ตอนที่ ๒ (ภาคปฏิบัติ) ของ บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์นี้  ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning : A Practical Guide for Training, Coaching and Education, 4th Edition (2018)  เขียนโดย Colin Beard  และ John P. Wilson   

ตอนที่ ๒๐ นี้  ตีความจากการอ่านหนังสือบทที่ ๙  Deeper learning (the being dimension) 

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ การมีสติอยู่กับตัวตนในปัจจุบันขณะเป็นปัจจัยการเรียนรู้ที่สำคัญ     หรือกล่าวใหม่ว่า การดำรงอยู่หรือการมีชีวิตอยู่นั่นเอง เป็นประสบการณ์สำคัญเพื่อการเรียนรู้แบบเรียนรู้บูรณาการ (holistic learning)    

ประสบการณ์ของการเป็นมนุษย์

ประสบการณ์ของการเป็นมนุษย์ของแต่ละคนมีความจำเพาะ  ไม่เหมือนของคนอื่น    เพราะแต่ละคนตีความตามความรู้ ประสบการณ์ และอารมณ์ ที่จำเพาะของแต่ละคน   

คนที่ถูกตีกรอบประสบการณ์ให้จำกัดมากๆ จะไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักตนเอง ไม่รู้จักผู้อื่น หรือรู้จักแบบบิดๆ เบี้ยวๆ     คนเราแต่ละคนถูกจำกัดโดยไม่รู้ตัวมากน้อยต่างกัน    และต่างด้านกัน    และในบางกรณีตนเองจำกัดตนเอง 

สุขภาวะ (Well-being)

สังคมโลกปัจจุบันนิยามสุขภาวะด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP – Gross Domestic Product)   ด้วยความเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโตก็จะดึงให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีตามไป    ซึ่งก็เป็นจริงบางด้านหรือบางส่วน    แต่ไม่ทุกด้าน และก่อปัญหาในบางส่วน เช่นความเหลื่อมล้ำ  และในตอนนี้ก็รู้ว่าก่อปัญหาใหญ่แก่ระบบภูมิอากาศของโลก  ทำให้โลกร้อนขึ้น    เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน   ดังนั้นปัจจัยสู่สุขภาวะของโลกจึงเป็นเรื่องทางสายกลางหรือความพอดี หรือสมดุล

จึงเกิดแนวคิด GNH – Gross National Happiness ริเริ่มและใช้โดยประเทศภูฏานตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ มาจนปัจจุบัน   และองค์การสหประชาชาติริเริ่ม HDI – Human Development Index  ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ โดยมีดัชนี ๓ หมวดคือ สุขภาพ การศึกษา และมาตรฐานการดำรงชีวิต    ประเทศที่ HDI 2022 สูงสุด ๑๐ ประเทศแรกคือ สวิตเซอร์แลนด์ นอรเวย์  ไอซแลนด์  ฮ่องกง (จีน) ออสเตรเลีย  เดนมาร์ค  สวีเดน ไอร์แลนด์  เยอรมนี  เนเธอร์แลนด์   

หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี ค.ศ. 2008   ประเทศฝรั่งเศสดำเนินการศึกษาแนวทางเปลี่ยนเป้าการพัฒนาประเทศจากเน้น จีดีพี มาเป็นการพัฒนาสุขภาวะ  โดยมี ๘ มิติสำคัญคือ  (๑) มาตรฐานการดำรงชีวิตด้านวัตถุ (รายได้ การใช้จ่าย  ความมั่งคั่ง)  (๒) สุขภาพ (๓) การศึกษา (๔) กิจกรรมส่วนตัว รวมทั้งงาน  (๕) สิทธิเสียงทางการเมือง การปกครอง  (๖) การมีแวดวงสังคม  เครือข่าย (๗) สภาพแวดล้อม (ปัจจุบันและอนาคต) (๘) ความไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ทางเศรษฐกิจและด้านกายภาพ   

มีสติตื่นรู้

การฝึกสติภาวนา (mindfulness) เพื่อการมีชีวิตที่ดี มีรากฐานทางพุทธจากอินเดียและจีนมากว่า ๒,๕๐๐ ปี   และประเทศไทยก็ได้รับมาด้วยเป็นเวลาช้านาน    แต่ฝรั่งเพิ่งมาตื่นตัวเมื่อราวๆ ห้าสิบปีมานี้เอง    คนสำคัญที่สุดคือ Jon Kabat-Zinn    เป็นการเคลื่อนไหวให้ขบวนการพัฒนาสติตื่นรู้หลุดออกมาจากวงการศาสนา    คือเป็นวิธีการพัฒนาจิตและสุขภาวะที่ใช้กันทั่วไปในชีวิตฆราวาส    ลูกชายของผม (วิจักขณ์ พานิช) กำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้ในประเทศไทย โดยก่อตั้งสถาบันวัชรสิทธาขึ้นมาดำเนินการในรูปของมูลนิธิที่สมาชิกร่วมกันเป็นเจ้าของและสนับสนุน   

