การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative Care) คืออะไร?
ผู้ป่วยระยะสุดท้าย (End of life)
หมายถึง ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่า สภาพอาการเจ็บป่วยอยู่ในระยะลุกลาม เรื้อรัง หรือเข้าสู่ระยะท้ายๆ ของโรคซึ่งไม่มีวันรักษาให้หายได้ โดยมากจะมีชีวิตอยู่น้อยกว่า 1 ปี
การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative Care)
หมายถึง การดูแลทางการแพทย์การพยาบาลทุกชนิด รวมถึงการดูแลทางด้านกาย จิต อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ตามความต้องการของผู้ป่วย ตลอดจนการดูแล ครอบครัวผู้ป่วยจากความโศกเศร้า เนื่องจากต้องสูญเสียผู้ป่วยไป
เป้าหมายของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง
เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติสามารถใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีความสุขสบายทั้งทางร่างกายและจิตใจ สามารถจากไปอย่างสงบ สมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
อ้างอิง : คู่มือประชาชน การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative Care) ของ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
เข้าถึงได้จาก : https://www.rama.mahidol.ac.th/palliative/sites/default/files/public/Pallative%20care.pdf
(รูปภาพ : https://rvnahealth.org/news/a-primer-on-palliative-care/)
หลักการของการดูแลแบบประคับประคอง
การดูแลแบบประคับประคองเป็นการดูแลควบคู่ไปกับการรักษาหลัก โดยมีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
- ดูแลทั้งผู้ป่วยและครอบครัว
- ประเมินผู้ป่วยอย่างถี่ถ้วนและรอบด้าน ให้การดูแลโดยมุ่งลดความทุกข์ทรมานทั้งจากอาการทางกาย เช่น ลดอาการปวด หอบเหนื่อย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน จากอาการทางจิตใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล เป็นต้น
- พยายามดูแลให้ผู้ป่วยถึงวาระสุดท้ายอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เร่งการเสียชีวิต ไม่ยืดการเสียชีวิต
อาการของผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิต
- การรับประทานอาหารและน้ำลดลง
- สติสัมปชัญญะเปลี่ยนแปลง
- การหายใจผิดปกติ
- ปลายมือปลายเท้าเย็นหรือคล้ำ
- กลั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่อยู่
- หลับตาไม่สนิท
อ้างอิง : การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สำหรับผู้ป่วยและครอบครัว
เข้าถึงได้จาก : https://www.phyathai.com/th/article/3214-การดูแลแบบประคับประคอง
นักกิจกรรมบำบัดคืออะไร?
(รูปภาพ : https://silverbellhomestead.com/occupational-therapy-what-is-it/)
นักกิจกรรมบำบัด (Occupational therapist)
ทำหน้าที่ในการฟื้นฟูคนไข้ที่มีความผิดปกติทางด้านร่างกาย และจิตใจ รวมไปถึงช่วยเรื่องการเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็กให้สมวัยอีกด้วย โดยวัตถุประสงค์ของนักกิจกรรมบำบัดคือ ต้องการให้คนไข้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน อย่างดีที่สุดตามศักยภาพของบุคคล เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวและสังคมต่อไปได้
นักกิจกรรมบำบัดดูแลใครบ้าง
- เด็ก
- ผู้มีความบกร่องทางกาย
- ผู้สูงอายุ
- ผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิต
อ้างอิง : นักกิจกรรมบำบัด จาก Mahidol University Careers Service
เข้าถึงได้จาก : https://careers.mahidol.ac.th/occupational-therapist/
บทบาทนักกิจกรรมบำบัดกับงาน palliative care
- ฟื้นฟูหรือคงความสามารถของผู้รับบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันผ่านการปรับอุปกรณ์ สิ่งแวดล้อม กิจกรรมหรือให้ assistive device ในการทำกิจกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมและความปลอดภัย
- ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด,ความเหนื่อยล้าและความกังวลจากโรคพยาธิสภาพที่เป็นอยู่
