อาชัญญชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๔. อาชัญญชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๔)
ว่าด้วยม้าอาชาไนยกับม้ากระจอก
(ม้าอาชาไนยโพธิสัตว์ถูกฟันหมอบอยู่ กล่าวกับพลรถว่า)
[๒๔] ไม่ว่าในกาลใด สถานที่ใด ขณะใด สนามรบใด หรือเวลาใด ม้าอาชาไนยก็เร่งความเร็ว ส่วนม้ากระจอกย่อมล้าหลัง
อาชัญญชาดกที่ ๔ จบ
------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
เอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค
๔. อาชัญญชาดก ว่าด้วยม้าอาชาไนยกับม้ากระจอก
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้ละความเพียรเหมือนกัน จึงตรัสธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ก็พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุนั้นมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บัณฑิตทั้งหลายในปางก่อน เป็นผู้แม้ได้การประหาร ทั้งในที่อันมิใช่บ่อเกิด ก็ได้กระทำความเพียร แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระราชา ๗ องค์พากันล้อมพระนครไว้ โดยนัยมีในเรื่องก่อน นั่นแหละ.
ลำดับนั้น นักรบประจำรถคันหนึ่ง เทียมรถมีม้าสินธพพี่น้อง ๒ ตัวออกจากพระนคร ทำลายกองพล ๖ กองพล ได้จับพระราชา ๖ องค์ไว้. ขณะนั้น ม้าผู้พี่ได้รับบาดเจ็บ. สารถีจึงส่งรถมายังประตูพระราชวัง ปลดม้าผู้พี่ชาย ออกจากรถ ทำเกราะให้หลวม แล้วให้นอนตะแคงข้างหนึ่ง เริ่มจะสวมเกราะม้าตัวอื่น. พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น จึงคิดโดยนัยเรื่องก่อนนั่นแหละ แล้วให้เรียกสารถีมา ทั้งที่นอนอยู่นั่นแล ได้กล่าวคาถานี้ว่า
ไม่ว่าเมื่อใด ที่ใด ขณะใด ณ ที่ใดๆ ณ เวลาใดๆ ม้าอาชาไนยใช้กำลังความเร็ว ม้ากระจอกย่อมถอยหนี.
สารถีประคองพระโพธิสัตว์ให้ลุกขึ้น เทียมแล้วทำลายกองพลที่ ๗ พาเอาพระราชาองค์ที่ ๗ มา. ขับรถมายังประตูพระราชวัง แล้วปลดม้าสินธพ.
พระโพธิสัตว์นอนตะแคงข้างหนึ่งถวายโอวาทแก่พระราชา โดยนัยเรื่องก่อนนั่นแลแล้วดับไป. พระราชารับสั่งให้กระทำฌาปนกิจสรีระของพระโพธิสัตว์นั้น แล้วกระทำสัมมานะแก่สารถีประจำรถ ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมโดยเสมอ เสด็จไปตามยถากรรม.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นตั้งอยู่ในพระโสดาปัตติผล. พระศาสดาทรงประชุมชาดก ว่า
พระราชาในกาลนั้น ได้เป็น พระอานนท์
สารถีได้เป็น พระสารีบุตร
ส่วนม้าได้เป็น เรา คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล.
จบอรรถกถาอาชัญญชาดกที่ ๔
----------------------