การปฏิบัติสติภาวนา ช่วยลดความเครียด  ความหดหู่ซึมเศร้า  และความทุกข์ทางใจอื่นๆ    หลักการสำคัญคือ พุ่งความสนใจไปที่ประสบการณ์ภายใน (ได้แก่ การหายใจ  อารมณ์ ความรู้สึก  ความคิด)  และประสบการณ์ภายนอก เช่นภาพ เสียง สัมผัส    โดยเน้นฝึกทักษะหลัก ๓ ด้านคือ  (๑) เพ่งความสนใจไปที่สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น โดยที่สิ่งนั้นอาจเกิดภายในตัวเราก็ได้ หรือเกิดภายนอกตัวเราก็ได้    (๒) สังเกตว่า ตามปกติเราตอบสนองสิ่งนั้นอย่างไร   (๓) พิจารณาว่าเรามีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร    และใคร่ครวญว่าอยากมีปฏิกิริยาที่แตกต่างไปอย่างไร   

เขาบอกว่าอุปสรรคสำคัญของมือใหม่ในการฝึกสติภาวนาคือ  ระหว่างฝึก เกิดความคิดฟุ้งซ่านขึ้นมากลบหมด    ต้องฝึกตั้งสติว่าความคิดนั้นเป็นสิ่งภายนอก เกิดจากจิตปรุงแต่ง  เป็นสิ่งที่เราต้องรู้เท่าทัน และไม่ตกเป็นเหยื่อ   บอกตัวเองว่า ความคิดเหล่านั้นมาแล้วก็จะผ่านไป อย่ายึดถือมาเป็นอารมณ์    การมีครูฝึกคอยให้คำแนะนำ จะช่วยการก้าวข้ามอุปสรรคเช่นนี้   

หลักการ 3C

หลักการ 3C ประกอบด้วย conditioning, consciousness, conduct   พฤติกรรม (conduct) ของคนเรามีพื้นฐานมาจากเงื่อนไขในอดีต (conditioning)  ประกอบกับสติระลึกรู้อดีตปัจจุบันและอนาคต (consciousness)   ดังแสดงในรูป   

หากสติระลึกรู้อ่อนแอ (วงสีขาวบางมาก) ซึ่งหมายถึงสติว่าตนเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่ อ่อนแอ     ก็จะปล่อยให้เงื่อนไขในอดีต (conditioning) (อคติ  ความชอบ ความลำเอียง  ฯลฯ) ออกมาทำงานบังคับบัญชา พฤติกรรม (conduct) มีผลให้แสดงพฤติกรรมแบบไร้สติ   

หากเรามีสติ (วงสีขาวหนา) ใช้เวลาคิดอย่างรอบคอบ (คิดช้า – System 2)    ว่าตัวเราเป็นใคร  ผู้เกี่ยวข้องเป็นใคร   กำลังร่วมกันทำอะไร เพื่อเป้าหมาย (purpose) อะไร   และสภาพในปัจจุบันขณะเป็นอย่างไร   เราก็จะเป็นผู้ควบคุมพฤติกรรมของตัวเราเอง    ไม่ปล่อยให้เงื่อนไขในอดีตเป็นผู้บงการ   เท่ากับสติช่วยให้เราแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน   ทำให้พฤติกรรมของเรามีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพในปัจจุบันขณะ   

ในฐานะครูฝึก หรือผู้อำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ ผู้เขียนหนังสือ (Beard & Wilson) เสนอสติระลึกรู้ในการทำหน้าที่ โดยพูดกับตัวเอง ดังนี้ 