- ช่วยเหลือผู้รับบริการในการบรรลุเป้าหมายหรือความต้องการที่ผู้รับบริการต้องการทำ
- ให้ความรู้กับผู้ดูแลในการดูแลผู้รับบริการในช่วงระยะสุดท้าย ( End of life )
- เตรียมผู้รับบริการและญาติให้พร้อมต่อการจากไป โดยให้ Psychological care เสริมสร้างแรงใจ เพื่อให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ผู้รับบริการเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือได้จากโลกนี้ไปแล้วไปได้ด้วยดี
- สนับสนุนให้ผู้รับบริการ, ครอบครัว, ญาติหรือผู้ดูแลได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกันไปจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตของผู้รับบริการ
- ปรึกษาและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทีมสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้กระบวนการรักษาและผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับผู้รับบริการมากที่สุด
“อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยยังอาจได้ยินเสียงรับรู้การสนทนาแม้ว่าอาจจะไม่สามารถโต้ตอบได้ ครอบครัวสามารถพูดบอกความรัก ความห่วงใย บอกถึงการสะสางสิ่งที่ผู้ป่วยเป็นกังวล ให้ผู้ป่วยได้รับรู้และสบายใจ นอกจากนี้ควรพูดด้วยความเคารพในตัวผู้ป่วย และระมัดระวังการพูดขัดแย้งกันเมื่ออยู่ใกล้ผู้ป่วย”
(อ้างอิง : https://www.phyathai.com/th/article/3214-การดูแลแบบประคับประคอง)
ตัวอย่างเคส จากวิชา พฤฒาวิทยาผู้สูงอายุสำหรับนักกิจกรรมบำบัด
ผู้ป่วยหญิงอายุ 55 ปี ได้รับการวินิจฉัย เป็นมะเร็งเต้านม มีการแพร่กระจายไปยังกระดูกหลายแห่ง ผู้ป่วยยังสามารถช่วยเหลือตัวเองและทำกิจวัตรประจำวันได้ และ ยังไปทำงานได้ ต้องการการช่วยเหลือเป็นบางครั้ง ผู้ป่วยมีอาการปวดขาและสะโพก ได้รับยาเป็นมอร์ฟิน วันละ 60 มิลลิกรัม และ ใช้ยาน้ำมอร์ฟินเสริม วันละ 1-2 ครั้ง พอคุมอาการปวดได้
วิเคราะห์จาก Biopsychosocial model
Biological : ผู้ป่วยหญิงอายุ 55 ปี เป็นมะเร็งเต้านม มีอาการปวดขาและสะโพก
Phycological : ผู้รับบริการยอมรับให้การรักษา / ประเมินสภาพจิตใจเพิ่มเติมว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับสภาพร่างกายหรือตัวโรคหรือไม่ / ประเมินเพิ่มเติมว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตหรือการทำงานหรือไม่ / สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงยาที่ได้รับว่าส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตหรือการทำงานหรือไม่
Social : ผู้ดูแล ครอบครัว/ทีมสหวิชาชีพที่ดูแล/ ได้รับยามอร์ฟีน 60 มิลลิกรัม / ใช้น้ำยามอร์ฟีนเสริมวันละ 1-2 ครั้ง / สถานที่ทำงาน / โรงพยาบาล / บ้านที่อยู่อาศัย
PPS : 90
คำแนะนำในการจัดการกับความเจ็บปวด
ให้คำแนะนำกับผู้รับบริการ
- ใช้อุณหภูมิในการลดปวด
- นวดลดปวด
- การให้ความรู้แก่ผู้รับบริการถึงอาการของตัวโรค เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถปรับการใช้ชีวิตได้ ลดการใช้ส่วนที่เจ็บปวด
- ให้ relaxation techniques แก่ผู้รับบริการ เช่น Music therapy ผ่อนคลายอาการปวด
- ให้ Psychological support เสริมสร้างแรงใจให้กับผู้รับบริการ
- ให้คำแนะนำในการจัดท่าทางต่างๆที่ถูกต้อง เช่น ท่านั่ง และท่านอน
ให้คำแนะนำกับญาติ
- สอนวิธีการนวดลดปวด
- ให้ psychological support สร้างเสริมกำลังใจให้กับผู้ดูแล
- แนะนำให้ปรับสภาพบ้านและอุปกรณ์ต่างๆให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้รับบริการ เนื่องจากมี limit จากอาการปวด
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา PTOT344 พฤฒาวิทยาผู้สูงอายุสำหรับนักกิจกรรมบำบัด เขียนโดย นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 (รุ่น14)
สมาชิก
- 6423001 กีรติกร บุญเรืองศักดิ์
- 6423013 วรงค์ภรณ์ ปกครอง
- 6423014 กฤตยา คำใบ
- 6423025 เพ็ญพิชชา เด่นเวสสะ
- 6423027 ศตคุณ ศิวะเสน