต่างศาสตร์มาบรรจบกัน    นพ. เบอร์นี ซีเกิล แพทย์ทางกาย เปิดตัวเองออกรับศาสตร์ใหม่ ที่เป็นการแพทย์ทางจิตใจ   บูรณาการออกมาเป็นการแพทย์ที่ผสานการเยียวยาทางกายและการเยียวยาทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน    เยียวยาทางจิตใจโดยหนุนให้ผู้ป่วย “ปลุกพลังจิตของตนขึ้นสู้กับโรค”   

หนังสือเล่มนี้ยกย่อง “ผู้ป่วยพิเศษ” (exceptional patients)    ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่ม “ผู้ป่วยทั่วไป”   กล่าวในทางสถิติ เป็นผู้ป่วยที่กระเด็นออกไปจากกลุ่มหรือค่าเฉลี่ย    จึงถือเป็นคนที่มีจิตใจ “พิเศษ”    อ่านต้นฉบับหนังสือเล่มนี้แล้วผมนึกถึงสาระในหนังสือ What the dog saw เขียนโดย Malcolm Gladwell  ที่ผมเขียนตีความไว้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/341052    

 ในสถานการณ์พิเศษ ที่เป็นวิกฤติความเป็นความตาย   เราจะงอมืองอเท้า ยอมแพ้ทางใจ ยอมตัวเข้าอยู่ในกลุ่มค่าเฉลี่ย     หรือจะทำตัวทำใจเป็นผู้แหกกฎ หาทางหลุดออกจากค่าเฉลี่ย     หนังสือเล่มนี้บอกเราว่า เราสามารถใช้จิตวิทยาเชิงบวกต่อตนเอง     พาตัวเองสู่กลุ่มยกเว้น กลุ่มไม่อยู่ในค่าเฉลี่ย (ที่เป็นเส้นทางของผู้ยอมศิโรราบไปตามกรรม)    สู่การเป็น “ผู้ป่วยพิเศษ” – exceptional patient ได้    โดยผู้เขียนได้ยกตัวอย่าง “ผู้ป่วยพิเศษ” จำนวนมากมาย          

เป็นหนังสือว่าด้วยทักษะชีวิต เพื่อมีสุขภาวะ แม้จะเจ็บป่วย    กายป่วยแต่ใจไม่ป่วย  ไม่หมดหวัง ไม่หวังพึ่งคนอื่นทั้งหมด หรือโยนความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนไปไว้ที่คนอื่น โดยตนเองไม่ต้องรับผิดชอบด้วย    ตั้งจิตพึ่งตนเองอยู่เสมอ    เข้าใจว่าจิตกับกายเชื่อมโยงกัน    เชื่อว่าใจที่เข้มแข็งจะส่งผลต่อการเยียวยาร่างกายที่ป่วยได้     ซึ่งยืนยันโดยศาสตร์ที่ชื่อว่า psychoneuroimmunology   ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายยืนยันว่าจิตใจที่เข้มแข็งมีผลต่อระบบฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย    ช่วยการเยียวยาโรครวมทั้งมะเร็งได้   

นำสู่หลักการด้านสร้างเสริมสุขภาพในมิติด้านจิตใจ  ด้านตัวตน และโปรไฟล์ด้านในเพื่อธำรงความสมดุลในร่างกาย (homeostasis)    สู่ความมีสุขภาพดี    ความเจ็บป่วยมักมีจุดเริ่มต้นจากการเสียสมดุลทางจิตใจ    ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เปิดช่องให้โรคาพยาธิเข้ารังแกได้ง่าย                      

หนังสือบทที่ ๘ บอกว่า “ผู้รอด” คือผู้มีความยืดหยุ่นปรับตัวเก่ง (resilience)   ผมคิดต่อว่า คนเหล่านี้มี growth mindset คือเชื่อว่าตนเองสามารถปรับตัว พัฒนาตัวเองได้   เชื่อว่าความมานะพยายามจะส่งผลสู่ความสำเร็จ    กระบวนทัศน์เช่นนี้ มีความจำเป็นต่อคนทุกคน ในทุกสภาวะ   เป็นกระบวนทัศน์ที่นำสู่ความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต   ไม่เฉพาะต่อเรื่องการต่อสู้กับโรคร้ายเท่านั้น       

อย่างไรก็ตาม ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ   ความรักไม่สามารถหยุดยั้งความตายได้  แต่ช่วยให้ความตายเป็นสิ่งที่ดำเนินไปอย่างราบรื่น และมีความสุขได้   

สรุปว่า ปาฏิหาริย์ เป็นสิ่งที่สร้างได้    หากผู้นั้นมีกระบวนทัศน์เชิงบวก  มีความหวัง ไม่ท้อแท้หมดหวัง 

การแพทย์ไม่ได้มีเพียงมิติด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น    ยังมีมิติด้านความรัก  และปาฏิหาริย์ ด้วย 

วิจารณ์ พานิช

๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕

หนังสือเล่มนี้ออกวางจำหน่ายแล้วเมื่อปลายเดือนตุลาคม ๒๕๖๖