  • ฉันเตรียมตัวต่องานนี้มาอย่างดี อย่างรอบคอบ มีการวางแผนอย่างดีมาก  บัดนี้ฉันจะลืมมันทั้งหมด และตั้งสติอยู่กับปัจจุบันขณะ 
  • ฉันเดินเข้าสู่ลานกิจกรรม และตระหนักว่าผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มเดียวกันกับเมื่อวาน  แต่ไม่ใช่คนเดิม   เพราะเขาได้ผ่านเหตุการณ์เมื่อวาน  และมีการสะท้อนคิดเมื่อคืน 
  • ชีวิตของฉันเมื่อวานนี้ถึงเช้านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง    ขณะนี้ฉันรู้สึกอย่างไร    ฉันนำเอาความรู้สึกโกรธ ขัดใจ  ไม่พอใจ เข้าสู่พื้นที่เรียนรู้หรือเปล่า    ฉันแขวนมันไว้กับที่แขวนเสื้อเมื่อสักครู่ได้ไหม 
  • ฉันเข้าใจความรู้สึกในขณะนี้ของผู้เข้าร่วมไหม     ผู้เข้าร่วมต้องการเข้าร่วมกิจกรรม หรืออยากไปที่อื่น   ฉันมีแผนรับมือความจริงนี้ไหม   หรือจะดำเนินการตามแผนเดิม 
  • ฉันเตรียมตัวมาอย่างดี  แต่ก็ตื่นเต้น เพราะเป็นงานใหม่    ฉันจะทำทีว่าฉันรู้หมด  หรือเปิดใจบอกว่าไม่รู้หลายเรื่อง    ฉันพร้อมที่จะดำเนินการอย่างสนุกสนาน และพร้อมที่จะรับมือต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่
  • ย่อมมีคนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันบอก   บางคนอาจท้าทายทุกเรื่องที่ฉันพูด    ฉันจะจัดการคนแบบนี้อย่างไร    ฉันจะใช้ท่าทีอย่างไร   ใช้หลักการและค่านิยมแบบไหน 
  • ฉันจะจัดการความโกรธความไม่พอใจของตนเองอย่างไร   ทั้งที่เกิดต่อโครงการ หรือเกิดในชั้นเรียน
  • ฉันจะตอบสนองอย่างไร ในกรณีที่ฉันไม่รู้คำตอบ 
  • ฉันรู้ว่าการตัดสิน (ดีไม่ดี  ถูกผิด  ฯลฯ) ปิดกั้นการค้นหาและค้นพบ    แต่เมื่อมีความรู้สึกนี้โผล่เข้ามาในใจ และในถ้อยคำ ฉันจะรับมืออย่างไร
  • อะไรคือสิ่งที่ฉันฝังใจ   ว่าจะต้องเกิดขึ้น ไม่มีทางเลี่ยง
  • ฉันต้องการให้ผู้เข้าร่วมอยู่กับกิจกรรม และร่วมกิจกรรมจริงๆ   แต่ฉันทำไม่ได้ผลต่อทุกคน และทุกเวลา   ในบางช่วงสไตล์ของฉันใช้ได้ดีต่อคนกลุ่มหนึ่ง  แต่ไม่ได้ผลต่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง    ฉันจะเปลี่ยนสไตล์การดำเนินการไปเรื่อยๆ ไหม   
  • ฉันตระหนักว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการตลอดชีวิต    ประสบการณ์ที่ฉันจัดให้อาจไม่ส่งผลในวันพรุ่งนี้ แต่เกิดผลใน ๑๐ ปีข้างหน้า   ฉันต้องไม่หลงตั้งความหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในช่วงเวลาของโครงการ 
  • ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีพื้นความเข้าใจเรื่องนี้แค่ไหน    ฉันต้องการเริ่มจากจุดที่เขาเข้าใจ    ไม่ใช่จากจุดที่ฉันเข้าใจ    ฉันต้องเริ่มที่ผลประโยชน์ของเขาเป็นหลัก
  • ถึงแม้จะเตรียมการณ์มาอย่างดี  แต่ฉันจะยืดหยุ่นตามความต้องการของกลุ่มผู้เรียน    โดยอาจล้มเลิกแผนเดิมทั้งหมด    แล้วคิดกระบวนการใหม่ เพื่อสนองผู้เรียน
  • มีจังหวะหยุดชั่วครู่หลังฟัง   มีจังหวะหยุดชั่วครู่หลังพูด   หายใจยาวๆ เพื่อให้อ็อกซิเจนไปเลี้ยงสมอง เพื่อเตรียมรับการตอบสนองของผู้เรียน   ในลักษณะที่ตัวฉันตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ   ตั้งคำถามว่า ความจริงในขณะนี้คืออะไร
  •  ฉันไม่ต้องการมีอำนาจเหนือใครทั้งสิ้น  ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงใคร   ฉันมาที่นี่เพื่อช่วยให้บางคนมองเห็นสิ่งที่ไม่สามารถเห็นมาก่อน ผ่านการกระทำของตนเอง   ฉันจะตั้งคำถามเรื่อยไปว่า ใครมีอำนาจ   หากคำตอบไม่ก่อผลดีต่อกลุ่มผู้เรียน ฉันจะเปลี่ยนบรรยากาศและวิธีการ
  • ฉันมีความชัดเจนเรื่องเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของฉันหรือไม่     ฉันรู้ไหมว่าทำไมฉันจึงทำอย่างนี้    หากไม่รู้ ต้องหาคำตอบให้ได้
  • จงสงบใจ  จงมีความสุข  ฉันไม่เกี่ยวข้องกับความวุ่นวายนั้น         

