แนะนำหนังสือ นักคิดผู้พลิกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
หนังสือแปล ฟูกุซาวะ ยูกิชิ มุ่งสู่การศึกษา อัตชีวประวัติ ฟูกุโอ นักคิดผู้พลิกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เขียนโดย ฟูกุซาวะ ยูกิชิ แปลโดย วิภาดา กิตติโกวิท เป็นหนังสือที่เขียนโดยนักคิดนักการศึกษานักพัฒนาญี่ปุ่นสมัยเมจิ เมื่อ ๑๕๐ ปีก่อน คือ Fukusawa Yukishi หนังสือแปลเล่มนี้หนากว่า ๖๐๐ หน้า เป็นการรวมหนังสือ ๒ เล่มเข้าด้วยกันคือ เล่มแรกเป็นรวมบทความด้านการศึกษา เล่มหลังเป็นอัตชีวประวัติ
เพื่อได้สาระสำคัญในหนังสือ โดยใช้เวลาอ่านสั้นที่สุด ผมลองถาม Generative AI ด้วยคำถามว่า “Please summarize important points in the book Gagumon no Susume: An Encouragement of Learning” พบว่า Bing และ Bard ให้ข้อสรุปดีทีเดียว แต่ ChatGPT 3.5 ไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้
นี่คือเรื่องราวของ “ปราชญ์” ญี่ปุ่น ผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาความทันสมัยแก่ประเทศญี่ปุ่นในยุคเปิดประเทศ คือยุคเมจิ โดยแสดงบทบาทในภาคประชาชน ไม่ใช่ภาคการเมือง หรือผู้ปกครองประเทศ โดยแสดงบทบาทสร้างองค์กรหรือระบบ ทั้งด้านการศึกษา (มหาวิทยาลัยเคโอะ) การสื่อสารสาธารณะ (หนังสือพิมพ์) การสร้างพจนานุกรมอังกฤษ-ญี่ปุ่น เป็นต้น
หนังสือเล่มนี้ตอบคำถามที่ผมสงสัยมาตลอดชีวิตว่า ประเทศญี่ปุ่นเปิดประเทศสู่ความทันสมัยพร้อมๆ กันกับประเทศไทย เมื่อประมาณ ๑๕๐ ปีที่แล้ว แต่ทำไมญี่ปุ่นเจริญก้าวหน้ากว่าไทยมากในปัจจุบัน โดยบอกเป็นนัยให้เห็นว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่นให้คุณค่าแก่พระและปราชญ์มาก ให้โอกาสดำรงชีวิตอิสระ ไม่ต้องโดนเกณฑ์ไปใช้งานโดยผู้ปกครอง รวมทั้งคนที่เป็นปราชญ์มีวัตรในการสร้างระบบหรือองค์กร ไม่ใช่ดำรงชีวิตแบบโดดเดี่ยวเพื่อความสงบ
ประเทศที่เป็นตัวอย่างของการสร้างระบบที่ถูกต้องนำประเทศสู่ความมั่งคั่ง สังคมดี ในยุค ๕๐ ปีที่ผ่านมา น่าจะได้แก่เกาหลี
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แบบเปิดผ่านๆ และค้นต่อ ใช้แว่น Kolb’s Experiential Learning Cycle อ่าน คือตั้งข้อสังเกตและสะท้อนคิด สู่หลักการในการดำรงชีวิตเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่ต่อสังคม อย่างที่ ฟูกุซาวะ ยูกิชิ ปฏิบัติเมื่อ ๑๕๐ ปีก่อน
ได้ความคิดว่า การพัฒนาสังคมเป็นเรื่องระยะยาว แต่ชีวิตมนุษย์สั้น การทำงานเพื่อสังคมจึงต้องหากลไกที่ดำเนินการได้ในระยะยาว เลยจากชีวิตของตน นั่นคือ ต้องสร้างสถาบัน อย่างที่ ฟูกุซาวะ ยูกิชิ ก่อตั้งมหาวิทยาลัย Keio และหนังสือพิมพ์ Jiji Shinpō