เขาแนะนำให้ครูทุกคนทำรายการทำนองนี้ของตนเอง    จะช่วยการพัฒนาตนเองอย่างไม่รู้ตัว   

ฝึกสติระลึกรู้ผ่านการฝึกใคร่ครวญสะท้อนคิด

เป็นการฝึกใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle  ในกิจกรรมประจำวันนั่นเอง    หรือในภาษาของการจัดการความรู้เรียกว่า AAR – After Action Review   การปฏิบัติเป็นประจำจะช่วยพัฒนาสติระลึกรู้ด้วย   

สะท้อนคิดระหว่างกิจกรรม (Reflection-in-action)  กับสะท้อนคิดต่อกิจกรรม (Reflection-on-action) 

สะท้อนคิดระหว่างกิจกรรม อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า concurrent learning เกิดขึ้นภายในตัวบุคคลปัจจุบันทันทีที่เหตุการณ์เกิดสดๆ   ขอเล่าประสบการณ์ของตนเองว่าข้อสะท้อนคิดนี้เกิดอย่างสายฟ้าแลบ และบางครั้งในอีกนาทีเดียวก็ลืม  ผมจึงใช้วิธีเข้าประชุมหรือทำงานโดยมี iPad mini และดินสอเขียนไอแพ็ดติดตัวอยู่เสมอ   และจดประเด็นสำคัญของการประชุมในขณะนั้นด้วยสีดำ    เมื่อประเด็นสะท้อนคิดแวบเข้ามา ก็จดไว้ด้วยสีแดง    ช่วยให้ไม่ลืม และเวลาให้ความเห็นก็ให้ได้อย่างเป็นระบบ เป็นข้อๆ อย่างกระชับและชัดเจน   

สะท้อนคิดต่อกิจกรรม อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า retrospective learning   เป็นการสะท้อนคิดย้อนหลัง    หลังเหตุการณ์เกิดแล้วหนึ่งวัน  หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน  หนึ่งปี  ๑๐ ปี หรือ ๕๐ ปี   ตัวผมเองสะท้อนคิดกลับไปยังประสบการณ์สมัยเด็กที่บ้านนอกเมื่อกว่าเจ็ดสิบปีมาแล้วบ่อยๆ    การสะท้อนคิดแบบนี้อาจทำคนเดียว หรือทำเป็นกลุ่มก็ได้    หากทำเป็นกลุ่มต้องใช้วิธีประชุมแบบ สานเสวนา (dialogue)  มีประโยชน์ตรงที่ได้ฟังการตีความที่แตกต่างกัน

เมื่อมี retrospective learning ก็ย่อมมี prospective learning เรียนรู้ก่อนเผชิญเหตุการณ์    ซึ่งในภาษา KM เรียกว่า BAR – Before Action Review   

ปัจจัยส่งเสริมการใคร่ครวญสะท้อนคิด

เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์อย่างมีคุณภาพสูง  ต้องส่งเสริมให้มีการใคร่ครวญสะท้อนคิดทั้งในระหว่างทำงาน และหลังงาน   โดยมีปัจจัยส่งเสริมการใคร่ครวญสะท้อนคิด ๕ ประการคือ  (๑) ความมีอิสระ (autonomy)    ช่วยให้กล้าคิด และมีความรับผิดชอบต่อการสะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้และพัฒนางาน  ในกรณีที่หัวหน้างานไม่มีความเชื่อถือไว้วางใจคนในหน่วยงาน สภาพอารมณ์ของผู้ปฏิบัติงานจะไม่เอื้อต่อการใคร่ครวญสะท้อนคิด  (๒) การป้อนกลับ (feedback)  ผมมีความเห็นว่า feedback ที่ดีที่สุดคือคำถาม  ที่เป็นคำถามเชิงสะกิดใจ   (๓) ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น  ที่มีการรับฟัง ตั้งคำถาม และกระตุ้นความตื่นตัวซึ่งกันและกัน ช่วยให้เกิดความคิดใหม่ๆ และได้รับฟังข้อคิดเห็นหรือการตีความที่ต่างจากที่เราคิดได้  (๔) แรงกดดัน  ที่เป็นแรงกดดันเชิงบวก  เช่นการมีเวลาจำกัด ช่วยให้การสะท้อนคิดเข้าเรื่องเร็ว   หรือแรงกดดันเชิงเป้าหมายงาน  เอามาตั้งคำถามเพื่อการสะท้อนคิด (๕) แรงกดดันชั่วคราว   ตัวอย่างเช่นหัวหน้าไม่มีเวลา ต้องตามไปสะท้อนคิดกันระหว่างลงลิฟท์   เพราะหัวหน้ามีภารกิจด่วน           

การเรียนรู้วงจรเดี่ยว กับการเรียนรู้สองวงจร

วงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เรารู้จักกันดี คือ Kolb’s Experiential Learning Cycle   กับ Deming Cycle หรือ PDCA (Plan – Do – Check – Act) cycle ของการพัฒนาคุณภาพ    ที่ทั้งสองวงจรมี ๔ ขั้นตอน  เป็นเรื่องการคิดเสีย ๒ ขั้นตอน    ดังรูป Deming Cycle

 

 

 

เริ่มจาก plan หรือการวางแผน (คิด) ว่าจะทำอะไร อย่างไร   แล้วปฏิบัติ (do)   ตามด้วยการตรวจสอบ (check) และคิด ว่าจะทำงานนั้นให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร (act)    เมื่อทำซ้ำๆ ร่วมกันในหมู่เพื่อนร่วมงาน ก็จะเกิดความเข้าใจทั้งวิธีการทำงานและหลักการของการทำงานนั้นไปโดยอัตโนมัติ   แถมยังสร้างนิสัยหรือวัฒนธรรมคุณภาพงาน และการพัฒนาคุณภาพงานอย่างต่อเนื่อง   นิสัยนี้จะเป็นคุณต่อบุคคลไปตลอดชีวิต 

ส่วนวงจร Kolb’s Experiential Learning Cycle  คล้าย แต่ไม่เหมือน Deming Cycle ดังนี้   

 

เริ่มที่ประสบการณ์ตรง (concrete experience)    ในระหว่างนั้นก็สังเกตและคิด (สะท้อนคิด) (reflective observation)    ตามติดด้วยการคิดเชิงนามธรรมไปสู่หลักการ (abstract conceptualization)    จะเห็นว่า ใน Kolb’s Experiential Learning Cycle การคิดสองขั้นตอนอยู่ติดกัน    ที่จริงยังมีการคิดขั้นตอนที่สามซ่อนอยู่ คือ “คิดเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง” ต่อหลักการหรือทฤษฎีที่ตนคิดขึ้น    นำสู่ขั้นตอนที่ ๔ (active experimentation) คือเอาหลักการที่คิดได้ไปทดลองใช้ ในกิจกรรมเดิม เพื่อดูว่าได้ผลดีขึ้นหรือไม่   หรือทดลองใช้ในกิจกรรมใหม่ที่คาดว่าน่าจะใช้ได้ผล    ก็จะเกิดความเข้าใจหลักการนั้นดีขึ้น

จะเห็นว่า Kolb’s Experiential Learning Cycle เป็นวงจรเรียนรู้ที่เชื่อมการปฏิบัติเข้ากับการเรียนรู้ทฤษฎี    ในลักษณะที่การปฏิบัติช่วยเอื้อความเข้าใจทฤษฎีที่คมชัดลึกและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น   โน้มเอียงหรือเชื่อมโยงเข้าสู่การเรียนรู้แบบสองวงจร (double loop learning)    ดังรูป 

การเรียนรู้จากการปฏิบัติหรือจากประสบการณ์ เกิดจากการได้รับการป้อนกลับ (feedback)  หรือป้อนไปข้างหน้า (feed forward)    หากป้อนกลับเพื่อพัฒนาเทคนิคหรือวิธีการ เรียกว่าการเรียนรู้วงจรเดี่ยว (single loop learning)    หากป้อนกลับไปที่หลักการ (กล่องสีเขียว) ด้วย  เรียกว่าการเรียนรู้สองวงจร (double loop learning) 

 

จะเห็นว่า ข้อมูลป้อนกลับอยู่ในกล่องสีฟ้า คือผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น    หากป้อนกลับไปที่กล่องสีแดง ก็เกิดการเรียนรู้และพัฒนาวิธีการ   คนทั่วไปจะป้อนกลับในระดับนี้เป็นหลัก   หากป้อนกลับไปที่กล่องสีเขียว ก็จะเกิดการตั้งคำถามต่อหลักการ เป้าหมาย ค่านิยม ที่ใช้อยู่เดิม ว่าเหมาะสมหรือไม่   เป็นการชวนให้คิดลึกและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น    หลักการเรียนรู้สองวงจรจึงเป็นเครื่องช่วยเตือนสติให้การเรียนรู้จากประสบการณ์ไปให้ถึงมิติด้านทฤษฎีหรือหลักการ คล้าย Kolb’s Experiential Learning Cycle  

ผมเขียนเรื่อง multiple loop learning ไว้ที่ Gotoknow.org/posts/702946   และที่ Gotoknow.org/posts/691579

คำถามที่ใช้ใน single loop learning คือ “ฉันทำเรื่องนี้ถูกวิธีแล้วหรือ” (Am I doing the thing right?)    ส่วนคำถามที่ใช้ใน double loop learning คือ “ฉันทำถูกเรื่องแล้วหรือ” (Am I doing the right thing?)   