“จิตวิญญาณที่อารยะ คือจิตวิญญาณที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ จิตวิญญาณที่คนรู้จักคิดเอง พัฒนาตนเองเพื่อสร้างประโยชน์แก่คนอื่น”
“ฟ้าไม่ได้ให้ความร่ำรวยสูงส่งแก่คน คนต้องอาศัยความพากพียรจึงได้มาซึ่งความร่ำรวยสูงส่ง” (น. ๓๒)
“เราควรถือความรู้ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงเป็นความรู้ระดับรอง และตั้งใจร่ำเรียนความรู้ภาคปฏิบัติที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” (น. ๓๓)
“ในการศึกษาทุกอย่างให้ค้นคว้าจากความเป็นจริง ค้นหาสัจธรรมในทุกเรื่องอย่างลึกซึ้ง เพื่อตอบสนองความจำเป็นเฉพาะหน้า” (น. ๓๔)
“การรู้หน้าที่หมายถึงการใช้เสรีภาพของตนเต็มที่โดยไม่ทำร้ายคนอื่น ด้วยความเข้าใจในกฎธรรมชาติและอารมณ์ความรู้สึกมนุษย์ เส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพกับการทำตามอำเภอใจตนนั้น อยู่ที่ว่าทำร้ายคนอื่นหรือไม่” (น. ๓๔)
“เหนือคนโง่มีรัฐบาลแข็งกร้าว เหนือคนดีย่อมมีรัฐบาลดี” (น. ๔๐)
“ผู้ขาดเจตจำนงอันเป็นอิสระ ย่อมต้องพึ่งพาคนอื่น เมื่อต้องพึ่งพาคนอื่นก็ย่อมกลัวคน คนที่กลัวคนก็ย่อมต้องสอพลอเอาใจคน และเมื่อกลัวคนและสอพลอบ่อยเข้า ก็ค่อยๆ กลายเป็นนิสัย หน้าก็จะหนาเหมือนแผ่นเหล็ก ไม่รู้ละอายในเรื่องที่ต้องละอาย” (น. ๙) อ่านแล้วผมสงสัยว่าสภาพในประเทศไทยปัจจุบันตรงกันไหม
“ไม่ว่าจะอยากบรรลุเรื่องใดๆ ก็ตาม การใช้วิธีน้มน้าวให้ยอมรับย่อมดีกว่า การโน้มน้าวก็ไม่สู้การทำเป็นรูปธรรมให้เห็น” (น. ๗๑)
“โดยสรุปก็คือ รัฐบาลชุดโบราณใช้อำนาจ รัฐบาลปัจจุบันใช้ทั้งอำนาจและสติปัญญา รัฐบาลสมัยก่อนขาดวิธีการปกครองประชาชน รัฐบาลปัจจุบันร่ำรวยเทคนิคการปกครอง รัฐบาลในอดีตบดขยี้พลังประชาชน รัฐบาลปัจจุบันชั่วงชิงหัวใจประชาชน รัฐบาลสมัยโบราณรุกรานประชาชนจากภายนอก รัฐบาลปัจจุบันควบคุมประชาชนจากภายใน ประชาชนสมัยก่อนเห็นรัฐบาลเป็นผี ประชาชนสมัยนี้เห็นรัฐบาลเป็นเทวดา ประชาชนสมัยก่อนเกรงกลัวรัฐบาล ประชาชนสมัยนี้บูชารัฐบาล” (น. ๘๐ - ๘๑)
คำอธิบายความหมายของ “ชนชั้นกลาง” ที่หน้า ๘๒ ถูกใจผมมาก ว่าไม่ใช่เน้นที่รายได้เป็นหลัก แต่เน้นที่การทำหน้าที่ตัวกลางเชื่อมรัฐบาลกับประชาชน ลองอ่านเองนะครับ จะเข้าใจลึกซึ้ง