ใช้ปัญหาและความท้าทาย

เขาอ้างถึง Paolo Freire  ที่เสนอ “การศึกษาที่ใช้การให้ปัญหา” (problem-posing education)    แทนที่ครูจะเน้นบอกความรู้ กลับเน้นถามปัญหา ให้นักเรียนคิด (แบบสะท้อนคิด) และสื่อสารความคิดเห็นออกมา   แล้วครูเรียนรู้วิธีสะท้อนคิดของตนจากการสะท้อนคิดของนักเรียน   จะเห็นว่าตามแนวคิดนี้ นักเรียนคือ “ครูของครู”    หรือครูใช้นักเรียนเป็นครูของตน เพื่อการทำหน้าที่ครูที่ดียิ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา   ทักษะในการสังเกต (observe) ศิษย์ และตีความ (conceptualize) พฤติกรรมของศิษย์ จึงเป็นสิ่งที่ครูต้องฝึกและเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา   

โดยแนวคิดนี้ ครูจึงเป็นครูที่สอนศิษย์   ไม่ใช่ครูที่สอนวิชา   โดยทำหน้าที่ให้ปัญหา ชวนสะท้อนคิด และใส่ความท้าทายเพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่นำสู่การฝึกคิดในระดับสูง    และพัฒนาสมรรถนะแห่งอนาคต     

ปัญหากับการเรียนรู้อย่างเจ็บปวด

คนเราต้องรู้จักฝึกตนให้เห็นคุณค่าของปัญหา ความล้มเหลว หรือความเจ็บปวด จากการทำงาน หรือจากการดำรงชีวิต   แล้วนำมาเป็นประสบการร์เพื่อการเรียนรู้ของตน    นักเรียนควรได้รับการฝึกนี้   โดยครูต้องเรียนรู้วิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ศิษย์ได้รับประสบการณ์เรียนรู้ที่พอดีระหว่างความสนุกกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือความท้าทาย (optimal learning experience)    ซึ่งหมายความว่า ผู้เรียนต้องได้รับการฝึกให้ออกจากพื้นที่สบาย (comfort zone)    ออกมาเผชิญความยากลำบากหรือความท้าทายเป็นระยะๆ    ได้รับการฝึกให้คุ้นเคยกับอารมณ์ตรงรอยต่อ (edge emotion) นี้    

การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Action learning)

Action learning ในที่นี้หมายถึงการเรียนรู้ในการทำงาน   เป็นกระบวนการต่อเนื่องของการเรียนรู้และสะท้อนคิด สนับสนุนโดยเพื่อนร่วมงาน   เพื่อให้งานบรรลุผลอย่างดี  ผู้ปฏิบัติงานเรียนรู้ร่วมกัน และจากกันและกัน กับเพื่อนร่วมงาน    โดยเรียนรู้จากปัญหาจริง  และสท้อนคิดจากประสบการณ์ของตนเอง    ช่วยให้มีจริตเชิงรุกต่อชีวิตและงาน เอาชนะแรงเฉื่อยที่เอาแค่คิดและรู้สึกแต่ไม่ทำและเรียนรู้จากการปฏิบัตินั้น     โดยมีวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติดังนี้   

 

ทีมเรียนรู้จากการปฏิบัติ 

ประกอบด้วย ๔ ส่วนคือ  (๑) บุคคล ผู้เข้าร่วมโดยสมัครใจ  (๒) ทีมเรียนรู้  เป็นกลุ่มบุคคลที่มาพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ   มีความเชื่อถือไว้วางใจต่อกันและกัน และแชร์ข้อสะท้อนคิดต่อกันได้อย่างเปิดใจ  ภายใต้ข้อตกลงว่าจะไม่นำเรื่องที่ปรึกษาหารือกันไปพูดที่อื่น (รักษาความลับ)  (๓) ปัญหา ที่แต่ละบุคคลนำสู่วงเรียนรู้  (๔) การกระทำ ที่ดำเนินการและเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น   

ไม่มีการจดรายงานการประชุม    อาจมี “คุณอำนวย” (facilitator) ช่วยจัดกระบวนการ    สมาชิกท้าทายข้อสะท้อนคิดของเพื่อนสมาชิก    เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ ที่มีเป้าหมายทั้งเพื่อพัฒนาตัวบุคคล และพัฒนางาน    เขาแนะนำให้หลีกเลี่ยงสิ่งต่อไปนี้  (๑) เข้าสู่คำตอบเร็วเกินไป  (๒) ปล่อยให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลดำเนินการโดยไม่ตรวจสอบบริบทแวดล้อม  (๓) ปล่อยให้สมาชิกเสนอเรื่องหรือความเห็นแบบกว้างๆ ไม่โฟกัสแผนปฏิบัติที่ชัดเจน  (๔) สมาชิกบางคนได้รับความช่วยเหลือหรือสนับสนุนเมื่อตนนำเสนอ    แต่ไม่ช่วยเหลือเพื่อนเมื่อเพื่อนนำเสนอ   

ข้อเสนอจากสมาชิกในการพบปะกันแต่ละครั้ง  มีดังนี้ (ก) ประเด็นที่จะดำเนินการจากการพบปะครั้งที่แล้ว  (ข) ประเด็นที่เสร็จแล้ว   หรือยืดเวลาออกไป  (ค) เป้าหมายที่ต้องการบรรลุในการนำเสนอครั้งนี้ (ง) สิ่งที่ผู้นำเสนอได้เรียนรู้ จากการดำเนินกิจกรรม หรือไม่ได้ดำเนินกิจกรรม   

เขาบอกว่า กิจกรรมนี้มีประโยชน์ดังต่อไปนี้  (๑) ช่วยให้งานได้ผล  และสร้างปฏิสัมพันธ์ ได้แก่ สร้างทีม สร้างการเปลี่ยนวัฒนธรรมและพัฒนาปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล    สร้างบทบาทพัฒนา เช่น การเป็นพี่เลี้ยง (mentoring)  (๒) สร้างขีดความสามารถในการเรียนรู้ มีกรอบความคิดใหม่  เอื้ออำนาจ (empower) แก่ตนเองและแก่ผู้อื่น (๓) พัฒนาความสามารถในการอยู่กับความไม่แน่นอน ความกำกวมไม่ชัดเจน  (๔) เพิ่มความสามารถด้านการจัดการโครงการ  (๕) พัฒนาทักษะด้านการอำนวยความสะดวก (facilitation) ที่นำไปใช้จัดกระบวนการกลุ่มได้   

เขาแนะนำว่า ข้อปฏิบัติสำคัญของทีมเรียนรู้จากการปฏิบัติได้แก่  (๑) อาจมีการกำหนดกติกา โดยสมาชิกร่วมกันกำหนด  (๒) กติกาที่กำหนดเปลี่ยนได้โดยสมาชิกร่วมกันพิจารณา (๓) สมาชิกแต่ละคนควรได้รับเวลานำเสนอเท่ากัน (เช่น ๓๐ นาที)  (๔) มีการตกลงแผนปฏิบัติ  (๕) สมาชิกทุกคนรับผิดชอบการเข้าร่วมกิจกรรม (๖) โครงการของสมาชิกได้เข้าสู่การประชุมเรียงลำดับ  (๗) สมาชิกพัฒนาทักษะการฟังและรับข้อมูล  (๘) ในการนำเสนอ สมาชิกระบุให้ชัดเจนว่าตนต้องการอะไร  เพื่อช่วยให้เพื่อนสมาชิกพุ่งความสนใจถูกจุด  (๙) มีการให้ feedback อย่างสร้างสรรค์  (๑๐) มีการรักษาความลับ 

ประสบการณ์กับสมองส่วนไร้สำนึก

การทำงานของสมองมี ๒ ส่วน คือ ส่วนรู้สำนึก กับ ส่วนไร้สำนึก   ตัวตนของคนเราก็มี ๒ ส่วน คือ ตัวตนรู้สำนึก กับ ตัวตนไร้สำนึก    การเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นการเรียนรู้องค์รวม คือทั้งที่เป็นการเรียนรู้อย่างรู้ตัว    กับที่เป็นการเรียนรู้อย่างไม่รู้ตัว   โดยต้องรู้จักทำให้การเรียนรู้สองแบบนี้เสริมส่งซึ่งกันและกัน   ไม่ขัดกัน   

การเรียนรู้แบบรู้ตัว เรียนจากถ้อยคำ   แต่การเรียนรู้แบบไม่รู้ตัวเรียนจากความรู้สึกและภาพ   

การเรียนรู้แบบไม่รู้ตัวมี ๔ ขั้นตอน ดังนี้  (๑) สังเกต  ด้วยตา หู ความรู้สึก ต่อสิ่งที่กิดขึ้นเมื่อตนปฏิบัติ  (๒) จารึกโปรแกรม ด้วยสายตา และประสาทรับรู้อื่นๆ ระหว่างการกระทำ  (๓) ปล่อยให้ร่างกายกระทำ  โดยไม่ใช้สมองคิด  (๔) สังเกต ด้วย ภาพ เสียง สัมผัส   เป็นการครบวงจรของการเรียนรู้แบบไม่รู้ตัว   