“ความกล้าของคนไม่อาจได้จากเพียงการอ่านหนังสือ อ่านหนังสือเป็นวิธีศึกษาหาความรู้ ความรู้เป็สิธีทำงาน หากไม่ไม่สัมผัสกับกิจการต่างๆ ที่เป็นจริงให้คุ้นเคยเสมอแล้ว ก็ไม่อาจเกิดความกล้าและกำลังใจ ในหมู่พวกเราที่กุมวิธีการได้แล้ว ก็ควรอดทนต่อความยากแค้น ไปฝ่าฟันอุปสรรค ใช้ความรู้ที่ได้มาไปกับการทำงานเพื่อสร้างเสริมอารยธรรม ส่วนเรื่องที่ทำได้นั้นมีมากมาย เช่น ส่งเสริมการค้า สอนกฎหมาย สร้างโรงงาน พัฒนาการเกษตร และทำงานแปล ทำหนังสือพิมพ์ เป็นต้น เราควรถือว่างานที่พัฒนาอารยธรรมทุกอย่าง เป็นภารกิจของเราเอง เป็นกองหน้าของประชาชน ช่วยงานของรัฐบาล ทำให้กำลังของรัฐกับเอกชนสมดุล เพื่อเพิ่มพูนกำลังที่เป็นจริงของประเทศ วางเอกราชที่อ่อนแอลงบนฐานที่มั่นคง แข่งขันกับต่างประเทศโดยไม่ยอมถอย” (น. ๘๔)
วาทะเหล่านี้ ฟูกุซาวะ ยูกิชิ เขียนเมื่อเดือนธันวาคม 1871 (พ.ศ. ๒๔๑๔) คือเมื่อ ๑๕๒ ปีมาแล้ว
ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มนี้ได้เพียง ๑๒ บท ถึงหน้า ๑๕๕ รีบนำมาเสนอ เพื่อเชิญชวนให้คนที่สนใจเรื่องการพัฒนาการศึกษาอ่าน คำนิยมโดย ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ และบทนำโดย ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ ให้พลังมาก
ขอแก้ไขชื่อของบันทึกนี้เป็น “นักคิดและนักปฏิบัติ”
กว่าศตวรรษครึ่งมาแล้ว ที่ผู้นำทางปัญญาของญี่ปุ่นอย่าง ฟูกุซาวะ ยูกิชิ เชื่อและเรียกร้องว่า การเรียนรู้ที่แท้ต้องมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในชีวิตจริงของการทำงาน (หน้า ๑๒๗) --- Experiential Learning และที่หน้า ๑๔๗ มีการกล่าวถึงการใคร่ครวญพิจารณาแนว Kolb’s Experiential Learning Cycle อยู่ด้วย โดยท่านเอ่ยคำ “เฝ้าสังเกต” และ “การให้เหตุผลเชิงหลักการ”
นี่คือเรื่องราวของผู้นำการพัฒนาประเทศภาคประชาสังคม ที่ทำหน้าที่เตือนสติคนญี่ปุ่น ให้พัฒนาตนเองขึ้นเป็นพลเมืองของประเทศที่เปลี่ยนมาเป็นสังคมเสรี มีทั้งความสามารถและความเป็นพลเมืองดี คนไทยใน ๑๕๐ ปีให้หลังอ่านแล้วจะมีประโยชน์มาก ช่วยให้เข้าใจความเป็น “คนจริง” ไม่ใช่คนประจบสอพลอต่ออำนาจ
วิจารณ์ พานิช
๒๘ พ.ย. ๖๖
“ผู้ขาดเจตจำนงอันเป็นอิสระ ย่อมต้องพึ่งพาคนอื่น เมื่อต้องพึ่งพาคนอื่นก็ย่อมกลัวคน คนที่กลัวคนก็ย่อมต้องสอพลอเอาใจคน และเมื่อกลัวคนและสอพลอบ่อยเข้า ก็ค่อยๆ กลายเป็นนิสัย หน้าก็จะหนาเหมือนแผ่นเหล็ก ไม่รู้ละอายในเรื่องที่ต้องละอาย” (น. ๙) อ่านแล้วผมสงสัยว่าสภาพในประเทศไทยปัจจุบันตรงกันไหม
แก้วชอบตรงนี้ค่ะ เลยได้คำตอบแล้วว่า ผู้ต้องพึ่งพาคนอื่น ต้องสอพลอเอาใจคนทั้งชีวิตการทำงาน ยอมทนเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