การเรียนแบบไม่รู้ตัวนี้ สำคัญมากในการกีฬา    แต่ในบุคคลทั่วไปก็ควรได้ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้จากการปล่อยให้กิจกรรมเกิดขึ้น (ไม่รู้ตัว)   กับเรียนรู้จากการทำให้กิจกรรมเกิดขึ้น (รู้ตัว)    สำหรับครู พึงเข้าใจผลร้ายของ “การสอนมากเกินไป” (overteaching)   

การดำรงอยู่ (being) กับประสบการณ์สุดยอด (peak experience) 

ไม่ว่าทำอะไร การมีสมาธิอยู่กับสิ่งนั้นเป็นเรื่องสำคัญ   ทั้งสมาธิอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตน และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายนอกตน   เขาบอกว่าการโฟกัสจุดสนใจอาจเกิดเป็นขั้นเป็นตอน จากการรับรู้ (awareness)  สู่การให้ความสนใจ (attention)  สู่การมีสมาธิ (concentration)   สู่สมาธิจุดเดียว (one-point concentration)    การปฏิบัติกิจกรรมภายใต้สภาพจิตเช่นนี้ จะนำสู่สภาพที่เรียกว่า ประสบการณ์สุดยอด (peak experience)   หรือ self-actualization   หรือ flow   เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขความสงบ คล้ายลืมตัวไปชั่วคราว 

เศรษฐศาสตร์ประสบการณ์ 

นี่คือมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ต่อประสบการณ์   มองในมุมของการให้บริการการเรียนรู้จากประสบการณ์   เพื่อให้บุคคลเกิดการพัฒนาและกลายเป็นอีกคนหนึ่ง    มองในเชิงธุรกิจบริการ    โดยแบ่งออกได้เป็น ๔ จตุรภาค (quadrant)    ด้วยแกน การมีส่วนร่วม (เชิงรุก - เชิงรับ)    กับแกนวิธีได้ความรู้ (รับถ่ายทอด - ซึมซับเอง)    ดังนี้ 

ผมไม่ได้เห็นด้วยกับวิธีจัดกลุ่มบริการการเรียนรู้จากประสบการณ์ดังรูปข้างบนทั้งหมด    โดยเฉพาะอุตสหกรรมการศึกษา    ที่ผมมองว่า หากจัดดี จะเป็นการเรียนรู้เชิงรุก ไม่ใช่รับถ่ายทอด   และจริงๆ แล้ว การศึกษาสมัยใหม่ควรใช้กิจกรรมในจตุรภาคอื่นๆ เพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย   อย่างไรก็ตาม การแรกแยะออกตามในภาพ ก็ช่วยให้เราเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน   

เป้าหมายของการเรียนรู้จากประสบการณ์คือ การเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานหรือเปลี่ยนขาด (transformation)     การเรียนรู้ที่ดีจtนำสู่การบรรลุเป้าหมายนี้ได้ 

สรุป

การเรียนรู้จากการดำรงชีวิต หรือดำรงอยู่ (being)    เป็นการเรียนรู้ขั้นสูง    ที่นำสู่ชีวิตที่ดี    ไม่สามารถได้จากการรับถ่ายทอดความรู้  ที่เน้นถ่ายทอดด้วยถ้อยคำเป็นหลัก    และเป็นการเรียนรู้แบบรู้ตัวเท่านั้น   ต้องการการเรียนรู้แบบที่ผู้เรียนสร้างความรู้และสมรรถนะทั้งมวลใส่ตน ผ่านการเรียนรู้ขาออก    คือผ่านการกระทำของตนเอง ร่วมกับการใคร่ครวญสะท้อนคิด    โดยทำคนเดียวในบรรยากาศสงบ และทำร่วมกับเพื่อนร่วมงานหรือร่วมเรียนรู้   เพื่อเรียนรู้การตีความประสบการณ์ที่ตีความได้หลากหลาย    เพื่อการเรียนรู้ความซับซ้อน  ความไม่ชัดเจน ความไม่แน่นอน ของชีวิตจริง    นั่นคือคนเราจะมีชีวิตที่ดีได้ ต้องฝึกทักษะเรียนรู้แบบไม่รู้ตัวด้วย    โดยทักษะสำคัญคือ ทักษะอยู่กับปัจจุบันขณะ (สติภาวนา) 

วิจารณ์ พานิช

๒๑ พ.ค. ๖๖

ห้อง ๑๖๐๒  อาคารเฉลิมพระเกียรติ  โรงพยาบาลศิริราช